"ถ้าแกยังกล้าเอาผักเน่าๆ พวกนี้มาปะปนกับแผงของฉันอีก แม่จะเอาตะกร้านี้ฟาดหน้าแกให้ดู, นังสะใภ้ตัวซวย!"
เสียงแหลมสูงของเจ๊เกา แม่ค้าแผงผักคู่ปรับประจำตลาดอำเภอแผงหมายเลขสี่ ดังแผดก้องจนกลบเสียงจอแจยามบ่ายของตลาดสดไปเสียสิ้น หลินฟางปรายตามองตะกร้าผักกวางตุ้งที่ถูกปัดจนร่วงกระจายเกลื่อนพื้นซีเมนต์ที่เปียกชื้น น้ำค้างบนใบผักยังไม่ทันแห้งดีด้วยซ้ำ แต่มันกลับถูกเหยียบย่ำด้วยรองเท้าบูทเปื้อนโคลนของอีกฝ่ายอย่างจงใจ
ในยุค 70 ที่ทุกหยาดเหงื่อมีมูลค่าเท่ากับข้าวสารกรอกหม้อ การทำลายผลผลิตของผู้อื่นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทะเลาะเบาะแว้ง แต่มันคือการตัดหนทางทำมาหากินอย่างไร้ความปรานี
หลินฟางไม่ได้กรีดร้องโวยวายตามนิสัยของแม่ค้าตลาดทั่วไป นางเพียงแต่ค่อยๆ วางตะกร้าไม้ไผ่สานใบโตลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งลับใหม่จากหินลับมีด
"เจ๊เกา... ผักกวางตุ้งล็อตนี้ของฉัน เด็ดมาจากแปลงหลังบ้านตอนตีสาม ความสดกรอบระดับส่งออกโรงอาหารรัฐบาล แต่เจ๊กลับบอกว่าเน่า?" หลินฟางก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว น้ำเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขามจนอีกฝ่ายชะงัก "ตาของเจ๊มีปัญหา หรือว่าต่อมริษยาในใจมันโตจนบังมิดหมดแล้ว ถึงแยกไม่ออกว่าอันไหนผักสดอันไหนผักเน่า"
"นัง... นังเด็กปากดี!" เจ๊เกาหน้าดำคร่ำเครียด ยกมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอน
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกร้านจะกระทบเข้ากับใบหน้าของหลินฟาง ท้องฟ้าเหนือตลาดอำเภอกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน ลมพายุหมุนลูกใหญ่พัดกระโชกเข้าสู่ตัวอาคารตลาดเก่าอย่างรุนแรง ป้ายสังกะสีร้านค้าสะบัดพับเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นผงและกระดาษปลิวว่อนไปทั่ว ผู้คนต่างกรีดร้องและวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากแรงลมที่ไม่มีใครคาดคิด
*โครม!*
โครงสร้างไม้สักเก่าแก่เหนือแผงขายของแห้ง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่หลินฟางยืนอยู่ไม่ถึงสามเมตร ส่งเสียงลั่นสนั่นหวั่นไหว คานไม้หนักนับร้อยกิโลกรัมหักโค่นลงมาอย่างไร้สัญญาณเตือน ท่ามกลางความชุลมุนและเสียงกรีดร้องระงม เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งวัยราวเจ็ดขวบ กำลังยืนแข็งทื่อด้วยความตกใจกลัว ร้องไห้จ้าอยู่ใต้รัศมีที่คานไม้มรณะกำลังจะหล่นทับ!
"ระวัง!" เสียงใครบางคนตะโกนลั่น
แต่ร่างกายของหลินฟางเร็วกว่าความคิด
ในมิติลับในห้วงสำนึก นางหยิบขวดน้ำทิพย์จากสระวิเศษมาดื่มเพิ่มพละกำลังไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าตลาด พละกำลังและความคล่องตัวในย่างก้าวนี้จึงเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า หลินฟางพุ่งตัวราวกับลูกธนู พุ่งเข้าชาร์จร่างเล็กๆ ของเด็กชายคนนั้นแล้วกลิ้งหลบออกไปจากรัศมีอันตรายได้อย่างเฉียดฉิว
*ตึงงง!*
ฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ คานไม้หนักอึ้งฟาดลงบนพื้นซีเมนต์ตรงจุดที่เด็กชายยืนอยู่เมื่อครู่พอดิบพอดี หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเดียว ทั้งเด็กน้อยและหลินฟางคงกลายเป็นร่างแบนติดพื้นไปแล้ว
ความเงียบสงัดชั่วขณะเข้าปกคลุมพื้นที่ ก่อนที่เสียงสะอื้นไห้ของเด็กชายจะดังขึ้นทำลายความเงียบ หลินฟางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากพื้น ฝุ่นสีเทาเกาะกราวไปทั่วเสื้อผ้าชุดทำงานสีเขียวเข้มของนาง นางก้มลงตรวจสอบร่างกายของเด็กน้อยอย่างรวดเร็ว "ไม่เป็นไรแล้วนะเด็กน้อย... ปลอดภัยแล้ว"
ผู้คนนับสิบชีวิตที่วิ่งหนีตายต่างหยุดชะงัก หันกลับมามองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด สายตาทุกคู่มองหลินฟางราวกับมองยอดมนุษย์ที่หลุดออกมาจากนิยายกำลังภายใน เจ๊เกาที่เพิ่งหาเรื่องนางเมื่อครู่ถึงกับอ้าปากค้าง ขาอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวลงพิงกับลังไม้
"เมียจ๋า!"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูที่แฝงด้วยความร้อนรนจนเส้นเลือดปูดโปนดังแหวกฝูงชนเข้ามา ร่างสูงใหญ่ของจางเหว่ยในชุดเครื่องแบบทหารที่เปื้อนฝุ่นและเหงื่อกาฬพุ่งเข้ามาประชิดตัวภรรยาอย่างไม่คิดชีวิต ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยความตื่นตระหนก เขากวาดสายตามองสำรวจร่องรอยบาดแผลบนตัวหลินฟางอย่างสั่นเทา มือหนาที่มักจะถือปืนอย่างมั่นคงกลับสั่นเทาน้อยๆ ยามที่สัมผัสแก้มเนียนนุ่มของนาง
"เธอ... เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า หลินฟาง บอกฉันสิ!" จางเหว่ยละล่ำละลักถาม เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด ความเกรี้ยวกราดแบบ "หมาบ้า" ที่มักแสดงออกเวลาใครมารังสีภรรยาถูกแทนที่ด้วยความเปราะบางอย่างน่าใจหาย
"ฉันไม่เป็นไรค่ะ... เอ๊ย... ฉันไม่เป็นไรน่าพี่จาง ดูสิ เด็กคนนี้ก็ปลอดภัยดี" หลินฟางรีบจับมือหนาของสามีมาแนบแก้มเพื่อปลอบประโลมความตื่นตระหนกของเขา แม้ในใจจะแอบนึกขำที่เผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นเคยออกมา แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีเวลาให้มานั่งเขินอาย
ทว่า ท่ามกลางความโล่งอกของทุกคน เหตุการณ์ไม่คาดฝันระลอกที่สองกลับเกิดขึ้นอย่างไร้ความปรานี
มารดาของเด็กชายที่เพิ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาลูกชายด้วยความดีใจ จู่ๆ นางก็เบิกตากว้าง ล้มฟุ้งลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายบนพื้น ฝริมฝีปากเขียวคล้ำ ร่างกายกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง พร้อมกับฟองสีขาวผุดออกมาจากปาก ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของพ่อค้าแม่ขายรอบข้าง
"แม่! แม่เป็นอะไรไป!" เด็กชายร้องไห้โฮกอดร่างมารดาที่กำลังชักดิ้นชักงอ
หลินฟางขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณแพทย์แผนปัจจุบันและประสบการณ์จากมิติลับพุ่งพล่านขึ้นมาทันที นางรีบปรี่เข้าไปตรวจสอบอาการ ชีพจรเต้นอ่อนและเร็วผิดปกติ ริมฝีปากเขียวคล้ำแบบนี้... ไม่ใช่โรคหัวใจกำเริบธรรมดาแน่!
"ถอยออกไปหน่อยครับ!" จางเหว่ยใช้ร่างกายกำยำของตนเองกันฝูงชนที่แตกตื่นออกไป เพื่อเปิดทางให้ภรรยาได้ทำงานอย่างเต็มที่
หลินฟางสูดลมหายใจเข้าลึก นางรู้ดีว่าหากช้าไปแม้แต่ก้าวเดียว ชีวิตของหญิงผู้เป็นแม่คนนี้จะต้องหลุดลอยไปอย่างแน่นอน มือเรียวบางควานหาเข็มเงินชุดพิเศษที่มักจะพกติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาเป็นตาเดียว
แต่ทว่า... ในขณะที่เข็มเงินเล่มแรกกำลังจะถูกปักลงบนจุดชีพจรสำคัญที่ลำคอของผู้ป่วย สายตาของหลินฟางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างลึกลับของชายคนหนึ่ง สวมหมวกปีกกว้างอำพรางใบหน้า กำลังเดินเนียนปะปนไปกับกลุ่มคนที่กำลังถอยร่นออกไป มือของชายคนนั้นแอบซ่อนขวดแก้วขนาดเล็กที่ส่งกลิ่นฉุนแปลกประหลาด—กลิ่นของสารพิษตระกูลไซยาไนด์พื้นบ้าน!
*หมอนั่นคือคนที่แอบวางยาพิษในน้ำดื่มที่ผู้หญิงคนนี้เพิ่งดื่มเข้าไปก่อนเกิดเหตุพายุ!*
หัวใจของหลินฟางกระตุกวูบ ปมปริศนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตลาดอำเภอแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการแข่งขันทางธุรกิจธรรมดาเสียแล้ว... และก่อนที่นางจะทันได้ส่งสัญญาณบอกจางเหว่ย ชายสวมหมวกปีกกว้างคนนั้นก็หันกลับมาสบตากับนาง พร้อมกับยกย่องมุมปากขึ้นด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงจิตสังหารอันเต็มเปี่ยม!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความสุขเรียบง่ายแต่มั่นคงนี้นะครับ
กับดักหัวใจแม่ค้าสายสตรองกับกองทัพผักข้างรั้ว•ตอนที่ 19
พายุร้ายพัดผ่าน
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจแม่ค้าสายสตรองกับกองทัพผักข้างรั้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!