เสียงหัวเราะเยาะหยันของภากรยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ตัดสลับกับเสียงฝีเท้าที่ถอยร่นออกไปตามคำประกาศิตเฉียบขาดของศศิธร ประธานสาวแห่งกลุ่มทุนอสังหาฯ ยืดอกขึ้นอย่างสง่างาม แม้แผ่นหลังภายใต้ชุดสูทเข้ารูปจะยังคงสั่นเทาด้วยแรงโทสะที่ถูกหยามเกียรติ ทว่าดวงตากลับแข็งกร้าว ปิดบังความเปราะบางภายในไว้ภายใต้เกราะกำบังอันหนาทึบ
แต่คริษฐ์ไม่ใช่ผู้ชายที่จะปล่อยให้รอยร้าวในความรู้สึกของเธอต้องเผชิญกับลมหนาวลำพัง
"ขึ้นรถครับ, ศศิ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ทว่าเด็ดขาด มือหนาคว้าข้อมือเรียวบางไว้ด้วยแรงที่พอเหมาะ ไม่ยอมให้อีกฝ่ายปฏิเสธ ก่อนจะพาเธอก้าวเดินออกจากความวุ่นวาย ทิ้งเสียงซุบซิบนินทาและบรรยากาศอันน่าขยะแขยงไว้เบื้องหลัง รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานตัดผ่านแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่บ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมหน้าผาทะเล ที่ซึ่งมีเพียงเสียงคลื่นซัดสาดและแสงจันทร์นวลตาเป็นสักขีพยาน
ทันทีที่ประตูบ้านพักถูกปิดลง ความเงียบงันก็เข้ามาโอบล้อมรอบกาย ศศิธรหันหลังให้ชายหนุ่ม เธอยกมือขึ้นกอดอก ตัวสั่นเทาด้วยความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาทั้งวัน
"คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม... คริส โปรJect นั้น ภากรมันต้องเอาไปฟ้องบอร์ดแน่..." เสียงของเธอขาดห้วงเมื่อวงแขนแข็ง
แกร่งเข้าโอบกอดจากด้านหลัง ร่างหนาแนบชิดแผ่นหลังบางจนไร้ช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง
"ช่างหัวบอร์ดและไอ้เวรนั่นสครับ" คริษฐ์กระซิบชิดใบหู เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย "คืนนี้... มีแค่ผมกับคุณ ศศิ มองหน้าผมสครับ"
เขาพลิกตัวเธอให้หันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นไม่ได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายไฟแห่งความปรารถนาที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงในเตาผิง ศศิธรเงยหน้าขึ้นสบตา เข่าแทบทรุดลงเมื่อพบว่าความดุดันที่เธอกลัวนักกลัวหนา บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่เปี่ยมด้วยความดิบเถื่อนอย่างลึกล้ำ
มือหนาเลื่อนขึ้นประคองกรอบหน้าเรียว นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยพวงแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา ราวกับจะลบเลือนรอยมลพิษจากสายตาของภากรให้ออกไปจากตัวเธอให้หมดสิ้น
"คุณเก่งมากแล้วครับ... ศศิ คุณแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวมานานเกินไปแล้ว ให้ผมได้ดูแลคุณบ้าง... นะครับ"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนเขื่อนกั้นน้ำตาที่พังทลายลง ศศิธรซบหน้าลงกับอกแกร่ง ปล่อยให้ความอ่อนแอที่เก็บกดไว้พรั่งพรูออกมาเป็นหยาดน้ำตา คริษฐ์โอบกอดเธอไว้แน่น มือหนึ่งลูบเส้นผมสลวยอย่างปลอบประโลม แต่อีกมือหนึ่งกลับเริ่มซุกซนและเรียกร้อง ปลายนิ้วแข็งแกร่งสอดแทรกเข้าไปใต้สาบเสื้อสูท ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่มจนเกิดกระแสไฟฟ้าวาบหวามแล่นริ้วไปทั่วร่าง
บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนผันจากความตึงเครียดสู่ความเร่าร้อนอย่างไร้รอยต่อ คริษฐ์ก้มลงประทับริมฝีปากลงบนขมับชื้นเหงื่อ ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมาประทับจูบซับน้ำตาบนพวงแก้ม และหยุดลงที่เรียวปากอิ่มที่สั่นเทา
"คริส..." เสียงเรียกชื่อเขาแผ่วเบา แทบจะกลืนหายไปกับเสียงคลื่นซัดสาด
สัมผัสแรกที่ริมฝีปากดุดันบด
ขยี้ลงมานั้นเต็มไปด้วยความหิวกระหายและโหยหา เรียวลิ้นร้อนล้ำรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ ศศิธรครางแผ่วในลำคอ มือเรียวขยุ้มเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว แรงดึงดูดระหว่างทั้งคู่รุนแรงเสียจนลมหายใจแทบขาดห้วง รสจูบใต้แสงจันทร์นี้ไม่ได้นุ่มนวลอย่างที่คิด แต่มันดิบเถื่อน เร่าร้อน และบีบคั้นหัวใจจนแทบคลั่ง
เสื้อผ้าทีละชิ้นถูกปลดเปลื้องออกอย่างไร้ความปรานี เผยให้เห็นเรือนร่างอ้อนแอ้นที่สะท้อนกับแสงจันทร์สีนวล สัมผัสจากมือสถาปนิกหนุ่มลูบไล้ไปทั่วทุกสัดส่วน สร้างความซาบซ่านจนศศิธรต้องแอ่นกายเข้าหาอย่างลืมตัว ความหอมหวานของผิวเนื้อตัดกับความเย็นยะเยือกของอากาศริมทะเล ยิ่งขับเน้นให้ความเร่าร้อนภายในห้องนอนกว้างทวีความรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ
คริษฐ์ประคองร่างระหงให้นอนราบลงบนเตียงนอนนุ่ม กายหนาทาบทับลงไปราวกับนักล่าที่กักขังเหยื่อไว้ในอุ้งมือ แววตาคมปลาบมองเธอด้วยความเสน่หาที่ผสมผสานกับความดุดันอย่างสมบูรณ์แบบ
"จำไว้ครับ... ว่าคุณเป็นของผม คนเดียวเท่านั้น"
เขากระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปาก ก่อนจะประทับรอยจูบหนักหน่วงลงบนซอกคอขาวเนียน ขบเม้มจนเกิดรอยสีกุหลาบจางๆ เพื่อตีตราจองความเป็นเจ้าของ สัมผัสลึกซึ้งและจังหวะการเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและชำนาญ ดึงสติของศศิธรให้หลุดลอยไปไกล ความหวาดกลัวต่อโลกภายนอกถูกเผาไหม้จนมอดไหม้ เหลือไว้เพียงความสุขสมทางอารมณ์ที่โถมซัดเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับคลื่นลมในยามวิกาลที่ไม่มีวันสงบลง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ ท่ามกลางความเงียบงันและลมหายใจที่ยังคงหอบกระชั้น ศศิธรนอนซบอยู่บนแผ่นอกกว้างของคริษฐ์ นิ้วเรียวไล้ไปตามรอยสักจางๆ บนลาดไหล่ของเขาอย่างเหม่อลอย ความสุขสงบชั่วขณะนี้ทำให้เธอลืมเลือนภาระหน้าที่และปัญหาทั้งหมดไปชั่วคราว
ทว่า... ความเงียบสงบนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นอย่างเร่งรีบและไร้มารยาท ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่ก้าวล่วงล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
คริษฐ์ขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันทีในความมืด เขาหยิบเสื้อเชิ้ตมาสวมลวกๆ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ศศิธรผุดลุกขึ้นนั่งตาม ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงขึ้นมาคลุมกาย หัวใจดวงน้อยกลับมาเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวงอีกครั้ง
"ใคร..." คริษฐ์เอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟันด้วยความไม่พอใจ
ก่อนที่ประตูห้องนอนจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรง แสงไฟสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาภายในห้อง
ร่างของภากรยืนยิ้มเยาะอยู่ที่หน้าประตู ด้านข้างมีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำอีกสองคนยืนคุมเชิง และที่สร้างความตกใจให้ศศิธรจนแทบหยุดหายใจ คือร่างของชายสูงวัยผู้มีศักดิ์เป็นประธานกรรมการบริหารสูงสุดของบริษัท... บิดาบังเกิดเกล้าของเธอนั่นเอง
"ตรวจงานกันเพลินเลยสินะ... ลูกสาวตัวดี" เสียงทุ้มแหบของผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา "แกคิดจะทำลายบริษัทที่เราสร้างมากับมือ... เพื่อไอ้สถาปนิกไส้แห้งคนนี้เนี่ยนะ, ศศิธร!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความดาร์กโรมานซ์บทนี้นะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับบอสสาวสายดุ•ตอนที่ 9
รอยจูบใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย วริศร์วิสกี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วริศร์วิสกี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับบอสสาวสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!