กลิ่นกาแฟดริปคั่วอ่อนที่ลอยอวลอยู่ในห้องทำงานกระจกใส แทบไม่ช่วยเจือจางความกดดันที่แขวนตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ปากกาหมึกซึมยี่ห้อหรูในมือของภัคพลเคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะไม้สักทอง เป็นจังหวะเดียวกับเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่แยแสต่อความตึงเครียดในอากาศ
"คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่, รวิศ"
เสียงทุ้มต่ำของบรรณาธิการบริหารหนุ่มเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่ยืดเยื้อมานานเกือบสิบนาที ภัคพลไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่กับต้นฉบับบทกวีหน้าสุดท้าย ที่มีรอยขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดงและโน้ตย่อด้วยลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
รวิศ ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อปรับท่านั่ง เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นข้อมือผอมบาง เขายกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ราวกับรสชาติของคาเฟอีนมีความสำคัญกว่าคำถามเชิงคาดคั้นนั้น
"ผมไม่ได้เล่นเกม, คุณภัคพล" รวิศตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวลแต่มั่นคง "ผมแค่วางถ้อยคำไว้ในที่ที่มันควรจะอยู่ เหมือนที่คุณวางตัวเลขงบประมาณไว้ในตาราง Excel นั่นแหละครับ ต่างกันแค่... ตัวเลขของคุณบอกกำไรขาดทุน แต่ถ้อยคำของผมมันกำลังประเมินจิตวิญญาณ"
ภัคพลแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็วก่อนจะจางหายไป เขาวางปากกาลงแล้วประสานมือไว้บนโต๊ะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองนักกวีหนุ่มราวกับต้องการจะทะลวงเข้าไปอ่านความคิดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังดวงตาสนิมเหล็กคู่นั้น
"จิตวิญญาณเหรอครับ? น่าขันสิ้นดี" ภัคพลพ่นลมหายใจ "ในโลกธุรกิจการพิมพ์ ไม่มีใครสนหว่านเมล็ดพันธุ์จิตวิญญาณหรอกครับ พวกเขาซื้อความสุขสำราญชั่วครู่ ซื้อความฝันสำเร็จรูปที่อ่านจบแล้วก็โยนทิ้งลงถังขยะ และต้นฉบับบทที่หกของคุณ... มันเกินงบประมาณทางอารมณ์ที่ตลาดจะรับไหว"
บทสนทนาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับพวกเขาตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ภัคพลในฐานะนักบริหารผู้ยึดมั่นในตรรกะและยอดขาย พยายามอย่างยิ่งที่จะบีบให้งานเขียนของรวิศเข้าสูตรสำเร็จเชิงพาณิชย์ ตัดทอนความเวิ้งว้าง ตัดแต่งความหมองหม่นให้กลายเป็นสินค้าที่ย่อยง่ายสำหรับนักอ่านยุคใหม่ ขณะที่รวิศ... ผู้เปรียบเสมือนช่างตีเหล็กผู้ดื้อรั้น ยืนหยัดที่จะรักษาคมมีดแห่งสัจธรรมเอาไว้ แม้จะต้องแลกกับการถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่า บรรยากาศในวันนี้มีบางสิ่งที่บิด180องศาจากเดิม
ภัคพลหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากกองเอกสาร มันคือกระดาษโน้ตฉีกขาดวิ่น ขอบกระดาษมีรอยยับยู่ยี่จากการถูกขยำแล้วคลี่ออก รวิศจำมันได้ทันที—มันคือกระดาษเศษที่เขาร่างบทกวีทิ้งไว้ในถังขยะเมื่อวานนี้, บรรณาธิการหนุ่มคงจะคุ้ยมันขึ้นมา
"ผมใช้เวลาตีความบรรทัดนี้อยู่สามชั่วโมง" ภัคพลพูดเสียงเบา แต่ทุกคำชัดเจนราวกับถูกสลักลงบนหิน "‘เงาของความเงียบงันมักหนักอึ้งกว่าคำพูดที่ตะโกนออกไป’... คุณหมายถึงอะไรกันแน่, รวิศ? ในเชิงโครงสร้างทางวรรณกรรม มันเป็นประโยคที่ฟุ่มเฟือยและย้อนแย้ง แต่วันนี้... ตอนที่ผมกำลังเซ็นอนุมัติงบการตลาดสะสมยอดขายไตรมาตรนี้ ประโยคนี้มันดันโผล่เข้ามาในหัวผมอย่างน่าหงุดหงิด"
รวิศชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยสงบนิ่งไหววูบคล้ายผิวน้ำถูกลมพัดผ่าน เขาวางแก้วกาแฟลงบนจานรองอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเสียงกระทบที่น่ารำคาญ
"บางที..." รวิศเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำและแฝงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "คุณอาจจะเริ่มได้ยินเสียงของมันแล้วก็ได้ครับ... เสียงที่ถูกกลบด้วยเสียงกริ่งโทรศัพท์ เสียงแจ้งเตือนอีเมล และเสียงตบเท้าของคนที่วิ่งตามความสำเร็จในเมืองนี้"
ภัคพลนิ่งเงบ เขาไม่เถียง สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่กระดาษโน้ตแผ่นนั้น ในฐานะบรรณาธิการมืออาชีพ เขาถูกฝึกให้มองหา 'จุดขาย' แต่ในวินาทีนี้ เขากลับมองเห็น 'กระจกเงา' ที่สะท้อนความว่างเปล่าภายในใจของตนเอง ความคาดหวังจากครอบครัวที่ผลักดันให้เขาต้องสมบูรณ์แบบ ต้องไร้ที่ติ และต้องทำกำไรสูงสุดให้ออฟฟิศ—สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือความเงียบงันที่หนักอึ้งเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
มือของภัคพลเอื้อมไปหยิบต้นฉบับบทกวีฉบับเต็มขึ้นมาอีกครั้ง เปิดพลิกดูหน้ากระดาษที่เคยถูกเขาตราหน้าว่า 'ขายไม่ได้' ทีละหน้า ทีละบท
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของชายทั้งสองอีก เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงกระดาษพลิกไหวเบาๆ และเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานสม่ำเสมอในห้องสี่เหลี่ยม
แต่ทว่า... ในความเงียบนั้น กลับมีกระแสธารทางความคิดบางอย่างที่เชื่อมโยงคนทั้งคู่เข้าด้วยกันอย่างทรงพลัง ภัคพลตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า รวิศไม่ได้แค่เขียนกลอนเพื่อระบายความรู้สึกส่วนตัว งานเขียนของรวิศมีกลไกบางอย่างที่ค่อยๆ กัดเซาะเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งของเขาจนพังทลายลงทีละน้อย
"คุณตั้งใจสินะ..." ภัคพลเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย แววตาของเขาเปลี่ยนไป ไม่มีท่าทีของการถือดีหรือการควบคุมเกมอีกต่อไป มีเพียงความสับสนระคนยอมจำนน "คุณตั้งใจเขียนประโยคพวกนั้นเพื่อเจาะเข้ามาในระบบความคิดของผมโดยเฉพาะ"
รวิศส่ายหัวช้าๆ ปอยผมสีดำสนิทเคลียอยู่ข้างแก้ม "ผมไม่เคยเขียนหนังสือเพื่อใครสักคนเป็นการเฉพาะหรอกครับ... ผมแค่เขียนสิ่งที่ความจริงมันเรียกร้องให้ออกมาเป็นตัวอักษร หากมันไปกระทบถูกบาดแผลที่คุณซ่อนไว้ นั่นแปลว่าบาดแผลนั้น... มันมีอยู่จริงต่างหากล่ะครับ"
คำตอบนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดที่อาบด้วยความนุ่มนวล ภัคพลรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธหรือหาข้ออ้างอื่นมากลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ทางจิตวิทยานี้ แต่แล้ว...
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ทำลายสมาธิทั้งหมดในห้องทันที
ยังไม่ทันที่ภัคพลจะอนุญาต ประตูห้องทำงานกระจกฝ้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างวิสาสะ ร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะในมือ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นกาแฟ
"ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะความสุนทรีย์นะครับ, ท่านบรรณาธิการ" เสียงทุ้มติดจะเย้ยหยันดังขึ้นจากชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบ "แต่พอดีผมเพิ่งได้ผลตรวจจากกองบัญชาการใหญ่... และคิดว่าคุณคงอยากเห็นเอกสารชิ้นนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเซ็นอนุมัติพิมพ์รวมเล่มบทกวีโลกสวยเล่มนี้"
ภัคพลขมวดคิ้วทันที สีหน้าของเขากลับคืนสู่โหมดนักบริหารผู้เคร่งขรึมในเสี้ยววินาที "คุณเข้ามาได้ยังไง, กันต์? และเอกสารอะไรที่คุณพูดถึง"
กันต์ยิ้มมุมปาก ยื่นแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลกระแทกลงบนโต๊ะตรงหน้าภัคพล เสียงกระดาษหนาหนักหน่วงจนทำให้แก้วกาแฟสั่นสะเทือน เขากวาดสายตามองรวิศด้วยแววตาสมเพชแกมเยาะเย้ย ก่อนจะหันไปสบตาภัคพล
"เอกสารปลดล็อกสิทธิ์การตีพิมพ์... และประวัติการเงินที่ถูกซ่อนไว้ของ 'รวิศ' ที่คุณกำลังปกป้องอยู่" กันต์หัวเราะในลำคออย่างผู้กุมความลับ "ดูเหมือนว่ากวีผู้รักสันโดษคนนี้ จะไม่ได้เขียนกลอนจากความว่างเปล่าหรอกนะ... แต่เขากำลังใช้สำนักพิมพ์ของเราเป็นเครื่องมือชำระหนี้แค้นบางอย่างอยู่ต่างหากล่ะครับ"
รวิศนิ่งค้างไป รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาสนิมเหล็กหันขวับไปมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะสลับกับใบหน้าของกันต์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับตัวอักษรด้วยกันเสมอนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 7
จุดเปลี่ยนผ่านที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!