วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 11

นิยามของความสำเร็จ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
“ตัวเลขยอดพิมพ์ซ้ำสี่หมื่นเล่มในสัปดาห์แรก ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผลงานของคุณทรงคุณค่าหรอกนะครับ... มันเป็นแค่สถิติที่บอกว่า การตลาดของเราทำงานได้มีประสิทธิภาพต่างหาก” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เฉียบคมของภัคพลดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมกระจกใสบนชั้นสี่ puluh ของตึกสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ใจกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ด้านนอกหน้าต่าง บรรยากาศยามบ่ายถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันสีเทาจางๆ และละอองฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาทาบทับกระจก ราวกับฉากกั้นระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย กับโลกในจินตนาการที่รวิศพยายามรักษาไว้ รวิศนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิท สายตาคมปลาบมองเอกสารรายงานยอดขายและคำนิยมจากสื่อกระแสหลักนับสิบฉบับที่กองอยู่ตรงหน้า กระดาษมันวาวเหล่านั้นสะท้อนภาพใบหน้าครึ่งซีกของเขาที่เรียบเฉย แววตาของนักเขียนหนุ่มไม่ได้มีความยินดีปรีดาเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับฉายแววเยียบเย็นราวกับกำลังมองดูซากปรักหักพังของสิ่งที่ตนเองรัก “คุณเรียกผมมาที่นี่ เพื่อจะบอกย้ำเรื่องนี้ซ้ำๆ สินะครับ คุณภัคพล” รวิศเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงแรงกดดันในตัว “เรื่องที่งานเขียนของผมถูกแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อตอบสนองความกระหายของตลาดที่ต้องการเสพความเศร้าสร้อยแบบสำเร็จรูป” ภัคพลหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่กลั้วไปด้วยความเหนื่อยล้า ชายในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบถอดแว่นสายตากรอบทองออก ใช้ปลายนิ้วคลึงขมับช้าๆ ความกดดันจากผู้บริหารระดับสูงและบอร์ดบริหารที่คาดหวังให้ "วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ" กลายเป็นเครื่องมือทำกำไรสูงสุด กำลังบดขยี้เขาอยู่ภายใน เช่นเดียวกับที่มันกำลังกัดกินวิญญาณของรวิศ “โลกภายนอกไม่ได้สนใจหรอ็กครับว่า รอยร้าวในบทกวีของคุณมันเกิดจากแผลเป็นจริงๆ หรือเป็นแค่รอยขีดข่วนที่คุณจงใจแต่งแต้มขึ้นมาเพื่อเรียกคะแนนความน่าสงสารจากคนอ่าน” ภัคพลวางแว่นลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของอีกฝ่าย “เขากินความหมายเชิงสัญญะของคุณไม่ลงหรอ็ก รวิศ สิ่งที่พวกเขากินคือความสำเร็จ... และคุณคือคนที่ต้องป้อนมันให้พวกเขาในฐานะ ‘ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่’ ตามที่พวกเขาขีดเส้นเอาไว้” บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะตัดEดด้วยมีด สองมืออาชีพที่ยืนอยู่คนละฝั่งของสมรภูมิอุดมการณ์ ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันราวกับนักล่าที่กำลังอ่านใจเหยื่อ ความดึงดูดทางจิตวิญญาณที่เคยผูกรั้งพวกเขากลับกลายเป็นอาวุธที่ใช้เชือดเฉือนกันอย่างเลือดเย็น รวิศเกลียดความคาดหวังเหล่านั้น ขณะที่ภัคพลจำต้องแบกรับมันไว้บนบ่าทั้งสองข้างในฐานะบรรณาธิการผู้ควบคุมเกม “ถ้าความสำเร็จในนิยามของคุณ คือการที่บทกวีของผมกลายเป็นแค่อุปกรณ์ประกอบฉากในชีวิตประจำวันของคนที่ไม่ได้แม้แต่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริง...” รวิศโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมกริบสะท้อนความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ “ผมก็คงต้องบอกว่า... ผมยอมเป็นคนล้มเหลวในสายตาของพวกเขายังจะดีกว่า” “อย่าพูดจาอุดมการณ์จัดจ้านเกินไปหน่อยเลย รวิศ” ภัคพลสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยแสดงถึงความหงุดหงิดที่ถูกท้าทาย “คุณคิดว่าคุณโดดเดี่ยวบนหอคอยงาช้างได้จริงๆ งั้นเหรอ? ลองก้าวออกไปข้างนอกนั่นดูสิครับ ไปดูสายตานับแสนคู่ที่มองคุณในฐานะศาสดาแห่งความเจ็บปวด... ครอบครัวของคุณเองก็คงกำลังรอคอยความสำเร็จนี้ เพื่อลบคำสบประมาทในอดีตไม่ใช่หรือไง?” ราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ แทงเข้าที่จุดเปราะบางที่สุดในจิตใจ รวิศชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยนิ่งสงบไหววูบลงชั่วพริบตา ปมเรื่องครอบครัวและความคาดหวังที่เขาพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิตถูกกระชากขึ้นมากลางแสงสว่างอย่างไม่ทันตั้งตัว ภัคพลสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นทันที แววตาของบรรณาธิการหนุ่มฉายประกายความรู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ถูกกลบเกลื่อนด้วยความเย็นชาของหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว “อย่าล้ำเส้นเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของผมครับ, คุณภัคพล” รวิศเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน ความโกรธระอุขึ้นภายใต้ท่าทีสุขุม “ผมไม่ได้ล้ำเส้น... ผมแค่กำลังดึงสติคุณให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริงต่างหาก” ภัคพลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินทอดน่องไปที่หน้าต่างกระจก มองออกไปเบื้องล่างที่สายฝนเริ่มหนาเม็ดขึ้น “คืนนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองยอดขายทะลุเป้า บอร์ดบริหารต้องการให้คุณขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะ ‘นักเขียนยอดเยี่ยมแห่งปี’... และใช่ครับ ผมเป็นคนรับปากกับพวกเขาเองว่าคุณจะไป” รวิศแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ เต็มความสูงเช่นกัน ก่อนจะก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่เบื้องหลังภัคพล ระยะห่างระหว่างพวกเขาน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและลมหายใจที่เจือความเครียด “คุณบังคับผมไม่ได้หรอ็กครับ” รวิศกระซิบข้างหูอีกฝ่าย น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เยียบเย็น “คุณก็รู้ว่าผมเกลียดการปั้นหน้ายิ้มรับคำสรรเสริญเยินยอจากคนที่ไม่อ่านหนังสือด้วยซ้ำ” ภัคพลไม่หันกลับมามอง เขายังคงมองภาพสะท้อนของพวกเขาผ่านกระจกเงาที่มีหยดน้ำเกาะพราว “ผมไม่ได้บังคับคุณให้ไปในฐานะนักเขียน... แต่ผมขอร้องในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ที่อยากให้คุณเผชิญหน้ากับปีศาจในใจตัวเองเสียที” ก่อนที่รวิศจะทันได้เอ่ยปากตอบโต้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่ประตูกระจกจะถูกเปิดออกโดยผู้ช่วยสาวของภัคพล เธอมีสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย เอกสารซองสีน้ำตาลทึบในมือสั่นเทานิดๆ “คุณภัคพลคะ... มีพัสดุด่วนส่งตรงถึงคุณรวิศโดยเฉพาะค่ะ ไม่มีชื่อผู้ส่ง แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นจดหมายจาก... ‘หอสมุดกลางเมืองเก่า’ ครับ” รวิศขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองซองเอกสารนั้นทันที ภัคพลหันขวับกลับมามองด้วยความสงสัย สัญชาตญาณมืออาชีพของทั้งคู่ร้องเตือนภัยขึ้นพร้อมกัน หอสมุดกลางเมืองเก่าถูกไฟไหม้ปริศนาไปเมื่อสามปีก่อน และไม่มีใครเข้าไปเหยียบที่นั่นอีกเลย รวิศก้าวเข้าไปรับซองเอกสารนั้นมาถือไว้ด้วยมือเปล่า เนื้อกระดาษเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง เมื่อฉีกซองออก สิ่งที่ร่วงหล่นลงบนโต๊ะไม้ไม่ใช่จดหมายรักหรือคำขู่จากแฟนคลับคลั่งไคล้ แต่มันคือภาพถ่ายเก่าแก่ใบเดียวที่ขอบกระดาษไหม้เกรียม และสมุดบันทึกปกหนังสีดำคุ้นตา... สมุดบันทึกเล่มแรกที่หายสาบสูญไปพร้อมกับเหตุการณ์ในคืนวันที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล และบนหน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้ มีลายมือตัวบรรจงอันคุ้นเคยเขียนด้วยหมึกสีแดงฉานทับข้อความบทกวีของเขาเอาไว้ ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้ลมหายใจของรวิศสะดุดกึก และทำให้รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของภัคพลแข็งค้างทันที: *“ความสำเร็จที่แท้จริง... เริ่มต้นขึ้นเมื่อศพแรกถูกฝังกลบใต้บทกวีบทสุดท้าย”* --- ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%