"หากท่านก้าวข้ามประตูเมืองหลวงไปแล้ว สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้ามิใช่เพียงท้องพระโรงที่เนืองแน่นไปด้วยขุนนางหน้าเนื้อใจเสือ แต่มันคือหลุมศพที่ขุดรอไว้สำหรับผู้ที่บังอาจขวางทางเดินขององค์ชายสาม... ท่านอ๋อง ยังทรงยืนกรานที่จะเดินหน้าต่อหรือเพคะ?"
คำถามของหลินเซียนอี๋เรียบเรื่อย ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมปลาบของฉินอ๋องเฟยหลง นางนั่งอยู่ตรงข้ามเขาภายในรถม้าหุ้มเหล็กที่กำลังควบทะยานผ่านเส้นทางสายหลักมุ่งสู่เมืองหลวง เสียงล้อรถบดกับพื้นดินดังครืดคราดสอดรับกับความเงียบงันที่แผ่ซ่าน
เฟยหลงไม่ตอบในทันที เขาขยับกายช้าๆ อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองรูปมังกรไร้เล็บของเขาดูราวกับจะกลืนกินแสงสว่างภายในรถม้าไปจนหมดสิ้น มือหนาที่กร้านจากการจับกระบี่หยิบถ้วยชาขึ้นมาหมุนวน ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก
"กุนซือเซียนอี๋ ผู้ใดให้เจ้าคิดแทนข้าเช่นนั้น?" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดัน "ข้ากรำศึกเหนือใต้มานับสิบปี ขุนนางในเมืองหลวงที่ผอมแห้งดั่งกิ่งไม้พวกนั้นหรือจะทำอะไรข้าได้ ที่ข้ากังวลมิใช่มีดที่เปิดเผย แต่คือยาพิษในถ้วยชาของมิตรสหายต่างหาก"
หลินเซียนอี๋หลุบตาลงมองปลายนิ้วตนเอง "หากเป็นเช่นนั้น หม่อมฉันจะถือเสียว่าหม่อมฉันคือถ้วยชาใบนั้นที่ท่านต้องระแวงระวังไว้ให้ดีเพคะ"
รถม้าหยุดกะทันหันจนร่างของทั้งสองเสียหลักเล็กน้อย เสียงฝีเท้าของม้านับร้อยหยุดลงพร้อมกันภายนอก ความเงียบที่ผิดธรรมชาติเข้าปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ เซียนอี๋ขยับมือไปที่พัดจีบในแขนเสื้อ ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง นางรับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่แฝงมากับลมหนาวที่โชยผ่านรอยแยกของผ้าม่าน
"ไม่ต้องลงไป" เฟยหลงสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะกระชากผ้าม่านหน้าต่างออก
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือขบวนทหารเกราะเงินกว่าห้าสิบนายที่ปิดล้อมรถม้าไว้ ท่ามกลางหมอกจางยามใกล้ค่ำ ผู้นำขบวนคือขุนนางระดับสูงที่คุ้นตา—เสนาบดีเหวิน ผู้ซึ่งกุมอำนาจการคลังของแผ่นดินไว้ในกำมือ ใบหน้าแก่ชรานั้นแย้มยิ้ม ทว่าแววตาหาได้มีความยินดีแฝงอยู่ไม่
"ท่านอ๋อง" เสนาบดีเหวินประสานมือคารวะทว่าหลังยังคงตั้งตรง "ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาด่วนให้ท่านเข้าเฝ้าโดยเร็วที่สุด แต่ด้วยสถานการณ์ที่เมืองหลวงกำลังวุ่นวาย พระองค์จึงทรงให้ข้าพเจ้านำกองกำลังมา 'อารักขา' ท่านด้วยตนเอง"
คำว่า 'อารักขา' ถูกเน้นย้ำอย่างมีนัยยะ เซียนอี๋ที่นั่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใส "ใต้เท้าเหวินช่างมีน้ำใจยิ่งนัก ทว่ากองกำลังอารักขาของท่านอ๋องมีเพียงพอแล้ว หากจะเพิ่มเข้ามาอีก เกรงว่าคนนอกจะเข้าใจผิดคิดว่าท่านอ๋องกำลังถูกคุมตัวเข้าเมืองหลวงนะเพคะ"
เสนาบดีเหวินหันมามองกุนซือสาว สายตาที่จ้องมองนางราวกับจะวิเคราะห์ว่านางคือหมากตัวใดในกระดานนี้ "แม่นางหลิน... ข่าวลือเรื่องกุนซือหญิงข้างกายท่านอ๋องช่างเลื่องลือเสียจริง ดูท่าท่านอ๋องจะหวงแหนที่ปรึกษาผู้นี้เสียเหลือเกิน ถึงกับต้องนำติดตัวมาในทุกที่แม้แต่ในยามที่สถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้"
"ข้าเลือกคนไม่ผิดหรอก" เฟยหลงกล่าวขัดจังหวะ ดวงตาดุดันของเขากวาดมองกองกำลังโดยรอบราวกับจะฉีกร่างคนเหล่านั้นออกเป็นชิ้นๆ "ในเมื่อท่านอ๋องมาถึงที่นี่แล้ว ก็จงนำทางไปเถอะ อย่าให้ฝ่าบาทต้องทรงรอนานไปกว่านี้"
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูเมืองหลวงอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาของราษฎรที่มองดูด้วยความสงสัย เซียนอี๋มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเหล่าขุนนางที่แอบมองจากมุมมืดของตึกแถว ทุกคนต่างกำลังรอคอยการปะทะครั้งใหญ่ที่จะสั่นคลอนบัลลังก์ในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า
เมื่อถึงตำหนักรับรองในเขตพระราชฐานชั้นใน เซียนอี๋ถูกแยกไปพักที่เรือนรับรองแขกต่างเมือง นางทรุดกายลงนั่งบนตั่งไม้แกะสลัก ความล้าสะสมจากเส้นทางอันยาวไกลทำให้นางรู้สึกปวดหนึบที่ขมับ ทว่านางไม่มีเวลาให้พักผ่อน นางหยิบแผนผังโครงสร้างของวังหลวงขึ้นมาคลี่ออก บนแผนที่นั้นเต็มไปด้วยจุดเครื่องหมายที่นางเพิ่งวาดขึ้นใหม่จากข้อมูลที่ได้รับตลอดการเดินทาง
*หากองค์ชายสามต้องการกำจัดฉินอ๋อง เขาต้องลงมือในคืนนี้ที่งานเลี้ยงต้อนรับ* นางคิดในใจ พลางขีดฆ่าชื่อขุนนางบางคนออก
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นสามครั้ง ตามด้วยเสียงของขันทีรับใช้ "แม่นางหลิน มีคนฝากจดหมายฉบับนี้มาให้ท่านขอรับ"
เซียนอี๋ลุกขึ้นเดินไปรับจดหมาย ขันทีผู้นั้นรีบเดินจากไปทันที นางเปิดจดหมายฉบับนั้นออก กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยลอยแตะจมูก ทว่าเมื่ออ่านเนื้อหาในจดหมาย ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ
*'ในขบวนเสด็จที่ท่านอ๋องจะเข้าเฝ้าในคืนนี้ มีหนึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ... และเขากำลังรอที่จะแทงข้างหลังท่านอ๋องในยามที่พระองค์ทรงเผลอที่สุด'*
หัวใจของเซียนอี๋เต้นรัว นางรีบคว้าผ้าคลุมไหล่แล้วก้าวเท้าออกจากเรือนพักทันที ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะพ้นประตูเรือน ร่างสูงโปรดของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาขวางทางนางไว้
ใบหน้าหล่อเหลาที่เปื้อนยิ้มอย่างร้ายกาจ—องค์ชายสาม ประทับยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเขาพราวระยับราวกับมองเห็นชัยชนะอยู่ตรงหน้า
"กุนซือเซียนอี๋ ดูท่าท่านจะรีบร้อนไปพบท่านอาของข้าจนลืมรักษามารยาทกับเจ้าบ้านไปเสียแล้วนะ" องค์ชายสามกล่าว พลางขยับกายเข้ามาใกล้จนเซียนอี๋ได้กลิ่นกำยานแปลกปลอมจากตัวเขา "คืนนี้ท่านอ๋องจะไม่มีวันได้ก้าวออกจากท้องพระโรงด้วยลมหายใจเดิมอีกต่อไป และท่าน... จะเป็นของข้า เพื่อชดใช้ให้กับความผิดที่ท่านบังอาจนำทางเขามาสู่ความตายนี้"
เซียนอี๋ถอยหลังกรูด มือพยายามคลำหาอาวุธลับในแขนเสื้อ แต่นางกลับพบเพียงความว่างเปล่า—ถุงอาวุธลับของนางหายไปตั้งแต่นางก้าวเข้ามาในเรือนพักนี้แล้ว!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลยุทธ์และหัวใจที่เดิมพันด้วยบัลลังก์นี้ด้วยกันนะคะ ไป๋เหลียนฮวา
กุนซือหญิงร่ายกลยุทธ์ อ๋องผู้พิชิตสยบใต้ปลายพู่กัน•ตอนที่ 10
การเดินทางสู่เมืองหลวง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงร่ายกลยุทธ์ อ๋องผู้พิชิตสยบใต้ปลายพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!