กลิ่นกระดาษสาเก่าๆ และหมึกซึมราคาแพงคละคลุ้งอยู่ในความเงียบงันของห้องทำงานแคบๆ รวิศไม่ได้ขยับตัวมาเนิ่นนานเท่าไหร่แล้ว ปลายนิ้วเรียวยาวที่มักจะถือปากกาค้างไว้เสมอ บัดนี้กำลังกดลงบนกระดาษปอนด์สีครีมอย่างแน่นิ่ง จนข้อต่อนิ้วปรากฏรอยขาวซีด ประโยคทิ้งท้ายอันแหลมคมจากบทสนทนาก่อนหน้ายังคงก้องกังวานในโสตประสาท *“เพราะบทกวีบทแรกที่คุณบอกว่าได้แรงบันดาลใจจากความฝัน... แท้จริงแล้วมันถูกเขียนด้วยลายมือของพี่ชายผม... ก่อนที่เขาจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนที่คุณอ้างว่าเป็นคนแต่งมันขึ้นมาครับ”*
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้รวิศสะGiตสะเทือนในแง่ของความตกใจ หากแต่เป็นการสั่นสะเทือนในระดับรากฐานทางจิตวิญญาณ
สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของภัคพล บรรณาธิการบริหารหนุ่มผู้ยืนอยู่หลังโต๊ะทำงาน ฝั่งตรงข้าม ภัคพลไม่ได้หลบตา แววตาของอีกฝ่ายคมกริบราวกับใบมีดที่ถูกลับมาอย่างดี ทว่าในความเยือกเย็นนั้น รวิศกลับมองเห็นรอยปริร้าวบางๆ—รอยร้าวที่ซ่อนอยู่หลังภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของผู้ชายที่กุมอำนาจทางวรรณกรรมไว้ในมือ
"คุณคิดว่าความเงียบจะลบเลือนรอยหมึกบนกระดาษแผ่นนั้นได้หรือครับ, คุณรวิศ" ภัคพลเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาราวกับกำลังพูดถึงสภาพอากาศ ทว่าทุกคำกลับมีน้ำหนักถ่วงดึงบรรยากาศในห้องให้กดดันลงเรื่อยๆ
รวิศเงยหน้าขึ้น ช้าๆ สายตาของกวีหนุ่มผู้รักสันโดษไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยว เขายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันในโชคชะตาและตัวตนของอีกฝ่าย
"ความเงียบไม่เคยลบเลือนอะไรหรอกครับ, คุณภัคพล... มันแค่ทำหน้าที่เก็บรักษาความจริงไว้ ในพื้นที่ที่ลึกเกินกว่าที่ตรรกะคำนวณกำไรขาดทุนของคุณจะเอื้อมถึง" รวิศตอบกลับ น้ำนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงกระดูกดำ
รวิศไม่ได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องลายมือของพี่ชาย เพราะสำหรับเขาแล้ว การแก้ตัวคือการลดทอนคุณค่าของศิลปะ
แต่ทว่า... การโต้กลับในแบบฉบับของรวิศ ไม่เคยใช้เสียงดัง
เขาดึงกระดาษเปล่าแผ่นใหม่ออกมาจากลิ้นชัก ปลายนิ้วบรรจงจรดปากกาหมึกซึมลงไปอย่างมั่นคง ทุกรอยขีดเขียนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงสงสัยของบรรณาธิการหนุ่ม ภัคพลขยับตัวเล็กน้อย สัญชาตญาณนักธุรกิจและผู้ตรวจต้นฉบับเตือนภัยเขาว่า สิ่งที่กำลังถูกร่างขึ้นบนกระดาษแผ่นนั้น ไม่ใช่บทกวีสรรเสริญเยินยอ หรือบทกลอนรักโรแมนติกทั่วไปอย่างแน่นอน
เสียงปลายปากกาขูดขีดกับกระดาษดังขึ้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังเดินถอยหลัง
รวิศเขียนด้วยสมาธิที่แน่วแน่ สายตาของเขามองทะลุผ่านร่างของภัคพล ราวกับกำลังมองเห็นโครงสร้างกระดูกและจิตใจที่ถูกกัดกินด้วยความทะเยอทะยาน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งปลายปากกาหยุดลง รวิศวางปากกาลงบนโต๊ะ เลื่อนกระดาษแผ่นนั้นกลับไปให้อีกฝ่ายอย่างใจเย็น
ภัคพลขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาโน้มตัวลงใช้สายตากวาดมองตัวอักษรที่ถูกเรียงร้อยขึ้นอย่างประณีตบนหน้ากระดาษ ลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของรวิศ—เฉียบคม ไหลลื่น และเต็มไปด้วยสัญญะบาดลึก
> *“เจ้าของรอยหมึกบนกระดาษเก่า*
> *อาจไม่ใช่เจ้าของลมหายใจในเงาตึกสูง*
> *คุณสร้างวิหารจากศพของความรู้สึก*
> *แล้วกราบไหว้รูปปั้นที่กลวงเปล่าของตัวเอง*
> *ความสำเร็จที่คุณถือครอง... ช่างหอมหวาน*
> *กลิ่นอายของมันคือน้ำตาที่ถูกกลั่นเป็นกำไร*
> *แต่ในคืนที่แสงไฟสำนักพิมพ์ดับลง*
> *คุณยังกล้าส่องกระจก... แล้วถามหาความจริงอีกหรือครับ?”*
เมื่ออ่านจบ ภัคพลชะงักไป ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—เป็นครั้งแรกที่รวิศได้เห็นรอยร้าวบนเกราะป้องกันอันหนาเตอะของบรรณาธิการผู้ไร้พ่ายผู้นี้ บทกวีบทนี้ไม่ได้กล่าวถึงพี่ชายของภัคพลโดยตรง แต่มันถอดรหัส "ตัวตน" ของภัคพลออกมาได้อย่างหมดเปลือก ทุกปมปัญหาครอบครัว ความคาดหวังอันหนักอึ้ง และความรู้สึกผิดที่ถูกฝังกลบไว้ใต้กองเงินตราและชื่อเสียง ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาวางประจานไว้กลางห้องอย่างเลือดเย็น
"คุณ..." ภัคพลเปล่งเสียงออกมาได้เพียงคำเดียว ริมฝีปากของเขาเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง มือที่วางอยู่บนโต๊ะกำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน
"บทกวีบทนี้ไม่ได้เขียนขึ้นจากความฝันครับ, คุณภัคพล" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเด็ดขาด สายตาประสานกับอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง "แต่มันเขียนขึ้นจากความจริง... ความจริงที่คุณพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต ผ่านการก้มหน้าก้มตาตีพิมพ์เรื่องราวของคนอื่น เพื่อกลบเสียงร้องของตัวเอง"
ความเงียบงันกลับมาเข้าครอบงำห้องทำงานอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า มันอัดแน่นไปด้วยแรงปะทะทางจิตวิทยาที่รุนแรง ระหว่างผู้สร้างสรรค์งานศิลปะผู้มองเห็นจิตวิญญาณ กับผู้บริหารจัดการผู้ใช้ตรรกะครอบงำโลก
ภัคพลเงยหน้าขึ้นมองรวิศ แววตาที่เคยเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยความมั่นใจบัดนี้สั่นไหวเล็กน้อย คล้ายกับคนยืนอยู่ริมหน้าผาและเพิ่งสังเกตเห็นว่าพื้นดินใต้เท้ากำลังพังทลาย
ทว่า ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยถ้อยคำใดทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดนี้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น... ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ทั้งสองคนสะดุ้งเล็กน้อยจากภวังค์แห่งการปะทะทางความคิด
ประตูห้องทำงานเปิดแง้มออกช้าๆ พร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปผู้เป็นเลขาเธอก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเซียว ในมือของเธอถือซองเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำครึที่ดูเหมือนไม่ควรจะหลงเหลืออยู่ในยุคดิจิทัลนี้
"คุณภัคพลคะ... มีพัสดุตีกลับมาถึงคุณค่ะ จ่าหน้าซองมาจากสถานีตำรวจภูธรจังหวัด... เมื่อสามปีก่อน และ... และที่สำคัญ..." เลขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้านายด้วยแววตาตื่นตระหนก "มีชื่อผู้ส่งระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นของคุณปกรณ์... พี่ชายของคุณรวิศค่ะ"
รวิศหันขวับไปมองซองเอกสารในมือเลขาในทันที หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับตัวอักษรด้วยกันเสมอนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 5
เมื่อความเงียบพูดแทนคำ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!