เสียงกรอบแกรบของกระดาษไขที่ถูกดึงออกจากซองเอกสารสีน้ำตาลในมือเลขาฯ ดังบาดประสาทสัมผัสของรวิศ ราวกับเสียงกิ่งไม้แห้งที่หักเป๊าะใต้ฝ่าเท้าในป่าเปลี่ยว
รวิศยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องซองเอกสารนั้นไม่วางตา หัวใจในอกซ้ายเต้นกระหน่ำด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปจากความสุขุมที่เขามักใช้เป็นเกราะกำบังตัวเสมอ
"วางไว้บนโต๊ะตรงนั้นเถอะครับ"
เสียงทุ้มต่ำของภัคพลเอ่ยแทรกขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวของสำนักพิมพ์ บรรณาธิการบริหารรูปงามปรายตาไปยังเลขานุการสาว เป็นสัญญาณเงียบให้เธอถอยออกไปจากพื้นที่นี้ ร่างบางโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินเลี่ยงออกจากห้อง ปิดประตูลงกลอนอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้สองชายหนุ่มเผชิญหน้ากันท่ามกลางกลิ่นอายของกระดาษเก่าและกาแฟดำที่เย็นชืด
รวิศผละสายตาจากซองเอกสารนั้น เงยขึ้นสบตาอีกฝ่าย
"คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ ภัคพล" รวิศเปิดฉากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงกระแสคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะซัดสาด "เอกสารนั่น... ไม่น่าจะเกี่ยวกับสัญญาตีพิมพ์เล่มใหม่ของเรา"
ภัคพลหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและแหบพร่า เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กัดกินความอดทนของนักเขียนอิสระผู้รักสันโดษ สายตาคมปลาบของบรรณาธิการหนุ่มมองทะลุผ่านกรอบแว่นของรวิศ ราวกับกำลังอ่านบทกวีที่ถูกซ่อนไว้ใต้บรรทัดสุดท้าย
"บางครั้ง... คนเราก็มักจะเขียนความจริงลงไปในงานวรรณกรรม มากกว่าที่จะกล้าพูดมันออกมาในชีวิตจริงนะครับ รวิศ" ภัคพลวางแก้วลงกระทบโต๊ะกระจกเสียงดังทึบ "คุณคิดว่านามปากกา 'บทกวีไร้เงา' ในอดีต กับรวิศในปัจจุบัน แตกต่างกันมากไหมล่ะ"
คำพูดนั้นทำให้รวิศชะงักไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว นามปากกาเก่าที่เขาเคยใช้สมัยยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นความลับที่เขาฝังกลบมันไว้ในสุสานแห่งความทรงจำมานานหลายปี เหตุใด... หรือว่า...
"คุณไปเอามาจากไหน..." รวิศเค้นเสียงถาม นัยน์ตาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบด้วยความเย็นชาตามความคุ้นชิน
"ผมไม่ได้ไปขุดคุ้ยอะไรที่ไหนไกลเลยครับ" ภัคพลเลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลมาตรงหน้า นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนผิวซองเบาๆ "ผมแค่... อ่านต้นฉบับบทกวีชุดล่าสุดที่คุณส่งมาให้สำนักพิมพ์พิจารณาเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างละเอียดถี่ถ้วน และบังเอิญว่า... ท่วงทำนองการใช้ถ้อยคำ การเลือกใช้สัญญะเรื่อง 'กระจกเงาที่แตกสลัก' มันช่างบังเอิญไปตรงกับรวมบทกวีใต้ดินเล่มหนึ่ง ที่ตีพิมพ์เมื่อสิบปีก่อนอย่างไร้ที่ติ"
รวิศรู้สึกเหมือนถูกกระชากหน้ากากกลางลานประลอง เลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้า ภาพความหลังที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิตย้อนกลับมาทับซ้อนในหัว โครงสร้างทางจิตวิทยาที่เขาใช้สร้างตัวตนขึ้นมาใหม่พังทลายลงในพริบตา งานเขียนชิ้นนั้น... คือกระจกเงาที่สะท้อนบาดแผลในวัยเยาว์ของเขาเอง
"คุณอ่านมัน... แค่ในฐานะบรรณาธิการ หรือในฐานะอะไรกันแน่" รวิศกัดฟันกรอด น้ำเสียงเริ่มสั่นพร่าด้วยความโกรธปนหวาดหวั่น
"ผมอ่านมันในฐานะคนที่เข้าใจคุณ" ภัคพลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้สูทเข้ารูปก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานฝั่งที่รวิศยืนอยู่ เขาสบตากับนักเขียนหนุ่มอย่างไร้การหลบเลี่ยง "คุณกลัวความคาดหวัง คุณเกลียดการถูกผูกมัดด้วยชื่อเสียงของครอบครัว... ไม่ต่างอะไรกับผมเลย รวิศ"
รวิศผถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อแผ่นอกของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นที่คุกคาม แต่กลับเป็นกลิ่นที่สร้างความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างประหลาด
"อย่ามาทำเป็นรู้ดีในเรื่องของผม ภัคพล คุณไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย" รวิศเชิดหน้าขึ้น แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก
"ผมรู้ว่าเบื้องหลังบทกวีที่สวยงามและเยือกเย็นของคุณ มันเต็มไปด้วยรอยร้าว" ภัคพลโน้มตัวลงมาเล็กน้อย เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาท "เหมือนกับบทกวีชิ้นนี้... ที่คุณเขียนขึ้นเพื่อให้อภัยพ่อของคุณเอง แต่ปากแข็งไม่ยอมรับมัน"
ภัคพลหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากซองเอกสาร มันคือสำเนาต้นฉบับลายมือเขียนยุคเก่า กระดาษเหลืองกรอบที่มีลายมือหวัดๆ ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเขียนระบายความอัดอั้นตันใจลงไป ลายมือที่รวิศจำได้แม่นยำว่าเป็นของตนเองเมื่อครั้งอดีต
ดวงตาของรวิศเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้ก้น A ของลิ้นชักความทรงจำถูกขุดคุ้ยขึ้นมาวางต่อหน้าต่อตาโดยผู้ชายคนนี้ ความรู้สึกพ่ายแพ้และถูกล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวตีรวนขึ้นมาในอก แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธ คือความรู้สึก 'โล่งอก' อย่างประหลาดที่ได้มีใครสักคนมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาผ่านตัวอักษร
"คุณมันบ้า..." รวิศพึมพำเสียงแผ่ว เบือนหน้าหนีไปยังบานกระจกใสที่สะท้อนภาพเมืองหลวงเบื้องล่าง "คุณกำลังก้าวก่ายเส้นแบ่งระหว่างความเป็นมืออาชีพกับเรื่องส่วนตัว"
"เส้นแบ่งเหรอครับ?" ภัคพลแค่นหัวנסเบาๆ เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงบนกรอบแว่นตาของรวิศแผ่วเบา ก่อนจะไล่ปลายนิ้วผ่านสันแก้วหู ปัดปอยผมที่ตกลงมาบังใบหน้าของนักเขียนหนุ่มออกอย่างถือวิสาสะ "ในโลกของวรรณกรรม ไม่มีเส้นแบ่งแบบนั้นหรอกครับ รวิศ... มีแต่หัวใจที่เปลือยเปล่า กับความจริงที่ซ่อนอยู่หลังตัวอักษรเท่านั้น"
สัมผัสอุ่นเยือกเย็นนั้นทำให้รวิศสะท้านเฮือก ขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง เขานิ่งงัน ปล่อยให้อีกฝ่ายรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวโดยไม่ขัดขืน เคมีระหว่างคนทั้งสองอัดแน่นจนบรรยากาศในห้องร้อนระอุขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่เคยคานอำนาจกันไว้ บัดนี้กลับหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความเจ็บปวดและบาดแผลที่คล้ายคลึงกัน
รวิศหันกลับมาสบตาอีกครั้ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันขณะที่สมองกำลังประมวลผลคำพูดและท่าทีของบรรณาธิการหนุ่มผู้ฉลาดเป็นกรดคนนี้
"แล้วคุณล่ะ..." รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงกว่าเดิม ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของภัคพล "ซองเอกสารอีกซองในลิ้นชักของคุณ... มันซ่อนบทกวีเรื่องอะไรไว้ ที่ทำให้คุณกล้าพอจะมาเปิดโปงผมแบบนี้"
ภัคพลชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มมุมปากที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความเงียบงันที่ลึกซึ้งขึ้น เขายืดตัวตรง ถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานของตนเองช้าๆ
ในจังหวะที่ลิ้นชักกำลังถูกดึงออกจนสุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงเปิดประตูพรวดพราดยังไม่ทันได้รับอนุญาต
"ท่านประธานครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว..." เลขานุการหนุ่มอีกคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหน้าตาตื่น เอกสารในมือสั่นเทา "ข่าวลือเรื่องการคัดลอกงานเขียนของสำนักพิมพ์คู่แข่ง... ถูกปล่อยหลุดออกไปถึงมือสื่อมวลชนแล้วครับ!"
ภัคพลหันขวับไปมองลูกน้องทันที สีหน้าเคร่งขรึมลงในพริบตา เขายังไม่ทันได้หยิบสิ่งใดออกจากลิ้นชัก รวิศที่ยืนอยู่ข้างกายกลับก้มลงมองลอดผ่านช่องลิ้นชักที่เปิดค้างไว้ และสิ่งแรกที่สะดุดตาเขาไม่ใช่เอกสารทางธุรกิจ แต่เป็นภาพถ่ายใบเล็กที่คว่ำหน้าอยู่ พร้อมข้อความลายมือเขียนด้วยหมึกสีดำสนิทที่โผล่พ้นขอบกระดาษออกมาครึ่งหนึ่ง...
*ข้อความนั้นระบุชื่อของ 'รวิศ' เอาไว้ในฐานะเป้าหมายของการซื้อขายลิขสิทธิ์... ตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาทั้งคู่จะเคยพบกันเสียอีก!*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับตัวอักษรด้วยกันเสมอนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 6
รอยร้าวในกระจกเงา
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!