กระดาษเอกสารปึกหนาในมือของศศิธรยับย่นลงเล็กน้อยตามแรงบีบปลายนิ้วที่ขาวซีด ดวงตาคมกริบของประธานบริหารสาวจ้องมองตัวเลขและผังบัญชีตรงหน้าสลับกับร่างของภากรที่ยืนยันรอยยิ้มหยันอยู่เบื้องหน้า บรรยากาศในห้องประชุมเพนท์เฮ้าส์ชั้นบนสุดของตึกสำนักงานใหญ่เวลานี้ เยียบเย็นเสียยิ่งกว่าอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศที่กำลังเร่งความเย็น
"คุณคิดตื้นเกินไปหรือเปล่าภากร เอกสารชุดนี้ไม่มีทางเป็นของจริง" ศศิธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แม้ภายในใจจะเริ่มสั่นคลอนกับตัวเลขความเสียหายที่ปรากฏ
"ของจริงหรือปลอม คุณศศิธรน่าจะรู้ดีแก่ใจนะครับ... หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทกำลังจะถอนทุนในอีกสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า ถ้าไม่มีลายเซ็นอนุมัติงบฉุกเฉินจากคุณคืนนี้ ทุกอย่างที่คุณสร้างมา... พังไม่เป็นท่าแน่ครับ" ภากรทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้ศศิธรจมอยู่กับความเงียบงันและความกดดันที่โถมเข้าใส่จนแทบหายใจไม่ออก
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสนั่นหวั่นไหวจากภายนอก ตามมาด้วยสายฝนห่าใหญ่ที่เทกระหน่ำลงมากระจกหน้าต่างบานสูงราวกับจะซ้ำเติมสถานการณ์ เม็ดฝนหนาทึบพัดกระแทกกระจกจนเกิดเสียงดังทึบ ทัศนียภาพเบื้องล่างถูกกลืนหายไปในความมืดมิดของราตรีกาล เหลือเพียงแสงไฟนีออนสลัวภายในห้องทำงานที่กว้างใหญ่และวังเวง
ศศิธรทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังราคาแพง เปลือกตาสองข้างปิดลงชั่วครู่เพื่อตั้งสติ มือเรียวยกขึ้นนวดขมับที่กำลังเต้นตุบๆ จากความเครียดสะสม ทว่า ในความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงฝนสาดซัดนั้น ประตูห้องทำงานกลับถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชเชียบ
คริษฐ์ก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่เอ่ยคำอนุญาต ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มที่ชื้นละอองฝนเล็กน้อยทำให้เขายิ่งดูดุดันและทรงอำนาจมากขึ้น มือหนาถือแก้วกาแฟดำร้อนสองแก้ว เดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอ
"คุณยังไม่กลับอีกเหรอคริส..." ศศิธรลืมตาขึ้นมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่อ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด ปราการเหล็กที่เธอใช้ปกป้องตัวเองมาตลอดพังทลายลงชั่วขณะต่อหน้าสถาปนิกหนุ่มผู้นี้
"ผมบอกแล้วไงครับว่าผมจะอยู่จนกว่าโปรเจกต์นี้จะจบ... และดูเหมือนคุณกำลังต้องการใครสักคนมารับฟังมากกว่านั่งจมปลักอยู่กับเอกสารพวกนั้น" คริษฐ์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนขอบโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าคมคายจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ "ไอ้ภากรมันเล่นสกปรกสินะครับ"
ศศิธรเงียบ เธอไม่ได้ปฏิเสธ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ปล่อยให้ความอ่อนแอไหล1ผ่านแววตาเพียงเสี้ยววินาที "มันเอาเอกสารการถอนทุนของพาร์ทเนอร์มาขู่... ถ้าฉันจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ภายในคืนนี้ ทุกอย่างที่ทุ่มเทมาจะพังพินาศ"
คริษฐ์โน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าคมเข้มเคลื่อนเข้าไปชิดจนศศิธรสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เจือกลิ่นกาแฟจางๆ นิ้วเรียวแข็งแรงเอื้อมออกไปเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาเคล้าคลอแก้วเนียนนุ่มของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนในคราเดียวกันทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ
"เงยหน้าขึ้นมองผมสิครับ... ศศิ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงนั้นเจือความดิบเถื่อนและเอาแต่ใจอย่างที่เธอคุ้นเคย "ผู้หญิงที่แข็งกระด้างอย่างคุณ เวลาพัง... มันน่าดึงดูดใจเป็นบ้าเลยรู้ตัวไหมครับ"
"คริส... ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์มาเล่นด้วยนะ" ศศิธรพยายามเบือนหน้าหนี แต่ปลายนิ้วแข็งแกร่งกลับยืดปลายคางมนให้หันกลับมาสบตา ประสานสายตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร แรงดึงดูดระหว่างคนทั้งคู่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดด้านนอก
"ใครบอกว่าผมเล่นล่ะครับ?" คริษฐ์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ร้ายกาจและทรงเสน่ห์จนแทบหยุดหายใจ มือหนาเลื่อนลงมาสัมผัสเอวคอดกิ่วผ่านเนื้อผ้าชุดทำงาน รั้งร่างบางให้ลุกขึ้นยืนประชิดตัวเขาอย่างไร้การขัดขืน แรงบีบรัดที่เอวหนักแน่นและเปี่ยมด้วยพละกำลังทำให้ศศิธรต้องใช้มือทั้งสองข้างยันแผงอกกว้างของเขาไว้เพื่อรักษาระยะห่าง
ทว่า... ยิ่งผลัก เขากลับยิ่งดึงเข้าหา
"ปล่อยนะ..." เสียงของเธอเบาหวิวราวกับกระซิบ เมื่อริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้ามาใกล้จนเกือบชิด รสชาติของความปรารถนาและกลิ่นอายความดุดันแผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ
"ไม่ปล่อยครับ... จนกว่าคุณจะเลิกทำตัวแบกโลกไว้คนเดียวเสียที"
คริษฐ์ไม่รอให้เธอได้เอ่ยปฏิเสธอีกต่อไป ริมฝีปากร้อนผ่าวทาบทับลงมาปิดกลีบปากอิ่มของเธออย่างดุดันและเอาแต่ใจ รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความเร่าร้อนก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและเว้าวอน ลิ้นร้อนลุกล้ำเข้าไปกวาดต้อนความหวานภายในโพรงปากอย่างช่ำชอง มือหนาข้างหนึ่งประคองท้ายทอยเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหน ส่วนอีกข้างโอบกระชับเอวบางแนบแน่นจนแผ่นอกแนบชิดติดกับอกแกร่ง
ศศิธรครางแผ่วในลำคอ สมองที่เคยปวดร้าวจากปัญหาธุรกิจเมื่อครู่ขาวโพลนราวกับถูกไฟแผดเผา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเลือนหายไปชั่วขณะ มือเรียวที่เคยยันอกเขาไว้เปลี่ยนเป็นจิกขยำเสื้อสูทเนื้อดีของชายหนุ่มแน่นเพื่อระบายความวาบหวามที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง การสัมผัสที่รุนแรงแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์หาทำให้เธอยอมจำนนต่อรสสัมผัสของเขาอย่างง่ายดาย
เสียงฝนด้านนอกยังคงคำรามกึกก้อง แต่เสียงหัวใจที่เต้นรัวระส่ำในอกของคนทั้งคู่กลับดังยิ่งกว่าในความมืดสลัวของค่ำคืนที่ยาวนาน
คริษฐ์ถอนริมฝีปากออกช้าๆ อย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้ศศิธรหอบหายใจ dนตัวโยน ใบหน้าสวยแดงก่ำ แววตาดุดันเมื่อครู่ฉายแววปรารถนาและรัญจวนใจอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมหูของเธอด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"เรื่องเอกสารของไอ้ภากร... ผมจัดการให้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อชั่วโมงก่อนแล้วล่ะครับ... แต่ตอนนี้ สิ่งที่คุณต้องสนใจ มีแค่เรื่องของเราสองคนเท่านั้นนะครับ"
ศศิธรเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ขณะที่มือหนาของคริษฐ์กำลังเลื่อนปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกของเธอออกทีละเม็ดอย่างใจเย็น ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นและเร่าร้อนจนแทบขาดใจ
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนนิยายเรื่องนี้ด้วยดีเสมอมานะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับบอสสาวสายดุ•ตอนที่ 5
เส้นแบ่งที่เริ่มเลือนราง
ผลงานโดย วริศร์วิสกี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วริศร์วิสกี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับบอสสาวสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!