สถาปนิกหน้านิ่งกับบอสสาวสายดุ•ตอนที่ 4

เดิมพันโต๊ะอาหาร

ผลงานโดย วริศร์วิสกี้
เสียงรินไวน์แดงบอร์โดซ์ลงในแก้วคริสตัลใสราวกระซิบแผ่วเบาของปีศาจยามค่ำคืน มันดังก้องอยู่ในห้องอาหารส่วนตัวชั้นบนสุดของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศรอบกายเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวรากับกลองศึก ศศิธรนั่งหลังตรงสง่างามในชุดเดรสยาวสีดำสนิทรัดรูป เผยให้เห็นลาดไหล่เนียนละเอียดและแผ่นหลังเปลือยเปล่าที่ชวนให้จินตนาการไปไกล เธอกำลังใช้สายตาคมกริบราวใบมีดโกนจ้องมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คริษฐ์ในชุดสูทสีกรมท่าเข้ม เข็มกลัดเนคไทเงินเงาวับขับเน้นให้เขาดูทรงอำนาจและอันตรายยิ่งกว่าเดิม เขายังคงรักษารอยยิ้มสุภาพไว้บนใบหน้า—รอยยิ้มที่เธอมองว่ามันคือหน้ากากของนักล่า "คุณเลือกสถานที่ได้ดีนี่คริส" ศศิธรเปิดฉากขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชา และเต็มไปด้วยกำแพงหนาเตอะที่เธอก่อขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากผู้ชายคนนี้ "แต่หวังว่าอาหารมื้อนี้คงไม่ใช่แค่ข้ออ้างในการเจรจาเรื่องโปรเจกต์มอลล์ยักษ์ใหญ่ที่ฉันเพิ่งปัดตกไปเมื่อวานหรอกนะ" คริษฐ์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะไม้สักทองอย่างนุ่มนวล ดวงตาคมปลาบสีนิลมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของหญิงสาว ราวกับเขากำลังสำรวจอาณาจักรที่เขาต้องการครอบครองทีละตารางนิ้ว "โปรเจกต์นั้นเป็นแค่ข้ออ้างรองครับศศิ..." น้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลของเขาจงใจลากเสียงยาวอย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนเสื้อสูทถูกพับขึ้นเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อยตามสัญชาตญาณดิบเถื่อน "เป้าหมายที่แท้จริงของผมในคืนนี้... คือการได้นั่งมองคุณกินมื้อค่ำต่างหาก" ศศิธรแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาไหววับด้วยความไม่พอใจแต่ก็แฝงความหวั่นไหวที่เธอพยายามซ่อนไว้อย่างสุดความสามารถ เธอยกแก้วไวน์ขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นผิดจังหวะ "อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน คริษฐ์ คุณก็รู้ว่าภากรกับพวกบอร์ดบริหารกำลังจ้องจะเล่นงานฉันอยู่ การที่คุณดึงฉันออกมาดินเนอร์นอกรอบแบบนี้ มันทำให้ข่าวลือแย่ๆ แพร่สะพัดไปหมดแล้ว" "ปล่อยให้พวกมันพูดไปเถอะครับ" คริษฐ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเด็ดขาดไว้อย่างชัดเจน "เพราะต่อให้คนทั้งเมืองจะนินทาว่าเราสองคนมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแค่ไหน... มันก็เป็นความจริงไม่ใช่หรือครับ?" "คริส!" ศศิธรตบโต๊ะเบาๆ อย่างเหลืออด ใบหน้าสวยคมแดงก่ำด้วยความโกรธปนอับอาย เธอนึกเกลียดความใจเย็นและความมั่นอกมั่นใจของสถาปนิกหนุ่มคนนี้เสียเหลือเกิน "คุณมัน... เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด" "ผมยอมรับครับ" คริษฐ์ไม่ปฏิเสธแถมยังยิ้มรับหน้าตาเฉย เขารินไวน์เพิ่มให้เธออีกนิดก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวข้ามผ่านโต๊ะอาหารหรูหราที่กั้นกลางระหว่างเขากับเธอ มาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ที่ศศิธรนั่งอยู่ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านและกลิ่นไวน์จางๆ ลอยเข้าแตะจมูกของหญิงสาวจนเธอเผลอกลั้นหายใจ คริษฐ์โน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากใบหูของเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนขนอ่อนลุกชันไปหมด "คุณกำลังกลัว..." เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นชิดริมฝีปากของเธอ "คุณไม่ได้กลัวภากร... และไม่ได้กลัวข่าวลือ... แต่คุณกำลังกลัวใจตัวเองต่างหาก ศศิธร" คำพูดนั้นราวกับลูกศรที่พุ่งตรงเข้าปักกลางใจ ศศิธรหันขวับกลับมาหมายจะต่อว่า แต่ริมฝีปากของเธอกลับเฉียดผ่านแก้มสากของเขาไปอย่างไม่ตั้งใจ ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินขอบเขตทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันนิ่งนาน ความปรารถนาอันดิบเถื่อนและแรงดึงดูดทางเพศที่อัดอั้นมานานนับสัปดาห์ปะทุขึ้นในอากาศราวกับประกายไฟกับน้ำมัน คริษฐ์ไม่รอช้า มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปจับพนักเก้าอี้ล็อกตัวเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหน ส่วนมืออีกข้างช้อนคางมนขึ้นอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยไล้ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่กำลังสั่นระริก "คริส... ที่นี่... ร้านอาหาร..." ศศิธรพยายามเอ่ยปฏิเสธด้วยเสียงอันแผ่วเบา ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขัดขืนอย่างที่เคยเป็น "ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอกครับ... เพราะผมเหมาทั้งชั้นนี้ไว้แล้วเพื่อเราสองคน" สิ้นคำพูดนั้น คริษฐ์ก็ก้มลงประกบเรียวปากลงบนกลีบปากนุ่มของเธอทันที สัมผัสแรกเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ดิบเถื่อน และเอาแต่ใจ ศศิธรครางอื้อในลำคอด้วยความตกใจก่อนที่สติปัญญาและเกราะป้องกันทั้งหมดจะพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้ามาตักตวงความหวานภายในโพรงปากอย่างหิวกระหาย รสชาติของไวน์แดงผสมผสานกับความวาบหวามทำให้สมองของเธอขาวโพลน มือเรียวที่เคยผลักไส ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อสูทของเขาแน่นอย่างไร้ทางสู้ เธอยอมจำนนต่อสัมผัสอันทรงพลังที่เขามอบให้ ร่างกายอ่อนยวบลงไปพิงกับพนักเก้าอี้ ปล่อยให้สถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่งเป็นผู้ควบคุมเกมสวาทครั้งนี้แต่เพียงผู้เดียว เนิ่นนานกว่าที่คริษฐ์จะยอมถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้หญิงสาวหอบหายใจโกกอากาศเข้าปอดด้วยใบหน้าแดงก่ำและริมฝีปากบวมเจ่อ ดวงตาของเธอยังคงฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำใสและแรงปรารถนา "แบบนี้... ยังเรียกว่าเป็นการเจรจาธุรกิจอยู่อีกไหมครับ?" เขาเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากที่สั่นเทาของเธอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ศศิธรยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบโต้ เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ของห้องอาหารก็ดังขึ้นสามครั้งขัดจังหวะความเป็นส่วนตัว ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูของพนักงานเสิร์ฟที่เดินถือถาดอาหารจานหลักเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ซ่อนความประหม่าไว้ไม่มิด "ขอประทานอภัยครับท่านประธาน... คือว่า... มีแขกอีกท่านกำลังเดินขึ้นมาที่นี่ครับท่าน..." คริษฐ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ เขายืดตัวตรงขึ้นช้าๆ แต่ยังคงใช้มือข้างหนึ่งแตะอยู่ที่เอวคอดกิ่วของศศิธรไว้แสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน หญิงสาวรีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วหันไปมองทางประตูด้วยความตกใจ ร่างสูงโปรดของภากรปรากฏขึ้นตรงกรอบประตู พร้อมกับรอยยิ้มเย็นยะเยือกที่ฉาบอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาแบบเจ้าเล่ห์ ในมือของเขามีแฟ้มเอกสารสีดำสนิท "ขอโทษด้วยนะที่ขัดจังหวะดินเนอร์สุดสวีท..." ภากรเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน กวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยแววตาสمสมเพชและริษยา "แต่ผมคิดว่าคุณคงอยากจะดูเอกสารฉบับนี้ก่อน... ก่อนที่ทุกอย่างที่คุณสร้างมา จะพังทลายลงในคืนนี้ครับ ศศิธร" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนผลงานของวริศร์วิสกี้เสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (วริศร์วิสกี้)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับบอสสาวสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%