เสียงปรบมือสามครั้งที่ดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะในห้องทำงานสี่เหลี่ยมแคบๆ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพง มันก้องกังวานเสียจนรวิศต้องละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
“คุณกำลังใช้ ‘ความเงียบ’ เป็นอาวุธในการเจรจาอีกแล้วนะครับ รวิศ”
ภัคพลเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่งและเจือรอยยิ้มหยันตามแบบฉบับของบรรณาธิการบริหารผู้กุมชะตากรรมของหนังสือเกือบครึ่งประเทศ เขายืนพิงกรอบประตูที่เปิดค้างไว้ เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปーンเล็กน้อยยามที่เขาขยับข้อมือ
รวิศไม่ตอบทันที เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า ปล่อยให้สายตาสีเข้มคู่นั้นกวาดมองต้นฉบับร่างที่ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดงฉานจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม บนโต๊ะทำงานของรวิศเวลานี้ มีเพียงแก้วกาแฟที่เย็นชืดจนหยดน้ำเกาะพราวข้างแก้ว และกองกระดาษที่สะท้อนความเห็นต่างทางความคิดตลอดสามชั่วโมงที่ผ่านมา
“ผมไม่ได้ใช้มันเป็นอาวุธหรอกครับ คุณภัคพล” รวิศเอ่ยขึ้น น้ำทุ้มต่ำและติดจะแหบพร่าเล็กน้อย “ผมแค่คิดว่า บางครั้งถ้อยคำที่ถูกตะโกนออกไปดังๆ มันมักจะไร้พลังกว่าความเงียบที่ปล่อยให้คนฟังได้ยินเสียงสะท้อนจากความคิดของตัวเอง”
ภัคพลแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูกของรวิศ มันเป็นกลิ่นที่รวิศคุ้นเคยในยามที่อีกฝ่ายเคร่งเครียดกับงาน ภัคพลโน้มตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนต้นฉบับหน้าสุดท้ายที่ถูกพับมุมไว้
“แต่กวีนิพนธ์ของคุณในบทนี้ มันไม่ใช่แค่ความเงียบ แต่มันคือการ ‘ยอมจำนน’” ภัคพลจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของรวิศ “คุณกำลังบอกว่าความรักเป็นเรื่องของจังหวะเวลาที่ผิดพลาด... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นักเขียนผู้เชื่อมั่นในปาฏิหาริย์แห่งถ้อยคำอย่างคุณ ยอมก้มหัวให้ความพ่ายแพ้แบบนี้?”
รวิศเงยหน้าขึ้นสบตา บรรณาธิการตรงหน้าอยู่ใกล้เสียจนเขารับรู้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงไม่ถึงคืบ ในพื้นที่แคบๆ นี้ อากาศรอบตัวคล้ายจะเบาบางลงอย่างประหลาด
“ความพ่ายแพ้กับความจริง มันมักจะมีเส้นแบ่งบางๆ กั้นอยู่เสมอครับคุณภัคพล” รวิศตอบเสียงกระซิบ ลลมหายใจของทั้งคู่แทบจะผสานเป็นจังหวะเดียวกัน “คุณมองหาแต่ความสมบูรณ์แบบในเชิงพาณิชย์และตรรกะ... คุณจะไปเข้าใจอะไรกับความเจ็บปวดที่งดงามของความผิดพลาดกันล่ะ”
“ผมเข้าใจดีกว่าที่คุณคิดนั่นแหละ” ภัคพลสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับเข้มข้นขึ้นจนน่าใจหาย นัยน์ตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากของรวิศแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาตรงๆ “ถ้ารู้ว่าเดินไปแล้วจะเจ็บ ทำไมเรายังเลือกที่จะเดินหน้าต่อ... นั่นคือตรรกะที่ผมใช้ทำงาน และนั่นก็คือเหตุผลที่ผมต้องมานั่งเถียงกับคุณอยู่ตรงนี้ไง รวิศ”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความตึงเครียดเชิงวิชาชีพและการปะทะกันทางอุดมการณ์ที่ดำเนินมาตลอดหลายสัปดาห์ บัดนี้กลับถูกเจือปนด้วยกระแสความรู้สึกอีกรูปแบบหนึ่ง—กระแสความรู้สึกที่ดิบเถื่อน ซับซ้อน และไม่อาจหาคำอธิบายทางวรรณกรรมใดมารองรับได้
รวิศรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะในอก มันไม่ใช่การเต้นเพราะความโกรธ หรือเพราะความกดดันจากต้นฉบับ แต่มันคือปฏิกิริยาทางเคมีที่ถูกกระตุ้นจากความใกล้ชิด และความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าถึงตัวตนของกันและกันได้
ภัคพลยื่นมือออกมาช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงที่สันกระดาษบนโต๊ะ แต่ทว่ามันเฉียดผ่านหลังมือของรวิศไปเพียงนิดเดียว สัมผัสแผ่วเบานั้นสร้างความสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ รวิศสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี เขากลับเลือกที่จะเงยหน้ารับสัมผัสทางสายตานั้นอย่างท้าทาย
“บางที...” รวิศเอ่ยขึ้น เสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ “เราอาจจะไม่ได้เถียงกันเรื่องตัวอักษรแล้วก็ได้นะครับ”
ภัคพลชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่มักจะเคลือบบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความจริงจังที่อ่านไม่ออก มือของเขายังคงค้างอยู่ใกล้กับมือของรวิศ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะไม่มีช่องว่างให้ลมพัดผ่าน
“แล้วคุณคิดว่าเรากำลังเถียงเรื่องอะไรอยู่ล่ะครับ” ภัคพลถามกลับ เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน แววตาคู่นั้นไหววูบคล้ายผิวน้ำยามต้องลม
ก่อนที่รวิศจะได้เอաբคำตอบใดหลุดจากริมฝีปาก เสียงกริ่งโทรศัพท์พื้นฐานบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่เปราะบางราวกับแก้วเจียระไน เสียงนั้นแหลมคมและดึงพวกเขากลับสู่ความเป็นจริงในเสี้ยววินาที
ภัคพลถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว สีหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยดังเดิมอย่างรวดเร็วราวกับสวมหน้ากาก แต่นัยน์ตากลับยังคงประกายความระอุบางอย่างไว้ รวิศสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมา เขายื่นมือไปหยอดหูโทรศัพท์ด้วยมือที่มั่นคงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“สำนักพิมพ์บทกวี... ครับ” รวิศกรอกเสียงลงไป
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาก่อนที่เสียงทุ้มแหบของผู้จัดการฝ่ายผลิตจะดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
“คุณรวิศครับ... แย่แล้วครับ! ต้นฉบับบทที่สิบหกที่คุณเพิ่งส่งแฟกซ์ยืนยันร่างสุดท้ายเมื่อช่วงบ่าย... ตอนนี้มันถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์แล้วครับ แถมไม่ใช่เวอร์ชันที่เราตรวจกัน แต่เป็น... ต้นฉบับดิบตัวจริงที่คุณเขียนเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์สำรอง!”
รวิศเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกมึนงงวูบเข้ามาในอก เขาหันขวับไปมองหน้าภัคพลทันที
ภัคพลซึ่งยืนกอดอกอยู่ห่างออกไป ขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาของรวิศ ก่อนที่เสียงจากปลายสายจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้เลือดในกายของรวิศเย็นเฉียบ
“และที่แย่ไปกว่านั้น... คนที่อัปโหลดต้นฉบับนั้นขึ้นระบบเปิด พร้อมกับใส่ลายเซ็นของคุณ... ใช้ IP Address จากคอมพิวเตอร์ภายในห้องทำงานของคุณเองครับ!”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 16
จังหวะหัวใจที่ผิดพลาด
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!