วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 13

ความขัดแย้งที่เปี่ยมด้วยนัย

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงกระแทกเบาๆ ของแฟ้มเอกสารปกหนังสีเข้มบนโต๊ะไม้สักตัวยาวในห้องประชุมสำนักพิมพ์ ไม่ได้ดังพอจะกลบความเงียบงันที่แผ่ขยายระหว่างคนทั้งสองได้ เสียงนั้นเป็นเพียงจุดจบของตัวเลขกำไรขาดทุน และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเงียบที่รวิศรู้ดีว่าเขาไม่มีวันหลีกเลี่ยง "คุณกำลังทำให้ทุกอย่างกลายเป็นงานศิลปะราคาแพงที่ขายไม่ได้ รวิศ" ภัคพลเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่คมกริบราวกับใบมีดที่ถูกลับไว้เป็นอย่างดี นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นจ้องมองร่างสูงโปร่งของนักเขียนอิสระที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างหันหลังให้แสงไฟสีส้มยามค่ำคืนจากตึกระฟ้าภายนอก รวิศยังคงนิ่งเงียบ ปล่อยให้ความกดอากาศในห้องทำงานร่วมกันนี้กดทับความรู้สึกทีละน้อย รวิศค่อยๆ หันกลับมา ช้าๆ อย่างจงใจให้จังหวะเวลาเป็นเครื่องต่อรอง ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุบแต่หนักแน่นในจุดยืน "บทกวีไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคที่จะต้องลดต้นทุนเพื่อเพิ่มส่วนต่างในไตรมาสหน้าครับ คุณภัคพล ถ้าเราตัดทอนบทกวีสามบทสุดท้ายออก เพียงเพราะมันไม่เข้ากับสูตรสำเร็จทางการตลาดของสำนักพิมพ์คุณ หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเศษกระดาษที่มีเพียงหมึกพิมพ์ราคาถูก" "แต่มันคือความอยู่รอดของบริษัท" ภัคพลสวนกลับทันควัน ร่างหนาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง แววตาฉายความเหนื่อยล้าที่ซ่อนไว้ภายใต้มาดของนักบริหารมืออาชีพ "คุณมีอุดมการณ์ แต่นักลงทุนไม่มีความใจบุญพอที่จะจ่ายเงินเดือนให้พนักงานฝ่ายจัดพิมพ์ด้วยคำว่า 'ศิลปะอันบริสุทธิ์' หรอกนะรวิศ" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันเดินทางมาถึงจุดตัดขาดที่ไม่มีที่ว่างให้ประนีประนอมอีกต่อไป ฝ่ายหนึ่งคือตัวแทนของตรรกะ ผลกำไร และความอยู่รอดในโลกทุนนิยม อีกฝ่ายคือผู้พิทักษ์จิตวิญญาณแห่งตัวอักษรที่ยอมแลกแม้กระทั่งลมหายใจเพื่อรักษาความงามที่ไม่ยอมจำนนต่อกาลเวลา รวิศก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นกาแฟดำเจือจางลอยอบอวลผสมกับกลิ่นกระดาษเก่า เขาวางมือลงบนขอบโต๊ะ โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาระดับเดียวกัน "ถ้าความอยู่รอดของสำนักพิมพ์คุณต้องแลกกับการทำลายหัวใจของหนังสือเล่มนี้... ผมก็ยินดีที่จะเป็นคนดึงปลั๊กเครื่องช่วยหายใจนั้นเองครับ" ภัคพลชะงักไปชั่วขณะ ริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรงมาก่อนหน้านี้คลายออกเล็กน้อย ร่องรอยความชื่นชมระคนความหงุดหงิดฉายชัดอยู่ในแววตาของนักบริหารหนุ่มผู้นี้ เขารู้ดีว่ารวิศดื้อรั้นแค่ไหน และนั่นคือเสน่ห์อันตรายที่ดึงดูดเขาราวกับผีเสื้อบินเข้ากองไฟ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความใกล้ชิดในเชิงวิชาชีพได้ก่อร่างสร้างความผูกพันทางจิตวิญญาณที่แปลกประหลาด ทั้งสองยืนอยู่คนละฝั่งของอุดมการณ์ แต่กลับมองเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในแววตาของฝ่ายตรงข้ามเสมอ "คุณนี่มัน... ดื้อด้านเสียจริง" ภัคพลถอนหายใจยาว ยอมรับความพ่ายแพ้ชั่วคราวต่อความเงียบสงบที่ดื้อรั้นของอีกฝ่าย เขาเอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองที่ซ่อนอยู่ใต้กองกระดาษรายงานการเงินขึ้นมา "แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจยกเลิกโปรเจกต์นี้ด้วยตัวเองอย่างที่ปากว่า... ผมอยากให้คุณดูนี่เสียก่อน" รวิศขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย สายตาคมกวาดมองซองเอกสารนั้นสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของบรรณาธิการหนุ่ม "นี่คืออะไรครับ" "หลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเปลี่ยนนิยามคำว่า 'ศิลปะ' ในหนังสือเล่มนี้ของคุณไปตลอดกาล" ภัคพลเลื่อนซองเอกสารข้ามโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของรวิศ เสียงกระดาษเสียดสีกับพื้นไม้ดังแผ่วเบา แต่กลับสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึกของคนฟังอย่างประหลาด รวิศชะงักมือไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภาพถ่ายใบเก่าสีซีดจางและกระดาษบันทึกด้วยลายมือคุ้นตาปรากฏแก่สายตา รวิศถึงกับลมหายใจสะดุด นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ปากกาหมึกซึมด้ามนั้น... และลายมือบรรจงที่เขาจำได้ขึ้นใจแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี "คุณ... เอาสิ่งนี้มาจากไหน?" รวิศเงยหน้าขึ้นมองภัคพลทันที น้ำเสียงที่เคยราบเรียบและมั่นอกมั่นใจกลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด ภัคพลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของนักบริหารหนุ่ม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างมีความหมาย "เพราะบทกวีของคุณไม่ได้เขียนขึ้นมาจากจินตนาการล้วนๆ น่ะสิครับรวิศ... และคนที่ส่งเอกสารนี้มาให้ผมเมื่อเช้า ก็คือ 'เจ้าของเรื่องราว' ตัวจริงที่คุณพยายามจะลืมมาตลอดชีวิต" เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งขัดจังหวะความตึงเครียด ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างเงาของใครบางคนยืนอยู่หลังกรอบประตูในความมืดของโถงทางเดิน ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%