เอกสารลับปึกนั้นถูกวางกระแทกบนโต๊ะทำงานกระจกใสเสียงดังสนั่น จนแฟ้มหนังสีดำราคาแพงสะเทือนเลื่อนไถลไปเกือบถึงขอบโต๊ะ ฝ่ายภากรยืนค้ำโต๊ะด้วยสองมือ รอยยิ้มเยาะหยันบนมุมปากของนักธุรกิจหนุ่มเจ้าเล่ห์บ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังถือไพ่เหนือกว่าในเกมนี้
ศศิธรนั่งนิ่งอยู่หลังเก้าอี้หนังตัวใหญ่ แม้ลมหายใจจะสะดุดไปชั่วขณะเมื่อกวาดสายตาผ่านตัวหนังสือบนกระดาษแผ่นบนสุด แต่ใบหน้าคมเฉียบของประธานบริหารสาวกลับยังคงเรียบเฉยราวน้ำแข็ง เธอยกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองผู้ชายตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสนิทที่ซ่อนพายุอารมณ์ไว้เบื้องลึก
"คุณได้เอกสารนี่มาจากไหน ภากร" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงอำนาจจนคนฟังชะงักไปนิด แต่ภากรกลับหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ
"เรื่องนั้นไม่สำคัญหامหรอกครับศศิ สิ่งที่สำคัญคือ... ถ้าเรื่องที่พ่อของคุณเคยทำฉ้อโกงบริษัทเก่าจนต้องหนีคดีแล้วทิ้งให้คุณกับแม่เผชิญชะตากรรมขัดสน ถูกเผยแพร่ลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ หรือหลุดไปถึงบอร์ดบริหารชุดใหญ่ในวันพรุ่งนี้ คุณคิดว่าเก้าอี้ประธานของคุณจะยังมั่นคงอยู่ไหม?"
คำพูดนั้นบาดลึกเข้าที่รอยแผลเป็นในใจของศศิธรทันที ภาพความทรงจำสีเทาหม่นในวัยเด็ก ภาพน้ำตาของมารดาที่ต้องก้มหน้าทำงานหนักเพื่อส่งเสียเธอเรียน ท่ามกลางเสียงนินทาและสายตาดดูถูกจากสังคมรอบข้าง ไหลกลับเข้ามาซัดกระหน่ำในหัวใจของหญิงสาวจนมือเรียวที่ประสานกันอยู่ใต้โต๊ะเผลอจิกเข้าหากันจนเล็บจิกเนื้อ
ความลับที่เธอพยายามฝังกลบไว้ตลอดชีวิต กำลังถูกขุดขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อทำลายความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีทั้งหมดที่เธอสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ
"คุณกำลังขู่ผม... เอ้ย ฉันเหรอ" ศศิธรเปลี่ยนสรรพนามกลับมาอย่างเด็ดเดี่ยว แม้เสียงจะแผ่วเบaลงไปเล็กน้อยแต่นัยน์ตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความโกรธ "คิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้ฉันยอมจำนนต่อคนอย่างคุณงั้นเหรอ"
"ผมไม่ได้ขู่ครับศศิ ผมแค่เตือนด้วยความหวังดี" ภากรโน้มตัวเข้าไปใกล้ แววตาเจ้าเล่ห์พราวระยับด้วยความกระหายชัยชนะ "ทางออกง่ายนิดเดียว แค่คุณถอนตัวจากโปรเจกต์คอมเพล็กซ์ยักษ์ใหญ่นั่น แล้วยกมันให้บริษัทผม ทุกอย่างก็จะจบ เอกสารพวกนี้จะถูกทำลายต่อหน้าคุณทันที... คุณมีเวลาถึงเที่ยงคืนวันนี้ในการตัดสินใจ"
ร่างสูงของภากรผละออกและเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะเยาะที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้องทำงานกว้าง ทิ้งให้ศศิธรจมดิ่งอยู่กับความเงียบงันและความเปราะบางที่ถูกกระชากออกมากลางแสงแดด
เกราะป้องกันที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองและมารดาตลอดหลายปีที่ผ่านมา กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความหวาดกลัวลึกๆ ว่าความผิดพลาดของคนในอดีต จะกลับมาทำลายคนที่เธอรักที่สุดในปัจจุบัน... โดยเฉพาะมารดาผู้บังเกิดเกล้าที่ตอนนี้สุขภาพเริ่มไม่สู้ดีนัก
ศศิธรตัดสินใจขับรถกลับบ้านพักชานเมือง ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมเทา เธอนั่งรถตรงไปยังบ้านไม้เก่าแก่หลังย่อมที่เธอเพิ่งรีโนเวทใหม่ให้มารดาได้พักผ่อนอย่างสงบ ที่นี่คือสถานที่เดียวในโลกที่เธอสามารถถอดหน้ากากนักธุรกิจสาวผู้ไร้ความปรานีออกได้
ประตูบ้านเปิดออกพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาดอกไม้และอาหารไทยปรุงเอง ศศิธรเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น พบกับคุณนภา มารดาวัยเกษียณที่กำลังนั่งพับผ้าอยู่บนโซฟาตัวโปรด รอยยิ้มอบอุ่นและแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาปรากฏขึ้นทันทีที่ท่านเห็นหน้าลูกสาว
"อ้าว ศศิลูกแม่ วันนี้กลับเร็วจัง หิวไหมลูก แม่เพิ่งทำแกงจืดเต้าหู้หมูสับไว้ให้" น้ำเสียงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลของคุณนภาราวกับกระแสลมเย็นที่พัดผ่านไฟรุ่มร้อนในอกของหญิงสาว
ศศิธรเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าซบหน้าลงกับตักนุ่มของมารดาอย่างไร้เรี่ยวแรง มือเรียวของคุณนภาลูบไล้เส้นผมสลวยของบุตรสาวอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กทำให้หัวใจที่กำลังแตกสลายเริ่มกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง
"แม่คะ..." ศศิธรเอ่ยเสียงสั่นเครือ น้ำตาที่กลั้นไว้มานานเริ่มคลอหน่วยที่หน่วยตา "ถ้าวันหนึ่ง... ศศิปกป้องสิ่งที่แม่กับศศิสร้างมาด้วยกันไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งอดีตพวกนั้นมันกลับมาทำร้ายเราอีกครั้ง ศศิควรทำยังไงดีคะ"
คุณนภานิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ มืออุ่นจัดประคองใบหน้าสวยของลูกสาวให้เงยขึ้นสบตา สายตาของคนเป็นแม่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความเข้มแข็งที่สะสมมาทั้งชีวิต
"ฟังแม่นะศศิ ลูกไม่ได้เกิดมาจากความผิดพลาดของใคร อดีตมันเป็นเรื่องของคนอื่น แม้แต่พ่อของลูก... เขาก็มีวิถีทางของเขา แต่ตัวตนของลูกในวันนี้ ความดี ความเก่ง และหยาดเหงื่อทุกหยดที่ลูกทุ่มเท มันเป็นของลูก... ไม่มีใครบนโลกใบนี้เอาความจริงข้อนี้ไปจากลูกได้หรอกจ่ะ"
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากนัยน์ตาของศศิธร แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ หากแต่เป็นความตื้นตันและพลังใจที่ถูกเติมเต็มจากสายใยรักอันบริสุทธิ์ของแม่ เธอกอดเอวคุณนภาไว้แน่น ซซซซบใบหน้าเข้ากับอ้อมอกอุ่นที่ปกป้องเธอมาตลอดชีวิต ความกลัวที่เคยเกาะกินหัวใจเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวครั้งใหม่
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังโอบกอดกันด้วยความอบอุ่น ท่ามกลางความเงียบสงบของยามค่ำคืน เสียงเคาะประตูกระจกหน้าบ้านก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเป็นจังหวะ
ศศิธรผละออกจากอ้อมอกมารดาด้วยความฉงน ใครกันที่รู้ว่าเธออยู่ที่นี่ในยามวิกาลแบบนี้ เธอเดินไปที่ประตูช้าๆ ก่อนจะเปิดผ้าม่านมองออกไปผ่านแสงไฟสลัวนอกบ้าน
ร่างสูงใหญ่คุ้นตาในชุดสูทสีเข้มยืนพิงเสาเฉลียง ใบหน้าคมคายภายใต้แสงไฟสีนวลดูสุขุมและนิ่งขรึมตามแบบฉบับของสถาปนิกหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล คริษฐ์ยืนอยู่ตรงนั้น... พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือที่ส่งยิ้มให้เธอด้วยแววตาดุดันและทรงพลังอย่างที่ไม่มีใครเหมือน
ศศิธรเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าในมือของคริษฐ์ไม่ได้มีแค่ซองเอกสาร แต่ยังมีแฟ้มลับของภากรที่เธอเพิ่งถูกข่มขู่ไปเมื่อช่วงบ่ายปรากฏอยู่ด้วย!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความเข้มข้นในบทนี้นะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับบอสสาวสายดุ•ตอนที่ 14
รอยร้าวที่ซ่อมไม่ได้?
ผลงานโดย วริศร์วิสกี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วริศร์วิสกี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับบอสสาวสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!