วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 17

คำสารภาพที่ไม่มีตัวอักษร

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
คราบหมึกสีดำบนกระดาษปอนด์เกรดพรีเมียมไม่ได้เปื้อนเปรอะ แค่มันซึมลึกเกินกว่าที่ยางลบก้อนไหนจะขูดลบออกได้ รวิศวางปากกาหมึกซึมในมือลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า เสียงโลหะกระทบพื้นผิวด้านดัง *กริ๊ก* เบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานที่ปิดทึบ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบสันกรามคมสันและเงาตกกระทบที่ทอดตัวยาวไปบนผนังห้อง ด้านนอกหน้าต่างกระจก เม็ดฝนฤดูร้อนกำลังโปรยปรายลงมากระทบกระจกเป็นระลอก คล้ายเสียงกระซิบกระซาบของโลกภายนอกที่พยายามรบกวนสมาธิอันเปราะบางของเขา โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าบนโต๊ะสั่นครืดคราดติดต่อกันเป็นครั้งที่สาม หน้าจอสว่างวาบปรากฏชื่อ "ภัคพล" รวิศถอนหายใจยาว ปล่อยให้เสียงเรียกเข้านั้นดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเงียบหายไปเอง ในโลกของบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ภัคพลคือเครื่องจักรกลที่สมบูรณ์แบบ—ขับเคลื่อนด้วยตัวเลข กำหนดส่ง และผลกำไรขาดทุน ภายใต้อุดมการณ์ที่เชื่อมั่นในกลไกตลาดและโครงสร้างธุรกิจอันแข็งแกร่ง ทว่าในยามนี้ เขารู้ดีว่าเครื่องจักรตัวนั้นกำลังส่งเสียงร้องเตือนภัยจากภายใน เสียงเคาะประตูกระชั้นชิดสามครั้งดังขึ้น ก่อนที่ลูกบิดจะถูกบิดเปิดโดยไม่ต้องรออนุญาต ภัคพลก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายของฝนผสมกับความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศในรถยนต์หรูติดตัวเขามาด้วย สูทสีเทาเข้มยับยู่ยี่เล็กน้อย เนคไทถูกคลายปมออกอย่างไร้ระเบียบ ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเฉียบคมและมั่นอกมั่นใจยามอยู่หน้าโต๊ะประชุม บัดนี้กลับมีร่องรอยความเหนื่อยล้าอิดโรยฉายชัดเจน รอยคล้ำใต้ตาบอกเล่าเรื่องราวนับไม่ถ้วนที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ภาพลักษณ์อันไร้ที่ติ ไม่มีคำทักทาย ไม่มีบทสนทนาตามมารยาท ภัคพลทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะทำงานของรวิศอย่างหมดแรง ข้อศอกทั้งสองข้างค้ำลงกับเข่า สองมือประสานกันปิดบังใบหน้าครึ่งล่างไว้ ลมหายใจของอีกฝ่ายหนักหน่วงและขาดห้วงเล็กน้อย สะท้อนถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดในการควบคุมสติอารมณ์ที่กำลังพังทลาย รวิศไม่เอ่ยปากถาม เขายื่นแก้วเซรามิกบรรชาร้อนกรุ่น ส่งกลิ่นหอมละมุนของคาโมมายล์ไปตรงหน้าอีกฝ่าย เงียบๆ แต่มั่นคง "สำนักพิมพ์กำลังจะถอดชื่อผมออกจากการประชุมบอร์ดบริหารพรุ่งนี้เช้า" น้ำเสียงของภัคพลแหบพร่าและราบเรียบอย่างน่าใจหาย มันไม่ใช่เสียงของการยอมจำนน แต่มันคือเสียงของคนที่ต่อสู้จนหยดสุดท้ายกระทั่งพบว่าอาวุธในมือเป็นเพียงกระดาษทิชชูที่เปียกฝน รวิศเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปฏิกิริยาของเขาไม่ได้แสดงความตกใจอย่างที่ควรจะเป็น ในทางกลับกัน เขากลับพยักหน้ารับราวกับคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรก "ข่าวลือเรื่องตัวเลขยอดขายไตรมาสล่าสุดที่หลุดออกไป หรือเรื่องโครงการกวีนิพนธ์ร่วมทุนที่ถูกระงับทุนกะทันหันล่ะครับที่ทำให้คุณดูเหมือนคนแพ้สงครามขนาดนี้" ภัคพลเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของรวิศ แววตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความเจ็บปวดผสมผสานกับความคับแค้นใจ "ทั้งสองอย่าง... และมากกว่านั้น บอร์ดบริหารต้องการแพะรับบาปสำหรับความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์ และผมคือคนเดียวที่เซ็นชื่ออนุมัติงบประมาณก้อนนั้น พ่อผม... ท่านเรียกผมไปพบเมื่อเย็นวาน ท่านบอกว่าผมทำตระกูลขายหน้า" ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่นจนซีดเผือด รวิศมองเห็นเงาสะท้อนของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่แบกรับความคาดหวังอันหนักอึ้งของครอบครัวไว้บนบ่า ผ่านแววตาที่กำลังสั่นไหวของชายผู้ทรงอิทธิพลในวงการสิ่งพิมพ์คนนี้ อุดมการณ์ที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในอดีต บัดนี้กลับถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความเปราะบางของความเป็นมนุษย์ "คุณเคยบอกผมว่า วรรณกรรมที่ดีต้องมีโครงสร้างรองรับที่แข็งแรง ไม่ต่างจากตึกสูงที่ต้องมีฐานราก" รวิศเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลทุ้มต่ำราวกับกำลังขับลำนำบทกวี "แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่งครับ บรรณาธิการ... ตึกที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหนาเตอะ หากปราศจากช่องระบายอากาศและหน้าต่างบานเล็กๆ ให้ลมผ่าน มันก็จะกลายเป็นแค่หลุมหลบภัยที่กักขังผู้คนไว้ข้างใน รอวันอับอากาศและพังทลายลงมาเองจากแรงดันภายใน" ภัคพลแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "คุณยังจะมีอารมณ์มาเปรียบเปรยเป็นบทกวีอีกหรือ รวิศ? ผมกำลังจะสูญเสียทุกอย่าง หน้าที่การงาน ชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งความภาคภูมิใจที่สั่งสมมาทั้งชีวิต" "ผมไม่ได้กำลังแต่งบทกวีใส่ความสวยงามให้คุณครับ" รวิศโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แสงไฟจากโคมไฟตกกระทบแววตาที่จริงจังจนน่ากลัว "ผมกำลังบอกความจริงที่คุณพยายามปิดหูปิดตามาตลอดสิบปี คุณเหนื่อยไหมกับการต้องวิ่งไล่ตามมาตรฐานที่คนอื่นขีดเส้นไว้ให้? คุณเหนื่อยไหมกับการต้องสวมสูทราคาแพงเพื่อเดินเชิดหน้าชูตาในสังคมที่พร้อมจะเหยียบคุณลงได้ทันทีที่คุณสะดุด?" คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงตรงรอยแผลเป็น ภัคพลชะงักค้าง ร่างกายแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับถูกตบด้วยความจริงอันเจ็บปวด ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของชายผู้เย่อหยิ่ง ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงซัดสาดอย่างไร้ความปรานี รวิศลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าภัคพล เขายื่นมือออกไปแตะที่ไหล่กว้างภายใต้สูทเนื้อดีแผ่วเบา สัมผัสที่หนักแน่นและอบอุ่นถ่ายทอดความห่วงใยที่ไร้คำพูดใดจะเทียบเคียงได้ "คืนนี้คุณนอนที่นี่เถอะครับ" รวิศกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เด็ดขาด "ห้องพักรับแขกชั้นบนอาจจะไม่หรูหราเท่าคอนโดมิเนียมของคุณ แต่อย่างน้อย... มันไม่มีโทรศัพท์มือถือที่คอยจี้ถามยอดขาย ไม่มีสายตาตัดสินจากคนในตระกูล และไม่มีใครคาดหวังให้คุณต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา" ภัคพลเงີหน้ามองรวิศ เนิ่นนาน... จนกระทั่งแววตาที่แข็งกร้าวค่อยๆ อ่อนแสงลง ความเหนื่อยล้าหลายปีสะสมระเบิดออกมาเป็นหยดน้ำตาใสๆ ที่เอ่อคลอหน่วยตาคมคาย ก่อนที่เขาจะพยักหน้าช้าๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขายอมลดเกราะป้องกันทั้งหมดลงต่อหน้ามนุษย์ด้วยกัน รวิศช่วยพยุงภัคพลให้ลุกขึ้นเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของบ้านพักท่ามกลางความเงียบสงบ บรรยากาศระหว่างพวกเขากลับกลายเป็นความผูกพันลึกซึ้งที่เกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงานหรือคู่แข่งทางความคิดจะนิยามได้ หลังจากจัดแจงให้ภัคพลพักผ่อนเรียบร้อย รวิศก็เดินกลับลงมาที่ห้องทำงานด้านล่างเพื่อเคลียร์เอกสารกองสุดท้ายบนโต๊ะ ทว่า ขณะที่เขากำลังจะปิดสมุดบันทึกเล่มหนา สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เสียบอยู่ระหว่างซอกหนังสือพิมพ์เก่าบนชั้นหนังสือ กระดาษแผ่นนั้นไม่ใช่ลายมือของเขา และไม่ใช่ของภัคพล แต่มันเป็นกระดาษโน้ตหัวกระดาษตราประทับของ "สำนักพิมพ์ใหญ่" ระบุวันที่เมื่อสามปีก่อน—ช่วงเวลาก่อนที่พ่อของภัคพลจะดันลูกชายขึ้นมารับตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สำนักพิมพ์คู่แข่งรายใหญ่ประสบปัญหาการรั่วไหลของต้นฉบับลับระดับชาติ ข้อความสั้นๆ บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า: *"จัดการเก็บกวาดร่อยรอยของรวิศให้เรียบร้อย อย่าให้ลูกชายฉันรู้เรื่องสัญญาฉบับนี้เป็นอันขาด"* และลายเซ็นด้านล่าง... คือชื่อของประธานกรรมการบริหารสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของภัคพลเอง รวิศชะงักค้าง เลือดในกายเย็นเฉียบลงฉับพลัน ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อตระหนักได้ว่า ปมความขัดแย้งทั้งหมดที่เขาและภัคพลเผชิญมาตลอดหลายปี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่แค่เรื่องอุดมการณ์ทางวรรณกรรม... แต่มันคือเกมการเมืองสกปรกที่ถูกชักใยอยู่เบื้องหลังโดยคนในครอบครัวของคนที่เขากำลังโอบอุ้มความรู้สึกให้อยู่ชั้นบน ฝนด้านนอกหยุดตกกระทันหัน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว และเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังขึ้นจากบริเวณระเบียงหน้าต่างชั้นล่าง ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนรอจังหวะที่จะเคาะกระจกเข้ามาในความมืดนี้ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%