กุนซือหญิงร่ายกลยุทธ์ อ๋องผู้พิชิตสยบใต้ปลายพู่กัน•ตอนที่ 7

ค่ำคืนใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
"หากเจ้ายังคงดึงดันจะถอดรหัสกลยุทธ์ค่ายกลแปดทิศของตระกูลหลี่ด้วยวิธีนี้ เกรงว่าอีกสามั่วยาม ฟ้าคงสว่างโดยที่สมองของเจ้ายังคิดไม่3กระบวนท่าด้วยซ้ำ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ยามหลับใหลดังขึ้นในความเงียบสงัดของหอตำรา หลินเซียนอี๋สะดุ้งน้อยๆ ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าในมือพลันชะงัก หยดหมึกสีดำเข้มจึงหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดีจนเกิดเป็นรอยด่างพร้อย ทว่านางมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกให้เห็นแม้แต่น้อย สตรีสาวเพียงแต่สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจที่กระหน่ำรัวให้กลับมาสงบดังเดิม ก่อนจะค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินสลักลายเมฆาอย่างเชื่องช้า กลิ่นอายอันคุ้นเคยลอยกรุ่นมาแตะจมูก—กลิ่นไม้จันทน์หอมผสมผสานกับกลิ่นอายสนามรบและโลหะเย็นยะเยือกอันเป็นเอกลักษณ์ของฉินอ๋องเฟยหลง เซียนอี๋ไม่หันกลับไปมองทันที นางเลือกที่จะจัดระเบียบม้วนคัมภีร์แผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะให้เข้าที่เสียก่อน เพื่อซ่อนประกายความไหววูบในดวงตาคู่สวย "ทูลท่านอ๋อง..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานใสราดรดความเงียบงัน "กลยุทธ์ค่ายกลแปดทิศขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนและแปรเปลี่ยนดั่งสายน้ำ หากผู้ใช้พู่กันวาดเส้นทางเดินทัพด้วยใจที่ร้อนรน ดุจดังคนตาบอดคลำช้างในความมืด ต่อให้ใช้เวลาอีกสามวันสามคืนก็มิอาจทะลวงผ่านจุดตายของค่ายกลนี้ได้เพคะ" เงาสูงสง่าทาบทับลงบนโต๊ะไม้กฤษณา ร่างหนาในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นเงินขยับเข้ามาใกล้จนแทบชิด แผ่นหลังของเซียนอี๋สัมผัสได้ถึงไออุ่นแผ่วเบาที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดิน ทว่าบรรยากาศรอบกายเขากลับเยียบเย็นราดรดด้วยความกดดันอันน่าหวาดหวั่น ฉินอ๋องเฟยหลงโน้มตัวลงต่ำ มือหนาเอื้อมผ่านไหล่บอบบางของนางไปหยิบม้วนแผนที่แผ่นที่นางเพิ่งวิเคราะห์ค้างไว้ ปลายนิ้วสอบกร้านศึกเฉียดผ่านพู่กันแกะสลักบนโต๊ะโดยไม่ตั้งใจ ทว่าความใกล้ชิดนี้กลับทำให้กลิ่นอายรอบตัวราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก "ปากกล้า..." เฟยหลงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและสั่นพร่าอยู่ข้างใบหูของนางอย่างจงใจ "แต่ดวงตากลับฟ้องว่าเจ้าอดนอนมาสามคืนติดต่อกันแล้ว หลินเซียนอี๋ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นเซียนจำศีลหรืออย่างไร ถึงไม่รู้จักหลับนอน?" เซียนอี๋เอียงคอหลบเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง ทว่าพื้นที่จำกัดภายในซอกชั้นตำราโบราณกลับทำให้การหลบหลีกนี้ดูคล้ายการซบซุกเข้าสู่อ้อมกอดของเขาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่คมดุจหงส์เงยขึ้นสบกับนัยน์ตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำดั่งหุบเหวของท่านอ๋อง รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากของนางอย่างท้าทาย "บ้านเมืองกำลังเผชิญภัยคุกคามจากเงาเบื้องหลังของเสนาบดีเหวิน องค์ชายสามก็รอจังหวะเสียบแทงเราจากข้างหลัง หากหม่อมฉันมัวแต่หลับใหล เกรงว่าศีรษะบนบ่าของพวกเราคงหลุดจากบ่าก่อนที่หิมะแรกของฤดูหนาวจะโปรยปรายเสียอีกเพคะ" คำพูดที่เฉียบคมราวกับใบมีดนี้มิได้ทำให้ฉินอ๋องโกรธเคือง ตรงกันข้าม นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้เก่งกาจกลับพราวระยับขึ้นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้า ใบหน้ายามต้องแสงตะเกียงน้ำมันสลัวขับเน้นให้ผิวเนียนละเอียดดั่งหยกขาวดูงดงามราวกับภาพวาด ทว่าความแข็งแกร่งภายในจิตใจของนางต่างหากที่ดึงดูดใจเขาจนยากจะถอนตัว เฟยหลงไม่ตอบคำ แต่กลับก้าวประชิดเข้ามาอีกก้าว จนเซียนอี๋ต้องถอยหลังไปชนกับชั้นหนังสือด้านหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้ แขนแกร่งทั้งสองข้างยกขึ้นค้ำยันชั้นไม้ไว้ทั้งสองด้าน กักตัวนางไว้ในอาณาเขตของตนอย่างเบ็ดเสร็จ กลิ่นกายบุรุษและไออุ่นจากร่างของเขาห้อมล้อมนางไว้ทุกทิศทาง "เจ้าฉลาดนัก..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่ชิดริมฝีปากของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียนจนเซียนอี๋ต้องเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะกลับรัวเร็วจนควบคุมไม่ได้ "แต่เจ้ากลับโง่เขลาในเรื่องของตนเอง... เจ้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อราชบัลลังก์นี้ โดยไม่เคยคิดเลยหรือว่า หากเจ้าเป็นอะไรไป ข้า... จะจัดการอย่างไรกับความว่างเปล่าที่เจ้าทิ้งไว้" คำพูดนั้นหนักแน่นและจริงจังดั่งคำประกาศิต เซียนอี๋ชะงักงัน นัยน์ตาสั่นไหววูบหนึ่ง นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในหล้า แต่บัดนี้กลับฉายแววความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็นมาเนิ่นนาน ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกับเสียงฝนโปรยปรายด้านนอกหอตำรา ทว่าก่อนที่เซียนอี๋จะทันได้เอื้อnคำใดเพื่อทำลายบรรยากาศที่ชวนให้หวั่นไหวนี้ จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์เอกดังทะลุประตูไม้เข้ามา พร้อมกับเงาร่างที่พุ่งเข้ามาหยุดคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าประตูหอตำรา "มีสาส์นลับด่วนที่สุดจากค่ายทหารชายแดนเหนือ ส่งตรงมาถึงพระหัตถ์ของท่านอ๋องโดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ!" เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น ความระ2สายตาจากใบหน้าของเซียนอี๋ไปยังประตูด้านนอกทันที เขายืดตัวขึ้นถอยห่างจากร่างบางช้าๆ แววตาที่เคยมีความอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุดันดั่งแม่ทัพสนามรบในพริบตา เซียนอี๋สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา นางรีบจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย ขณะที่ฉินอ๋องสะบัดชายเสื้อเดินไปเปิดประตูรับสาส์นฉบับนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แสงไฟจากตะเกียงสาดส่องลงบนกระดาษสาสาส์นลับที่เพิ่งถูกคลี่ออก และเพียงแค่กวาดสายตาอ่านข้อความบรรทัดแรก ใบหน้าคมคายของฉินอ๋องก็เผือดสีลงเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เซียนอี๋เคยเห็นมา "เสนาบดีเหวิน... ช่างกล้าเล่นเกมใหญ่" เฟยหลงพึมพำเสียงต่ำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนน่าขนลุก "พวกมันไม่ได้แค่ส่งคนมาลอบสังหารเราในค่าย แต่พวกมันลักพาตัว... คนสำคัญที่สุดของแคว้นหลี่ไปแล้ว" เซียนอี๋ก้าวเข้าไปใกล้เพื่อดูข้อความในสาส์น ทว่าดวงตากลับเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บรรทัดสุดท้าย—ชื่อของบุคคลที่ควรจะปลอดภัยที่สุดในเมืองหลวง ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมลุ้นระทึกไปกับความใกล้ชิดและปมปัญหาที่กำลังเดือดดาลในตอนนี้นะคะ ไป๋เหลียนฮวา
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงร่ายกลยุทธ์ อ๋องผู้พิชิตสยบใต้ปลายพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%