..."ต้นฉบับบทนี้ของคณ... เป็นงานเขียนที่ไร้ซึ่งวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ครับ"
น้ำเสียงของภัคพลเรียบนิ่ง ทว่าบาดลึกราวกับใบมีดที่กรีดลงบนกระดาษไขแผ่นบาง บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ยามวิกาล เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว บนโต๊ะไม้สักทองตัวใหญ่ ต้นฉบับกวีนิพนธ์เล่มบางที่รวิศใช้เวลาแรมปีในการรจนา ถูกดันกลับมาหยุดตรงหน้าเจ้าของผลงานด้วยปลายนิ้วเรียวยาวของบรรณาธิการหนุ่ม
รวิศไม่ได้ขยับตัว เขายังคงนั่งหลังตรงอยู่ในความสลัวของเงาไฟโคม สองตาสบประสานกับนัยน์ตาคู่คมกริบของอีกฝ่ายที่ไม่มีความเกรงใจเจือปนอยู่เลย
"ไร้ซึ่งวิญญาณอย่างนั้นหรือครับ" รวิศทวนคำ น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ในอก "คุณเอามาตรฐานของตลาดหนังสือ หรือเอาความกลัวที่จะล้มเหลวของตัวคุณเองมาวัดงานชิ้นนี้กันแน่ คุณภัคพล"
รวิศเลือกใช้ถ้อยคำที่พุ่งตรงไปยังจุดเปราะบางที่สุดของอีกฝ่าย บรรณาธิการหนุ่มชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ดวงตาไหววับขึ้นราวกระจกที่ถูกก้อนหินกระทบ แต่เพียงไม่นาน รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มที่รวิศเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อครู่ และมันกำลังสร้างความไม่สบายใจให้เขาอย่างประหลาด
"คุณกำลังเข้าใจผิดว่า ความลึกซึ้งทางอารมณ์ กับความเพ้อเจ้ออย่างไร้ทิศทาง คือสิ่งเดียวกัน คุณรวิศ..." ภัคพลโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวพับขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปーンเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ "งานกวีของคุณมันก็เป็นแค่กระจกบานเบี้ยวที่สะท้อนความเจ็บปวดอันน่าสมเพชของคนที่ตัดขาดจากโลกความเป็นจริง คุณหลบซ่อนอยู่หลังคำสวยหรูเพื่อปฏิเสธความจริงที่ว่า... ไม่มีใครสนใจบทกวีที่อ่านไม่รู้เรื่องพวกนี้อีกแล้วในยุคสมัยนี้"
ถ้อยคำนั้นคมกริบและตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ มันไม่ใช่แค่การวิจารณ์ตัวบทวรรณกรรม แต่มันคือการทุบทำลายรากเหง้าทางจิตวิญญาณที่รวิศยึดถือมาตลอดชีวิต รวิศรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ สมองของเขาร้อนผ่าว แต่น่าแปลกที่ริมฝีปากของเขากลับแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ถอดแบบมาจากความเจ็บปวด
"โลกความเป็นจริงที่คุณพูดถึง มันคือโลกที่วัดมูลค่าของมนุษย์ด้วยยอดขายและตัวเลขใช่ไหมครับ" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ สายตากวาดมองกองต้นฉบับบนโต๊ะ "ถ้าความหมายของการมีชีวิตอยู่ตามที่คุณนิยาม คือการผลิตงานที่กลวงเปล่าเพื่อสนองความอยากชั่วครู่ชั่วคราวของคนอ่านกลุ่มใหญ่... ผมยอมให้งานของผมไร้วิญญาณในสายตาคุณ ดีกว่ายอมจำนนต่อวิญญาณที่เน่าเฟะของธุรกิจสำนักพิมพ์แบบพวกคุณ"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะจุดประกายไฟได้ รวิศเห็นกรามของภัคพลขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ความเงียบงันแผ่ขยายเข้ามาแทนที่บทสนทนา ทั้งสองคนนั่งนิ่งจ้องตากันราวกับนักรบสองคนที่ถืออาวุธคนละประเภท
รวิศคือตัวแทนของความดื้อรั้นทางอุดมการณ์ ผู้เชื่อมั่นว่าภาษาและบทกวีสามารถเยียวยารอยร้าวของโลกได้ ส่วนภัคพลคือภาพสะท้อนของความจริงอันโหดร้าย ผู้ต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจและเงื่อนไขของโลกทุนนิยม ทั้งคู่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของเหวลึก แต่แรงดึงดูดประหลาดบางอย่างกลับดึงรั้งให้พวกเขาต้องมาประจันหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"คุณคิดว่าตัวเองสูงส่งนักหรือครับ รวิศ" ภัคพลเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างน่ากลัว เป็นความนุ่มนวลที่ซ่อนคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกราก "คุณบอกว่าผมกลัวความล้มเหลว... แล้วตัวคุณล่ะ? คุณกลัวอะไร? กลัวว่าถ้าวันหนึ่งงานของคุณถูกคนหมู่มากเข้าใจ มันจะสูญเสียความพิเศษปลอมๆ ที่คุณสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความขี้ขลาดของตัวเองหรือเปล่า?"
คำพูดนั้นพุ่งเข้าชนกลางใจของรวิศราวกับลูกศรที่อาบยาพิษ เขานิ่งอึ้งไป สมองประมวลผลย้อนกลับไปถึงทุกสิ่งที่เขาเคยเขียน ทุกบทกวีที่เขาเคยร้อยเรียง มันคือการปกป้องตัวเองจริงหรือ? เขาหลบซ่อนอยู่หลังตัวอักษรเหล่านั้นจริงหรือ?
รวิศสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมสติที่กำลังเตลิด เขายันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทาบทับลงบนร่างของภัคพลที่ยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้
"เราคงไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วครับ ภัคพล" รวิศเอ่ยเสียงเรียบ หยิบต้นฉบับของตนเองขึ้นมาถือไว้แนบอก "ต้นฉบับเล่มนี้ จะไม่ถูกแก้แม้แต่ตัวอักษรเดียว... และมันจะไม่ตีพิมพ์ที่นี่"
เขากำลังจะหันหลังเดินออกจากห้องทำงาน แต่เสียงทุ้มต่ำของภัคพลก็ดังขึ้นจากด้านหลัง หยุดฝีเท้าของเขาไว้ทันที
"คุณแน่ใจหรือครับ ว่าคุณเป็นคนเดียวที่เป็นเจ้า1ของบทกวีพวกนั้น..."
รวิศชะงัก ขมวดคิ้วแน่น เขารีบหันกลับไปมองหน้าบรรณาธิการหนุ่ม ภัคพลค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง รอยยิ้มที่มุมปากเมื่อครู่หายไปแทนที่ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต่น่ากลัวอย่างยิ่ง
"คุณหมายความว่ายังไง" รวิศถาม เสียงของเขาเริ่มสั่นพร่าด้วยความไม่ไว้วางใจ
ภัคพลไม่ตอบทันที เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ตรงหน้ากองเอกสารที่รวิศเพิ่งปฏิเสธ ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ปกหลังของต้นฉบับขึ้นมา มันคือกระดาษจดบันทึกเก่าๆ ที่รวิศเคยคิดว่าตัวเองทำหายไปเมื่อสามปีก่อน สมัยที่เขายังเริ่มเขียนงานชิ้นแรกๆ ในห้องพักแคบๆ
ดวงตาสสีเข้มของภัคพลมองตรงมาที่รวิศ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของนักกวีหนุ่มเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา
"เพราะบทกวีบทแรกที่คุณบอกว่าได้แรงบันดาลใจจากความฝัน... แท้จริงแล้วมันถูกเขียนด้วยลายมือของพี่ชายผม... ก่อนที่เขาจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนที่คุณอ้างว่าเป็นคนแต่งมันขึ้นมาครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความมืดและแสงสว่างของตัวละครด้วยกันนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 4
ร่างแรกที่พังทลาย
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!