เสียงสะบัดปลายพู่กันขนกระต่ายป่ากระทบลงบนกระดาษซวนจื่อแผ่นบางเบาดังชัดเจน ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องหนังสือลับของจวนฉินอ๋อง
หลินเซียนอี๋ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงสง่าที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางรู้ดีว่าผู้มาเยือนคือใคร กลิ่นอายสนBหมึกผสมกลิ่นจันทร์เทศจางๆ ที่ลอยมาแตะนาสิกนั้นคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, เซียนอี๋"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้น พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ที่เอื้อมมากุมข้อมือเรียวระหงของนางไว้ รั้งมิให้ปลายพู่กันวาดเส้นสายลงไปบนแผนที่ยุทธศาสตร์อีกต่อไป แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามปกปิดอย่างสุดซึ้ง
เซียนอี๋ค่อยๆ วางพู่กันลงในอ่างน้ำหมึกช้าๆ นางเบือนหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้กุมชะตากำลังพลครึ่งแคว้น ดวงตาคู่คมของฉินอ๋องเฟยหลงเวลานี้ดุจดั่งเหยี่ยวในยามค่ำคืนที่กำลังจ้องเหยื่อ ทว่าแววตานั้นกลับไหววูบด้วยความกังวลที่นางอ่านออกทะลุปรุโปร่ง
"หากหม่อมฉันไม่เดินหมากตานี้ เกรงว่าหัวบนบ่าของพวกเราคงอยู่ไม่พ้นคืนวันเพ็ญหน้าหรอกเพคะ ท่านอ๋อง" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน "เสนาบดีเหวินกับองค์ชายสามคิดว่าพวกเขากุมยุทธศาสตร์การค้าเกลือและคลังเสบียงในมณฑลใต้ไว้ในมือ จะสามารถบีบให้ท่านจนมุมได้... ช่างเป็นความคิดที่ตื้นเขินยิ่งนัก"
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียนนุ่มของนาง "พวกมันส่งฎีกาลับกล่าวหาว่ากองทัพชายแดนทุจริตงบประมาณเสบียง โดยมีหลักฐานปลอมแปลงที่แนบเนียนจนเสด็จพ่อเริ่มคล้อยตามแล้ว เจ้ายังจะมีใจมานั่งวาดภาพเล่นอยู่อีกหรือ?"
"ใครบอกว่าหม่อมฉันวาดภาพเล่นกันเลเพคะ?" เซียนอี๋พลิกข้อมือหลุดจากการพันธนาการอย่างนุ่มนวล นางหยิบกระดาษแผ่นที่เพิ่งเขียนเสร็จขึ้นมาเป่าเบาๆ จนหมึกแห้งสนิท ก่อนจะส่งให้เขา "นี่คือรายชื่อพ่อค้าคนกลางสิบสองรายที่ลักลอบค้าเกلوเถื่อนร่วมกับตระกูลเหวินตลอดสามปีที่ผ่านมา และนี่..." นางหยิบแผ่นที่สองขึ้นมา "คือบัญชีลับที่ระบุเส้นทางการเงินซึ่งถูกถ่ายโอนไปยังจวนองค์ชายสามเพื่อใช้เป็นทุนในการสะสมกองกำลังส่วนตัว"
ฉินอ๋องรับกระดาษทั้งสองแผ่นมาทอดพระเนตร ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ยิ่งกวาดสายตาอ่านลึกซึ้งเท่าใด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนริมฝีปากของท่านอ๋องก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น
"เจ้า... ไปได้หลักฐานชิ้นนี้มาจากไหน?" เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้าด้วยความทึ่ง ระคนความลุ่มหลงที่ยากจะต้านทาน สตรีผู้นี้มักจะก้าวล้ำหน้าศัตรูไปสามก้าวเสมอ สมกับที่เป็นมันสมองอันล้ำค่าที่สวรรค์ส่งมาให้เขา
"ความลับเพคะ" เซียนอี๋ยิ้มพราย ดวงตาคู่งามระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด "แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ หมากตานี้มิได้มีไว้เพื่อป้องกันตัว แต่มีไว้เพื่อ 'โต้กลับ' ต่างหาก"
นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ผายมือเชิญให้ท่านอ๋องทอดพระเนตรแผนการที่วางไว้บนโต๊ะ
"ในวันพรุ่งนี้ ท้องพระโรงจะเปิดประชุมขุนนาง เสนาบดีเหวินจะต้องยกเรื่องคดีทุจริตเสบียงขึ้นมาโจมตีพระองค์อย่างแน่นอน พวกมันเตรียมพยานปากเอกไว้แล้ว... เป็นพ่อค้าเกลือผู้หนึ่งที่ถูกพวกมันซื้อตัวไว้" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ดั่งสุนัขจิ้งจอกจำแลง "เมื่อถึงเวลานั้น ให้ท่านอ๋องทำทีเป็นจนมุมและจำนนต่อหลักฐาน ปล่อยให้พวกมันได้ใจจนสุดกำลัง"
"แล้วเจ้าจะให้ข้าก้มหัวให้พวกสุนัขจิ้งจอกพวกนั้นหรือ?" เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น ไม่เห็นด้วยกับการต้องแสดงละครยอมจำนน
"ชั่วคราวเพคะ..." เซียนอี๋เอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อกว้างของเขาเบาๆ สัมผัสแผ่วเบานั้นราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน ทำให้ร่างสูงชะงักงัน "อดเปรี้ยวไว้กินหวานเพคะท่านอ๋อง เมื่อเสนาบดีเหวินทูลถวายฎีกาปรักปรำจนถึงที่สุดแล้ว พระองค์ค่อยหยิบ 'ฎีกาลับฉบับที่สาม' นี้ขึ้นมาทูลเกล้าฯ ถวายฮ่องเต้..."
นางหยิบซองกระดาษสีชาอีกซองหนึ่งขึ้นมา ชูให้เขาดูช้าๆ
"ภายในซองนี้ มิใช่เพียงหลักฐานการทุจริต แต่มันคือสัญญาลับระหว่างเสนาบดีเหวินกับชนเผ่าทางเหนือในการขายแผนที่ค่ายกลชายแดน แลกกับการสนับสนุนให้องค์ชายสามขึ้นครองราชย์... ข้อหานี้ มิใช่แค่ทุจริตงบประมาณ แต่มันคือ 'กบฏ' เพคะ!"
สิ้นคำพูดของนาง ห้องหนังสือทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวราวกับพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นในทะเลลึก เฟยหลงจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งยำเกรง ทั้งหลงใหล และเทิดทูนนางไว้เหนือสิ่งอื่นใด สตรีผู้นี้งดงามดั่งภาพวาด ทว่าเฉียบคมและเลือดเย็นยิ่งกว่าคมดาบในมือเขาเสียอีก
"เซียนอี๋..." เฟยหลงเอמהเรียกชื่อนางแผ่วเบา ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างไร้ซุ่มเสียง จนแผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นหนังสือด้านหลัง วงแขนแกร่งยกขึ้นกักขังนางไว้ระหว่างอ้อมอก กลิ่นกายบุรุษอบอวลไปด้วยความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านออกมาจนน่าใจหาย "เจ้าช่าง... อันตรายยิ่งนัก"
"ท่านอ๋องทรงชมเกินไปแล้วเพคะ..." หัวใจของเซียนอี๋เต้นระรัวราวกับกลองศึก แม้ใบหน้าจะยังคงแสดงความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้เป็นอย่างดี แต่นัยน์ตากลับไหววูบเมื่อยามที่ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาปะติกปะต่ออยู่ใกล้ชิดเพียงคืบ "โปรดถอยออกไปก่อนเพคะ เวลานี้มิใช่เวลามา..."
"เวลาอันใดกัน?" เฟยหลงกระซิบชิดริมใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าสั่นพร่าด้วยแรงปรารถนา "ข้ากำลังจะชนะศึกครั้งใหญ่ที่เจ้าเป็นคนวางแผนให้ แล้วเหตุใดข้าจึงจะรับรางวัลจากกุนซือคนเก่งไม่ได้เล่า?"
ริมฝีปากหยักลึกก้มลงหมายจะสัมผัสกลีบปากนุ่มที่เอาแต่เอ่ยคำพูดชาญฉลาดเหล่านี้ ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะได้สัมผัสกัน เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศอันลึกซึ้งลงในพริบตา
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขององครักษ์เอกดังลอดเข้ามาด้วยความร้อนรน "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มีราชโองการด่วนจากในวังหลวง... ประกาศปลดท่านอ๋องจากการบัญชาการกองทัพทักษิณในค่ำคืนนี้ และมีรับสั่งให้กุมตัวคุณหลินเซียนอี๋เข้าคุกหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉินอ๋องชะงักกุนซือในอ้อมแขนทันที ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีนิลกาฬอันเย็นเยียบในเสี้ยววินาที ร่างสูงผละออกจากนางอย่างรวดเร็ว บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันดั่งมัจจุราชที่พร้อมจะสังหารผู้คนได้ทุกเมื่อ
เซียนอี๋ขมวดคิ้วแน่น ความคิดในหัวหมุนวนอย่างรวดเร็ว นางคำนวณหมากตานี้ไว้ทุกรูปแบบแล้ว เหตุใดจึงมีราชโองการนี้เกิดขึ้นก่อนกำหนดถึงหนึ่งวันเต็ม? หรือว่า... จะมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในจวนของพวกเขาเอง?
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินหมากและลุ้นระทึกไปกับแผนการอันล้ำลึกในบทนี้ด้วยกันนะคะ ไป๋เหลียนฮวา
กุนซือหญิงร่ายกลยุทธ์ อ๋องผู้พิชิตสยบใต้ปลายพู่กัน•ตอนที่ 14
หมากที่ไม่มีวันแพ้
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงร่ายกลยุทธ์ อ๋องผู้พิชิตสยบใต้ปลายพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!