เสียงกระเบื้องเคลือบแตกละเอียดกระจายเต็มพื้นห้องโถงเรือนรับรอง คือคำตอบเดียวที่หลินเซียนอี๋มอบให้กับความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ ณ เบื้องหน้า
หยาดน้ำชาสีชาดร้อนระอุยังคงเปรอะเปื้อนอยู่บนปลายชายอาภรณ์ปักดิ้นทองลายเมฆาของฉินอ๋องเฟยหลง ทว่าบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพายัพกลับมิได้ใส่ใจความสกปรกนั้นแม้แต่น้อย ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจ้องมองสตรีที่ยืนอยู่ตรงข้ามด้วยประกายไฟที่ยากจะคาดเดา—ประโยคสุดท้ายจากสายข่าวลับเมื่อครู่ยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ดั่งเงาอัปมงคลที่พร้อมจะกลืนกินลมหายใจของคนทั้งคู่ได้ทุกเมื่อ
*‘ลูกสาวตระกูลหลิน... คนที่ฆ่าล้างโคตรพวกเจ้า มิใช่เสนาบดีเหวินผู้พ่อ แต่คือคนรักที่ยืนอยู่ข้างกายเจ้าในยามนี้ต่างหาก’*
หัวใจของเซียนอี๋กระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่กระดูกสันหลัง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในดวงตา ทว่ารอยยิ้มที่แย้มขึ้นบนริมฝีปากบางกลับเยียบเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างยามเหมันต์
"ข่าวกรองจากหน่วยพยัคฆ์ทมิฬของท่านอ๋อง ช่างสรรหาเรื่องสนุกมาเล่าให้หม่อมฉันฟังในยามวิกาลเสียจริงนะคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะขอบโต๊ะไม้จันทน์แดงเพื่อพยุงกาย
เฟยหลงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางในสามก้าว กลิ่นอายบุรุษอันทรงอำนาจและกลิ่นอายสงครามที่คุ้นเคยโชยเข้าปะทะนาสิก ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีนิลทาบทับลงมาจนเงาของเขาโอบล้อมร่างอรชรไว้ทั้งหมด มือหนาเอื้อมออกไปคว้าคางมนของนางไว้ด้วยแรงที่พอเหมาะบังคับให้ดวงหน้าหวานเงยขึ้นสบตา
"เจ้ากลัวสิ่งใด เซียนอี๋" สุ้มเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปากของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้มขาวเนียน "กลัวว่าข่าวลือจะเป็นความจริง หรือกลัวว่ามือคู่นี้จะเคยเปื้อนเลือดของคนตระกูลหลินอย่างที่พวกมันกล่าวอ้างกันแน่?"
"ฝ่าบาท..." นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาคมปลาบของเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว "พระองค์คิดว่าหม่อมฉันเป็นสตรีโง่เขลา ที่จะเชื่อคำปั่นป่วนของสุนัขจนตรอกอย่างองค์ชายสามหรือเพคะ? ข่าวกรองชิ้นนี้ถูกส่งมาจากเมืองหลวงเพื่อทำลายความไว้วางใจระหว่างเรา เป็นกลยุทธ์ตื้นเขินที่ใช้ยุแยงให้ทัพพายัพปั่นป่วนก่อนศึกใหญ่จะเริ่มขึ้นแท้ๆ"
เฟยหลงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ มุมปากหนากระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไร้ความอบอุ่นแต่น่าหลงใหลจนแทบหยุดหายใจ นิ้วโป้งหยาบกร้านจากการจับดาบลูบไล้กรอบหน้าเนียนช้าๆ ราวกับกำลังพิจารณาอาวุธชิ้นโปรดที่เพิ่งค้นพบรอยร้าว
"เจ้าฉลาดเสมอ เซียนอี๋... ฉลาดจนบางครั้งข้าอยากจะควักหัวใจดวงนี้ออกมาดูว่า ข้างในนั้นมีพื้นที่หลงเหลือให้ข้าบ้างหรือไม่" เขากล่าวเสียงต่ำ "แต่เจ้าควรจะรู้เช่นกันว่า ข่าวกรองชิ้นนี้ไม่ได้มาจากองค์ชายสามผู้โง่เขลาคนนั้น"
เซียนอี๋ชะงัก ลมหายใจติดขัด "หมายความว่าอย่างไรเพคะ?"
"คนที่ส่งสายข่าวนี้มา... คือเสนาบดีเหวิน" เฟยหลงผละมือออกอย่างช้าๆ ก่อนจะหันหลังให้พิงขอบหน้าต่างที่เปิดรับสายลมยามราตรี ทอดสายออกไปยังค่ายกลทหารที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง "ตาแก่จิ้งจอกเฒ่าผู้นั้นกำลังเล่นเกมจิตวิทยา มันรู้ว่าเรากำลังจะเคลื่อนทัพกลับเมืองหลวง มันจึงโยนเชื้อไฟกองนี้เข้ามา เพื่อหวังให้เจ้ากับข้าหันมาห้ำหั่นกันเองก่อนที่ดาบเล่มแรกจะทันได้ชักออกจากฝัก"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ดั่งเสียงกระซิบจากภูตผีปีศาจในอดีต
ภาพเหตุการณ์ในคืนเพลิงผลาญเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงของเซียนอี๋ราวกับฉายซ้ำ กลิ่นคาวเลือดของบิดามารดา เสียงกรีดร้องขอชีวิต และแสงเพลิงสีส้มฉานที่แผดเผาทุกสิ่งจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน—ความแค้นที่นางฝังไว้ลึกสุดใจ ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเขย่าอีกครั้งด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประคำ
*‘คนที่ฆ่าล้างโคตรพวกเจ้า... คือคนรักที่ยืนอยู่ข้างกายเจ้าในยามนี้’*
หากเสนาบดีเหวินจงใจปล่อยข่าวนี้ แปลว่ามันต้องมีหลักฐาน หรืออย่างน้อย... มีบางสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างฉินอ๋องเฟยหลงกับโศกนาฏกรรมตระกูลหลินในอดีตอย่างปฏิเสธไม่ได้!
เซียนอี๋กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดช่วยดึงสติให้นางกลับมาควบคุมอารมณ์ได้อีกครั้ง นางสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมเศษ 1 ส่วน 3 ของความสุขุมที่เหลืออยู่ทั้งหมด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นที่สุดในชีวิต
"แล้วความจริงเล่าเพคะ... ในคืนที่ตระกูลหลินถูกเผาทำลาย ข่าวลือที่ว่าทัพหน้าของฉินอ๋องเป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลังคำสั่งลับจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน... เป็นความจริงหรือไม่?"
เฟยหลงยังคงยืนนิ่ง ไม่หันกลับมามองนาง แผ่นหลังกว้างนั้นดูโดดเดี่ยวและมั่นคงราวกับขุนเขา ทว่าความเงียบที่เขามอบให้นั้นกลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าคำปฏิเสธใดๆ
"ถ้าข้าบอกว่าใช่... เจ้าจะทำอย่างไร?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ราวกับลอยมากับสายลม
เซียนอี๋รู้สึกราวกับมีค้อนเหล็กฟาดลงกลางศีรษะ โลกทั้งใบหมุนคว่ำคะมำหงาย สติปัญญาและกลยุทธ์นับร้อยพันที่นางสะสมมานานปีคล้ายจะแตกสลายกลายเป็นผงธุลีในพริบตา นางเซถอยหลังไปสองก้าว มือเรียวคว้าจับขอบเสาเรือนไว้แน่นเพื่อไม่ให้ล้มลง
"ท่าน... ทำไม..."
ก่อนที่เซียนอี๋จะได้กล่าวคำใดต่อ ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต!
ร่างขององครักษ์เงาพยัคฆ์ทมิฬในชุดชุ่มโชกไปด้วยหยาดฝนและโลหิตพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความเร่งรีบ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด หายใจหอบกระชั้น
"เรียนท่านอ๋อง! กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับหมื่นนายเคลื่อนพลปิดล้อมเส้นทางเสบียงจากทางใต้แล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และมีพระราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวงมาถึงเมื่อครู่!"
องครักษ์ผู้นั้นยื่นม้วนพระราชโองการประทับตราหยกสีชาดที่เปื้อนคราบเลือดให้ด้วยมือที่สั่นเทา "ฮ่องเต้... มีรับสั่งปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพพายัพ และมีพระราชสาส์นลับถึงกุนซือหลิน... ให้สำเร็จโทษท่านอ๋องด้วยยาพิษสลายโลหิต ณ บัดนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
เซียนอี๋เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง มองม้วนพระราชโองการในมือองครักษ์สลับกับแผ่นหลังของบุรุษที่นางรักและชังไปพร้อมๆ กัน
ในวินาทีนั้นเอง เฟยหลงค่อยๆ หันกลับมา ชายหนุ่มไม่ได้มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย ดวงตาสีเข้มคู่นั้นทอดมองมาที่นางด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก มือหนายื่นออกไปหยิบถ้วยชาเคลือบหยกที่เหลืออยู่บนโต๊ะ รินน้ำสุราสีอำพันลงไปจนเต็มแก้ว ก่อนจะเลื่อนมันมาตรงหน้ากุนซือสาว พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากซึ่งยากจะคาดเดาความหมาย
"พระราชโองการอยู่ในมือเจ้าแล้ว กุนซือหลิน..." เฟยหลงเอ่ยเสียงเรียบ ทอดสายตาประสานกับดวงตาดำขลับที่สั่นระริกของนาง "เจ้าจะเลือกดื่มด่ำความแค้นในอดีต... หรือจะยกถ้วยพิษนี้ให้ข้าด้วยมือของเจ้าเอง?"
***
*(ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลยุทธ์และหัวใจที่เดิมพันด้วยบัลลังก์นี้ด้วยกันนะคะ)*
กุนซือหญิงร่ายกลยุทธ์ อ๋องผู้พิชิตสยบใต้ปลายพู่กัน•ตอนที่ 9
คำเตือนจากพายุ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงร่ายกลยุทธ์ อ๋องผู้พิชิตสยบใต้ปลายพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!