"คุณกำลังใช้ตัวอักษรเป็นเกราะ หรือเป็นหลุมศพกันแน่ครับ คุณรวิศ"
เสียงทุ้มต่ำของภัคพลเจือปนไปด้วยเสียงถอนหายใจยาวนาน ตัดผ่านความเงียบงันของห้องประชุมกระจกใสที่สะท้อนแสงไฟนีออนระยิบระยับจากตึกสูงระฟ้าเบื้องล่าง นาฬิกาดิจิทัลบนผนังบอกเวลาเที่ยงคืนตรง เอกสารต้นฉบับกองโตถูกปิดพับลงอย่างเป็นระเบียบ แต่ความอึดอัดระหว่างบรรณาธิการหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะกับกวีผู้ปิดกั้นหัวใจกลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น
รวิศไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่า ปลายปากกาหมึกซึมในมือของเขายังคงนิ่งสนิท ราวกับรักษาระยะห่างอันเปราะบางระหว่างพวกเขาทั้งสองคน "เกราะหรือหลุมศพ... มันต่างกันตรงไหนหรือครับ ในเมื่อสุดท้ายแล้ว ทั้งสองอย่างต่างก็ทำหน้าที่ปกป้องเราจากโลกภายนอกที่พร้อมจะขย้ำความรู้สึกให้แหลกละเอียด"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ราวกับบรรยากาศกำลังบีบอัดให้มวลอากาศรอบตัวบางเบาลง ภัคพลขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปลดเนกไทสีเข้มออกเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายความนิ่งงัน "ผมเบื่ออากาศในห้องนี้แล้ว ออกไปเดินข้างนอกกันเถอะครับกรุงเทพฯ ตอนเที่ยงคืน มีอะไรหลายอย่างที่คนทำงานในตึกสูงไม่มีวันเข้าใจ"
รวิศเงยหน้าขึ้นมองดวงตาคมกริบที่มักซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ใต้กรอบแว่นสายตา เขาพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะเก็บสมุดบันทึกใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท
ถนนลาดยางเบื้องล่างในช่วงเวลานี้ไม่ได้เงียบสงบอย่างที่คิด กลิ่นอายของเมืองหลวงยามค่ำคืนคละเคลุ้งไปด้วยกลิ่นควันรถยนต์ผสมผสานกับกลิ่นหอมกรุ่นของร้านขายบะหมี่รถเข็นริมทาง แสงไฟนีออนจากป้ายร้านค้าสาดส่องกระทบกับละอองหมอกบางเบา สร้างเงาทอดยาวบนทางเท้าที่พวกเขากำลังก้าวเดินเคียงกันไปอย่างเงียบเชียบ
ฝีเท้าของทั้งสองคนทอดน่องไปตามย่านเมืองเก่า ตึกแถวโบราณสถาปัตยกรรมชino-Portuguese ปิดไฟมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทางที่สาดส่องลงมา
"ที่นี่..." ภัคพลเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ สายตาทอดมองไปยังตึกแถวไม้เก่าหลังหนึ่งที่มีป้ายไม้ผุกร่อนแขวนอยู่ "สมัยเด็ก ผมเคยยืนรอพ่อที่หน้าร้านขายหนังสือพิมพ์ตรงหัวมุมถนนนั้นนานหลายชั่วโมง ท่านบอกผมเสมอว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจ ผมต้องจำแนกตัวเลขให้ออก มากกว่าการอ่านตัวอักษรไร้สาระพวกนั้น"
รวิศหยุดเดิน ปลายรองเท้าหยุดชะงักลงบนพื้นฟุตบาทที่เปียกชื้น เขามองเสี้ยวหน้าของภัคพลที่สะท้อนกับแสงไฟสีส้ม ความเย่อหยิ่งและมาดมั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของบรรณาธิการบริหารในยามกลางวันดูราวกับเลือนหายไป เหลือเพียงเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่แบกรับความคาดหวังอันหนักอึ้งไว้บนบ่า
"ท่านเคยฉีกสมุดกวีนิพนธ์เล่มแรกที่ผมเขียนทิ้งต่อหน้าต่อตา..." เสียงของภัคพลแผ่วเบาลงราวกับกระซิบกับสายลม "ท่านบอกว่ากวีไม่มีวันสร้างอาหารบนโต๊ะให้ครอบครัวได้... ตั้งแต่วันนั้น ผมจึงเลือกที่จะเป็นคนคุมกฎ เป็นคนตรวจสอบความคุ้มค่า และปิดกั้นทุกความอ่อนแอในตัวเอง... จนกระทั่งผมได้มาอ่านต้นฉบับของคุณรวิศ"
สายตาของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางความมืดมิดของตรอกซอกซอย ในแววตาของภัคพลไม่มีความเหนือกว่าหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเปราะบางที่ถูกซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน เช่นเดียวกับรวิศที่มองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในตัวตนอีกด้านหนึ่งของชายหนุ่มตรงหน้า—ความโดดเดี่ยวที่ถูกถักทอขึ้นมาจากความคาดหวังและบาดแผลในวัยเยาว์
รวิศสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากหยักแย้มยิ้มบางเบาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย "บางที... ที่คุณพยายามผลักดันงานของผมให้ตีพิมพ์ ไม่ใช่เพราะมันขายได้หรอกใช่ไหมครับ ภัคพล"
ภัคพลนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่จริงใจที่สุดเท่าที่รวิศเคยได้ยินจากชายคนนี้ "คุณนี่มัน... อ่านใจคนเก่งเกินไปแล้วนะครับ คุณรวิศ"
พวกเขากลับมาเดินเคียงกันอีกครั้ง คราวนี้ไหล่ของทั้งสองคนเกือบจะชนกันในทุกย่างก้าว ระยะห่างทางอุดมการณ์ที่เคยคั่นกลางระหว่างบรรณาธิการผู้เคร่งครัดกับกวีผู้โดดเดี่ยว ดูราวกับถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความเข้าใจอันเงียบงัน
จนกระทั่งพวกเขาเดินเลี้ยวมาถึงตรอกลับตาคนหลังหอสมุดเก่าแก่ แสงไฟจากโคมไฟริมทางส่องกระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นหญ้าข้างกองเอกสารเก่าที่ถูกทิ้งไว้
รวิศก้มลงหยิบมันขึ้นมา—สมุดบันทึกปกหนังสีดำสนิทที่คุ้นตา คราบหมึกสีน้ำเงินเข้มที่ซึมเปื้อนบนหน้ากระดาษแผ่นแรกทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึกลงทันที
นั่นไม่ใช่สมุดบันทึกธรรมดา... แต่มันคือต้นฉบับบทกวีชิ้นเอกที่หายสาบสูญไปเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมกับลายมือเขียนด้วยหมึกชนิดเดียวกันที่เขียนข้อความทิ้งไว้ด้วยลายมืออันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
*“ความจริงที่คุณตามหา... ไม่ได้ซ่อนอยู่ในตัวผม หรือตัวคุณ แต่มันกำลังรอให้คุณเปิดอ่านในหน้าสุดท้าย... ของคนที่คุณไว้ใจที่สุด”*
ภัคพลก้าวเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้ามองข้อความนั้นภายใต้แสงไฟสลัว ร่างกายของเขานิ่งค้างไปในทันทีเมื่อตระหนักได้ว่า ลายมือที่ปรากฏบนกระดาษแผ่นนั้น... คือลายมือของบรรณาธิการอาวุโสผู้ล่วงลับที่เคยเป็น mentor ของพวกเขาทั้งคู่เมื่อหลายปีก่อน
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ•ตอนที่ 10
แสงไฟในยามค่ำคืน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทะรอยร้าวในบทกวีที่ยังไม่จบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!