วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 3

บทสนทนาหลังเลิกงาน

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงกราวของเมล็ดอาราบิก้าที่ถูกบดละเอียดด้วยฟันเฟืองสเตนเลสสตีล ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของร้านกาแฟเล็กๆ ย่านอารีย์ ร้านนี้ไม่มีเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ แบบที่สำนักพิมพ์ใหญ่โตนิยมใช้เป็นฉากหลัง มีเพียงกลิ่นอายของกระดาษเก่าและน้ำมันสนจางๆ จากสตูดิโอศิลปะชั้นบนที่ลอยปะปนมากับกลิ่นคั่วเข้ม รวิศวางแก้วเซรามิกสีดำสนิทลงบนโต๊ะไม้สักหนา น้ำหนักของมันทำให้เกิดเสียงทึบเบาๆ เขายังไม่แตะต้องของเหลวสีเข้มเบื้องหน้า สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมทอดมองชายฝั่งตรงข้าม—ภัคพล บรรณาธิการบริหารผู้สวมสูทเข้ารูปไร้รอยยับ แม้จะเป็นเวลาทุ่มตรงของวันศุกร์ที่ควรจะเป็นเวลาอิสระ "คุณกำลังนิยามความหมายผิดเพี้ยนไปจากรากเหง้าของมัน รวิศ" ภัคพลเปิดประเด็นทันทีโดยไม่มีการเกริ่นนำ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนต้นฉบับกระดาษปอนด์สีนวลที่ถูกพับครึ่ง "คำว่า 'รอยร้าว' ในบทกวีบทที่สองของคุณ ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเปราะบาง แต่มันคือช่องว่างที่แสงอาทิตย์ควรจะได้ลอดผ่านต่างหาก" รวิศเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความขบขัน หากแต่เป็นการยอมรับในความต่างของโครงสร้างความคิด "แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านรอยร้าวอย่างนั้นหรือครับ คุณภัคพล" รวิศทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลทุบทำลายความตึงเครียดในอากาศลงทีละนิด "ฟังดูเป็นวาทศิลป์ที่ขายได้ดีในงานสัปดาห์หนังสือดีครับ แต่มันช่างไร้เดียงสาต่อความเป็นจริง รอยร้าวไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้แสงส่องผ่าน แต่มันเกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจากโครงสร้างที่ไม่ยอมรับความจริงต่างหาก ถ้าเราพยายามทาสีทองลงไปบนรอยร้าวแบบที่ศิลปะแบบคินสึกิทำ เราก็แค่หลอกตัวเองว่าแผลเป็นนั้นคือความงดงาม ทั้งที่จริงแล้วมันคือหลักฐานของความเจ็บปวดที่ยังไม่หายดี" ภัคพลนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินคำพูดของนักตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง บรรณาธิการหนุ่มหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมาหมุนเล่นในมือ จังหวะการหมุนนั้นสม่ำเสมอราวกับเข็มนาฬิกา "คุณมองโลกผ่านเลนส์สีหม่นตลอดเวลาเลยสินะ รวิศ... บทร้อยกรองที่ดี ไม่ควรเป็นแค่กระจกสะท้อนความหม่นหมองของสังคม แต่มันควรเป็นบันไดที่พาผู้อ่านก้าวข้ามหลุมพรางทางจิตวิทยาเหล่านั้นต่างหาก สำนักพิมพ์ของเราไม่ได้ต้องการบทกวีที่กรีดแผลซ้ำ แต่เราต้องการงานที่เยียวยา" "การเยียวยาด้วยการโกหกว่าแผลจะหายดีโดยไม่ต้องผ่าตัดเอาหนองออก... นั่นไม่ใช่ศิลปะครับ มันคือยาชา" รวิศตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอกกำมะหยี่ "ถ้าคุณอยากได้งานแบบนั้น ทำไมไม่จ้างนักเขียนเงามาเขียนคำคมสร้างแรงบันดาลใจแปะข้างฝาบ้านล่ะครับ ทำไมต้องเสียเวลามานั่งถกเถียงกับผมถึงสามชั่วโมงในร้านกาแฟที่กาแฟรสชาติแย่ขนาดนี้ด้วย" บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงไปหลายองศา แก้วกาแฟของภัคพลยังคงไอร้อนจางๆ แต่บทสนทนากลับเย็นเยียบจนสัมผัสได้ถึงแรงเสียดทานทางความคิด สองมืออาชีพที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของอุดมการณ์ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอกให้กัน ทว่า ในความขัดแย้งนั้น กลับมีแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างที่ทำให้ไม่มีใครกล้าลุกหนีไปก่อน ภัคพลวางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบไม้ดังชัดเจน เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนเกือบจะอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว "เพราะนักเขียนเงาคนนั้น ไม่มีวันทำให้ผมรู้สึกว่า... ตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหวเหมือนที่คุณกำลังทำอยู่" ภัคพลกระซิบ เสียงทุบลงในความเงียบ "คุณท้าทายตรรกะของผม รวิศ คุณทำให้ผมต้องกลับไปรื้อค้นตำราจิตวิทยาและปรัชญาเก่าๆ ที่ไม่ได้เปิดอ่านมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย เพียงเพราะต้องการหาคำมาโต้แย้งคุณในเย็นวันศุกร์แบบนี้... คุณคิดว่านี่คือความบังเอิญหรือครับ?" รวิศชะงักไป ปลายนิ้วที่ถือแก้วกาแฟกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย พยายามค้นหาร่องรอยของการเสแสร้ง แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความจริงจังและความโดดเดี่ยวที่คล้ายคลึงกับตัวเขาเองอย่างน่าประหลาด ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnวาจาใดออกมาเพื่อทำลายความเงียบที่เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือประตูร้านก็ดังขึ้น กังวานใสทำลายสมาธิของทั้งคู่ ร่างของหญิงสาวในชุดโค้ทกันหนาวสีเทาเข้มก้าวเข้ามาในร้าน หยดน้ำฝนเกาะพราวอยู่บนไหล่ของเธอแสดงให้เห็นว่าข้างนอกเริ่มมีฝนโปรยปลงมาแล้ว เธอไม่ใช่ลูกค้าทั่วไป สายตากวาดมองไปรอบร้านอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดนิ่งที่โต๊ะมุมสุด ซึ่งรวิศและภัคพลกำลังนั่งเผชิญหน้ากันอยู่ เธอก้าวเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ วางซองเอกสารสีน้ำตาลทึบลงบนโต๊ะตรงหน้าของรวิศ เสียงกระดาษหนาๆ กระทบพื้นโต๊ะเรียกความสนใจจากทั้งสองหนุ่มได้ทันที "ฉันคิดว่าพวกคุณคงไม่ต้องเถียงกันเรื่องความหมายของคำว่า 'รอยร้าว' อีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ..." หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ แต่แฝงความเร่งAีบ "เพราะตอนนี้... ต้นฉบับต้นฉบับจริงเล่มแรกสุด ที่ถูกซ่อนไว้ในห้องทำงานของอาจารย์เกษมเมื่อสิบปีก่อน เพิ่งถูกพบatใต้พื้นไม้ที่บ้านพักริมน้ำ... และในนั้น มีบทกวีบทที่สามสิบเอ็ด ที่ไม่มีใครเคยอ่านมาก่อน" รวิศขมวดคิ้วมุ่น เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่สลับกับภัคพลที่ตอนนี้สีหน้าเปลี่ยนจากความผ่อนคลายกลายเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ภัคพลหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาทันที นิ้วมือเรียวยาวฉีกแถบกาวออกอย่างไม่ลังเล กระดาษโน้ตแผ่นเก่าสีเหลืองกรอบร่วงหล่นลงมาบนฝ่ามือของเขา ลายมือหวัดๆ ที่คุ้นเคยปรากฏอยู่บนนั้น และบรรทัดสุดท้ายของบทกวีที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน กลับเขียนไว้ด้วยข้อความที่ทำให้ลมหายใจของทั้งรวิศและภัคพลสะดุดกึง— *"รอยร้าวที่แท้จริง... ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอ แต่เกิดจากคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคุณในตอนนี้"* รวิศนิ่งค้างไป สมองประมวลผลย้อนกลับไปถึงทุกคำพูดที่เขาเพิ่งถกเถียงกับภัคพลเมื่อครู่ ขณะที่ภัคพลค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ช้าๆ... พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ซึ่งซ่อนความลับบางอย่างที่น่ากลัวเกินกว่าจะคาดเดา โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%