เสียงแก้วแชมเปญกระทบกันเบาๆ ภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหราของโรงแรมระดับเจ็ดดาวใจกลางมหานคร แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับสะท้อนกับเครื่องแต่งกายราคาแพงลิบลิ่วของบรรดาแขกเหรื่อผู้ทรงอิทธิพล ทว่าบรรยากาศที่ควรจะรื่นรมย์กลับถูกปกคลุมด้วยความอึดอัดบางเบา เมื่อหัวข้อสนทนาของค่ำคืนนี้พุ่งเป้าไปที่ความล่มสลายอย่างฉับพลันของตระกูลสาขาที่เคยเย่อหยิ่ง
"ได้ยินว่าธันวาถูกตัดออกจากกองมรดกแล้วจริงๆ หรือครับ?"
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง ชายวัยกลางคนในชุดสูทปักดิ้นทองเอ่ยถามสหายด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก "ก็นั่นสินะครับ ทำตัวกร่างไม่เข้าเรื่อง คิดว่าถือหุ้นบริษัทแม่อยู่ในมือแล้วจะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า สุดท้ายเป็นอย่างไรล่ะครับ? ทรัพย์สินถูกบังคับขายทอดตลาดจนเกลี้ยง แม้แต่รถสปอร์ตคันโปรดก็ยังถูกยึดเข้าระบบชำระหนี้ น่าสมเพชเสียจริง"
กลางโถงใหญ่ ธันวากำแก้วไวน์ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาและเต็มไปด้วยความทะนงตนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาแดงก่ำจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่เคยเลียแข้งเลียขาเขาแต่วันนี้กลับยืนหัวเราะเยาะอยู่ห่างๆ ความอัปยศอดสูแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับถูกน้ำร้อนลวก เขาล้มละลาย ถูกขับไล่ออกจากตระกูล และที่สำคัญที่สุด... มันคือฝีมือของไอ้สวะที่เขาเคยเหยียบย่ำไว้ใต้เท้า
"มองอะไรหรือครับคุณธันวา?" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำเสียงนั้นราบเรียบ เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่กดขี่จนธันวาต้องสะดุ้งสุดตัว
ธันวาหันขวับกลับไปมอง เขากัดฟันกรอดจนได้ยินเสียงบดกันของฟัน "แก... คินน์!"
ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากมิลาน สีน้ำเงินเข้มเหลือบประกายมุกที่สะท้อนกับแสงไฟจนดูราวกับภาพวาดชั้นครู การตัดเย็บอย่างไร้ที่ติขับเน้นสัดส่วนและทรวดทรงอันสง่างาม ไหล่กว้างตั้งตรง ใบหน้าคมคายเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตาคู่คมกวาดมองผู้คนรอบข้างด้วยความเยือกเย็น สูทตัวนี้ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าธรรมดา แต่มันคือผลงานศิลปะมูลค่าเจ็ดหลักที่สั่งตรงมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด... ร่างบางในชุดราตรีสีดำสนิทปักลวดลายดวงดาวระยิบระยับที่คล้องแขนเขาอยู่คือ ริน หญิงสาวผู้เคยผ่านความยากลำบากเคียงข้างเขามาด้วยกัน รัศมีออร่าที่เปล่งประกายออกมาจากตัวเธอบดบังเซเลบสาวทุกคนในงานจนกลายเป็นเพียงตัวประกอบไปในพริบตา
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องจัดเลี้ยงชั่วขณะ สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่คนทั้งสองเป็นตาเดียว
บรรดาแขกเหรื่อต่างกระซิบกระซาบกันด้วยความตกตะลึง นั่นคือคินน์จริงๆ หรือ? พนักงานบริษัทไร้ค่าที่เคยเป็นข่าวหน้าหนึ่งเรื่องการล้มละลายเมื่อสัปดาห์ก่อน? ไห... ไฉนตอนนี้เขากลับมีบรรยากาศของราชาผู้กุมอำนาจเงินตรา ท่าทีที่เย่อหยิ่งแต่สง่างามไร้ที่ติเช่นนั้นมาจากไหนกัน?
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขายطยตัวสั่นด้วยความแค้นผสมความหวาดกลัว "ทะ... แกเอาเงินมาจากไหน? แกถูกไล่ออกจากงานไม่ใช่หรือไง? ชุดสูทบ้านั่น... มันราคาเท่าไหร่กันวะ!"
คินน์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขายกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนปกเสื้อสูทของตนเองอย่างเชื่องช้า ท่าทางนั้นเย่อหยิ่งและดูถูกเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าธันวาเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่งที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะให้ค่าในการสนทนาด้วย
"เงินหรือครับ?" คินน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วห้องจัดเลี้ยงที่เงียบสงัด "สำหรับผมแล้ว มันก็เป็นแค่ตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วินาทีที่ผมหายใจต่างหากล่ะครับ... ไม่เหมือนคุณ ที่ตอนนี้แม้แต่ค่ากาแฟสักแก้วก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าบัตรเครดิตจะรูดผ่านหรือเปล่า"
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง บรรดาคนที่เคยสนิทกับธันวาต่างพากันเบือนหน้าหนี ไม่มีใครกล้าสบตาคินน์เลยสักคน รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของอดีตพนักงานบริษัทผู้นี้รุนแรงเสียจนพวกเขาแทบไม่กล้าหายใจแรง
รินที่ยืนเคียงข้างเงยหน้ามองชายหนุ่มผู้เป็นที่รักด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ มือเรียวเล็กที่คล้องแขนเขาอยู่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อส่งผ่านความอบอุ่น เธอยังจำวันที่พวกเขากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิตด้วยกันได้ดี วันนั้นเธอบอกเขาว่าไม่เป็นไร... และวันนี้ โลกทั้งใบก็กำลังก้มหัวให้กับความเชื่อมั่นของเธอ
"แกอย่ามาปากดีนะ!" ธันวาพุ่งตัวเข้ามาด้วยความขาดสติ กำปั้นขว้าง้างขึ้นสุดแรงเพื่อจะซัดเข้าที่ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นให้หายแค้น "ไอ้สวะอย่างแก ไม่มีทางรวยขึ้นมาได้หรอก! แกต้องไปปล้นมาแน่ๆ!"
ทว่า... คินน์แม้แต่จะกะพริบตาก็ยังไม่ทำ เขายืนนิ่งราวกับภูเขาหินผา
*พรึ่บ!*
ก่อนที่กำปั้นของธันวาจะถึงตัว ร่างของธันวาก็ถูกการ์ดชุดสูทสีดำสี่คนที่ยืนอารักขาอยู่รอบตัวกระชากแขนไขว้หลังแล้วกดลงไปคุกเข่ากับพื้นพรมราคาแพงอย่างไม่ใยดี เสียงกระดูกลั่นเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของอดีตคุณชายตระกูลดัง
"ปล่อยฉันนะ! พวกแกมันแค่หมาลอบกัด! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร!" ธันวาตะโกนลั่น น้ำตาไหลพรากด้วยความอับอาย
คินน์ก้าวเข้าไปใกล้ ก้มมองศัตรูที่เคยเหยียบย่ำเขาด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานี รองเท้าหนังขัดเงาวยาวเหยียบลงบนหลังมือของธันวาที่พยายามยันพื้นไว้ ออกแรงกดเพียงเล็กน้อยจนเจ้าตัวกรีดร้องออกมาลั่นฮอลล์
"คุณเคยถามผมว่า 'ชีวิตคนเรามันซื้อได้ด้วยเงินทั้งหมดเลยหรือไง' ใช่ไหมครับ?" คินน์เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "ผมจำคำพูดนั้นได้ขึ้นใจเลยล่ะครับ... และวันนี้ ผมจะตอบคำถามนั้นให้คุณฟังด้วยตัวของคุณเอง"
คินน์ควักกระเป๋าเสื้อสูทหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทที่ทำจากโลหิตแบล็กไทเทเนียมฝังเพชรออกมา บัตรใบเดียวที่มีวงเงินไม่จำกัดทั่วโลก แสงไฟจากแชนเดอเลียร์สะท้อนกับผิวบัตรจนเกิดประกายวิบวับบาดตา
"การ์ดใบนี้... สามารถซื้อโรงแรมแห่งนี้ได้ทั้งหลัง รวมทั้งซื้อศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของคุณด้วย" คินน์หันไปพยักหน้าให้ผู้จัดการโรงแรมที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างเสา "จัดการไล่แขกที่ไร้มารยาทคนนี้ออกไปจากพื้นที่ของผม... อ้อ, แล้วก็ช่วยกวาดล้างหุ้นทั้งหมดของตระกูลธันวาที่เหลืออยู่ ให้กลายเป็นศูนย์ภายในสามนาทีนี้ด้วยนะครับ"
ผู้จัดการโค้งตัวรับคำสั่งด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "รับทราบครับท่านประธาน!"
ธันวาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ประธาน? ผู้จัดการโรงแรมเรียกไอ้สวะนี่ว่าประธานงั้นหรือ?! หุ้นทั้งหมดจะกลายเป็นศูนย์ภายในสามนาทีหมายความว่าอย่างไร?!
ในวินาทีนั้นเอง เสียงเตือนข้อความจากสมาร์ตโฟนในกระเป๋าของบรรดาแขกเหรื่อหลายสิบคนในห้องก็ดังขึ้นพร้อมกันอย่างกึกก้อง *ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!*
ทุกคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยความสงสัย ก่อนที่ใบหน้าของมหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพลเหล่านั้นจะซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับเห็นผีในเวลากลางวัน
*แจ้งเตือนด่วนจากตลาดหลักทรัพย์: หุ้นกลุ่มธุรกิจตระกูลธันวาดิ่งลงเหวแตะจุดต่ำสุด มูลค่าบริษัททั้งหมดถูกเทขายจนหมดเกลี้ยงภายในพริบตา!*
ธันวาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ลมหายใจติดขัด สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก ความมั่งคั่ง อำนาจ และชื่อเสียงที่เขายึดติดมาตลอดชีวิต... พังทลายลงในพริบตาด้วยคำพูดเพียงคำเดียวของชายที่เขาเคยดูถูก
คินน์หันหลังให้กับภาพอันน่าสมเพชนั้น เขายื่นแขนให้รินคล้องไว้อีกครั้งอย่างทะนุถนอม ราวกับเธคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในจักรวาลนี้ "เรากลับกันเถอะครับริน งานเลี้ยงรื่นเริงตรงนี้... น่าเบื่อเกินกว่าจะอยู่ต่อแล้วล่ะครับ"
รินยิ้มรับด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความรัก เธอก้าวเดินเคียงข้างเขาผ่านฝูงชนที่ต่างพากันก้มหัวให้ด้วยความยำเกรงและหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าสบตา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงขวางทาง
ทว่า... ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะก้าวพ้นประตูทางออกของห้องจัดเลี้ยง เสียงฝีเท้าอันรีบร้อนและเสียงหอบหายใจของเลขานุการส่วนตัวของคินน์ก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านนอก พร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือที่สั่นระริก
"ท่านครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เลขานุการหนุ่มหน้าตาตื่นตระหนก วิ่งเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของคินน์ทันที "ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสูงสุดจากฐานข้อมูลลับ... มีการตรวจพบการเคลื่อนไหวของ 'องค์กรเงา' ที่ถูกยุบไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และเป้าหมายที่พวกมันกำลังมุ่งหน้าไป... คือบ้านพักส่วนตัวของคุณรินครับ!"
รินสะดุ้งเฮือก สีหน้าถอดสีในทันที
คินน์ชะงักฝีเท้า รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าอันหล่อเหลาสลายหายไปในเสี้ยววินาที ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดดุจหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนทุกคนในรัศมีสิบเมตรหนาวสะท้านถึงกระดูกดำ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางแห่งความสะใจนี้ด้วยกันนะครับ!
พลิกชะตาฮันเตอร์ไร้ค่าด้วยระบบจ่ายคืนมหาศาล•ตอนที่ 5
งานเลี้ยงที่ไร้ที่ยืน
ผลงานโดย โอเวอร์ลอร์ดซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โอเวอร์ลอร์ดซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกชะตาฮันเตอร์ไร้ค่าด้วยระบบจ่ายคืนมหาศาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!