"คุณกำลังใช้ความเงียบเป็นอาวุธ หรือกำลังสารภาพว่าผมคือฝ่ายที่พูดมากจนเกินไปกันแน่ครับ, คุณภัคพล"
น้ำเสียงของรวิศเรียบเรื่อย ทว่าเจือรอยยิ้มจางที่มุมปาก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นไม่ได้ละไปจากใบหน้าของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
พวกเขากำลังนั่งอยู่ ณ มุมอับสายตาของห้องประชุมใหญ่ในสำนักพิมพ์ บนโต๊ะไม้สักขัดมันหลงเหลือเพียงแก้วกาแฟที่เย็นชืดจนไอน้ำเกาะพราว เอกสารต้นฉบับกองโตที่เคยใช้ฟาดฟันถกเถียงกันเรื่องทิศทางของบทกวีเมื่อสองชั่วโมงก่อน บัดนี้ถูกดันไปกองรวมกันไว้มุมหนึ่งอย่างไร้ความหมาย แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากหลอดไฟนีออนดัดทรงวินเทจสาดส่องลงมา ทอดเงายาวทับซ้อนกันบนพื้นผิวไม้ ราวกับรอยร้าวที่พยายามประสานเข้าหากันแต่ก็ยังคงร่องรอยแห่งกาลเวลาเอาไว้
ภัคพลไม่ตอบทันที บรรณาธิการบริหารหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาดและตรรกะอันเที่ยงตรง ขยับตัวพิงพนักเก้าอี้หนังแท้อย่างช้าๆ เขานิ้วเรียวยาวเคาะลงบนที่วางแขนเป็นจังหวะเนิบนาบ—จังหวะที่รวิศคุ้นเคยดีว่ามันคือสัญญาณของการใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง ดวงตาคมปลาบของภัคพลจ้องลึกเข้ามาในดวงตานักเขียนอิสระ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดแต่ละคำก่อนจะปล่อยมันหลุดรอดริมฝีปาก
"ความเงียบไม่ได้เป็นอาวุธหรอกครับ, คุณรวิศ" ภัคพลเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่กังวานก้องในความเงียบสงัดของห้อง "แต่มันคือพื้นที่ว่าง... พื้นที่ที่เราต่างเว้นไว้ เพื่อไม่ให้คำพูดทำลายความจริงที่เราต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ"
รวิศชะงักไปเล็กน้อย ปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตวิทยาอันรวดเร็วทำให้เขารู้ทันทีว่า เส้นแบ่งเขตระหว่าง "ความเป็นมืออาชีพ" กับ "ความรู้สึกส่วนตัว" ที่พวกเขาพยายามขีดเส้นกั้นมาตลอดสิบสามตอน กำลังถูกลบเลือนด้วยยางลบแห่งความปรารถนาที่ซ่อนเร้น
ในโลกของตัวเลข ยอดพิมพ์ และกลยุทธ์การตลาด ภัคพลคือเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบ แต่ในค่ำคืนนี้ เครื่องจักรตัวนั้นกลับยอมดับเครื่องยนต์ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนคำอธิบาย และนั่น... คือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับรวิศ นักเขียนผู้ใช้ชีวิตอยู่กับสัญญะและความหมายระหว่างบรรทัด
ความเงียบที่เคยโรยตัวด้วยความอึดอัดและความเห็นที่สวนทางกันในตอนแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดประหลาด คล้ายกับแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดมวลสารสองชิ้นให้อยู่ในวงโคจรเดียวกันโดยไม่สามารถฝืนแรงเหวี่ยงได้
รวิศขยับตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดแคบลงโดยปริยาย กลิ่นอายจางๆ ของกาแฟคั่วบดผสมกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษเนื้อนุ่มลึก ลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่ความฉุนเฉียว แต่เป็นความอบอุ่นที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มอย่างประหลาด
"คุณกลัวความจริงข้อไหนมากกว่ากันครับระหว่างเรา" รวิศกระซิบถาม เสียงของเขาเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่ลอดผ่านหน้าต่าง แต่กลับชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาทของคนฟัง "กลัวว่าบทกวีของผมจะขายไม่ได้ หรือ... กลัวว่าคุณจะเริ่มเชื่อในสิ่งที่ผมเขียนจริงๆ"
ภัคพลแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันที่เคยใช้รับมือกับนักเขียนหัวรั้นนับร้อยหายวับไป เหลือเพียงแววตาที่ไหววับราวน้ำผิวน้ำยามต้องลม เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วแตะลงบนขอบกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ยังไม่ได้เก็บเข้าแฟ้ม ห่างจากมือของรวิศเพียงแค่คืบ
"คุณนี่มัน... อันตรายเสียจริงนะ, คุณรวิศ" ภัคพลเงยหน้าขึ้นสบตา ตรงๆ "คุณมักจะซ่อนคมมีดไว้หลังรอยยิ้มและตัวอักษรเสมอ... แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าผมกลัวความจริงข้อนั้น ผมคงไม่นั่งฟังคุณพูดเรื่องปรัชญาไร้สาระพวกนี้มาจนถึงตีสองหรอก"
สายตาที่พวกเขาสบกันในวินาทีนั้น เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มันคือความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งของคนสองคนที่ยืนอยู่คนละขั้วความคิด แต่มองเห็นความว่างเปล่าแบบเดียวกันในจิตวิญญาณ ภัคพลมองเห็นความเปราะบางภายใต้ความแข็งกระด้างของรวิศ ขณะที่รวิศก็มองเห็นความโดดเดี่ยวภายใต้เกราะกำบังของบรรณาธิการผู้เพียบพร้อม
มือของภัคพลขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ปลายนิ้วเกือบจะสัมผัสโดนหลังมือของรวิศที่วางอยู่บนโต๊ะ บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์ที่พุ่งสูงจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะ
ทว่า—
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันเปราะบางราวกับแก้วเจียระไนให้แตกละเอียดลงในพริบตา
ทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อย รวิศรีบดึงมือกลับไปประสานกันไว้บนตัก ขณะที่ภัคพลถอนหายใจยาวเหยียด ปรับสีหน้าและท่าทางกลับคืนสู่มาดของบรรณาธิการบริหารผู้ไร้ความรู้สึกได้อย่างรวดเร็วราวนักแสดงมืออาชีพ
"เข้ามาครับ" ภัคพลเอ่ยเสียงเรียบ
ประวัติเปิดออก พร้อมกับร่างของเลขานุการสาวที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือของเธอถือแท็บเล็ตเครื่องบางสั่นเทาเล็กน้อย สายตากวาดมองระหว่างภัคพลและรวิศด้วยความลังเล ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขาดห้วง
"ท่านประธาน... และ... คุณภัคพลคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ" เลขานุการกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ระบบจัดเก็บต้นฉบับดิจิทัลของสำนักพิมพ์เมื่อสามปีก่อน... ถูกแฮกค่ะ และไฟล์ต้นฉบับ 'บทกวีชุดสุดท้าย' ของคุณรวิศที่ควรจะถูกทำลายไปตามสัญญา... ถูกส่งกระจายไปยังสำนักพิมพ์คู่แข่งทั่วประเทศแล้วค่ะตอนนี้!"
รวิศผุดลุกขึ้นยืนทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ความดึงดูดใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง
ภัคพลขมวดคิ้วแน่นจนเกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว เขาลุกขึ้นยืนตามช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองหน้าจอแท็บเล็ตที่ยื่นมาตรงหน้า ก่อนจะหันขวับกลับมามองรวิศด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน—แววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ความสงสัย และ... การทรยศหักหลัง
"คุณรวิศ..." ภัคพลเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบราวน้ำแข็ง "อธิบายมาซิครับว่า ทำไมต้นฉบับที่ตายไปแล้ว ถึงเพิ่งฟื้นคืนชีพในคืนที่คุณมานั่งอยู่ที่นี่?"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 14
ในช่องว่างของคำ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!