“คุณ... คุณจางเหว่ย! คุณหมอหลิน! แย่แล้วครับ! เกิดเรื่องใหญ่ที่ชายป่าท้ายหมู่บ้านแล้ว!”
เสียงตะโกนแหบพร่าของเด็กหนุ่มผู้ใหญ่บ้านรองวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูรั้วไม้ไผ่ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าคมคายที่บิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก หลินฟางเซียนที่กำลังงละมุนมืออยู่กับการคัดแยกรากโสมสดในลานบ้านชะงักมือทันที ดวงตากลมโตฉายแววคมกริบ เธอตวัดสายตาขึ้นมองเด็กหนุ่มก่อนจะกวาดสายตาไปยังร่างสูงใหญ่ของสามีที่กำลังซ่อมแซมด้ามจอบอยู่ไม่ไกล
จางเหว่ยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ สันจَมูกโด่งเป็นสันคมและกรามที่ขบเข้าหากันจนขึ้นเป็นสันนูนบ่งบอกถึงคลื่นอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วน เขาโยนจอบในมือลงบนพื้นดินเสียงดัง *ตุบ* ฝุ่นตลบฟุ้ง ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้ามาประชิดตัวภรรยาโดยสัญชาตญาณ มือหยาบกร้านแต่ทว่าอบอุ่นเอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่เปื้อนคราบดินสมุนไพรเอาไว้มั่น
“ฟางเซียน อยู่ในบ้าน ล็อคประตูให้เรียบร้อย” น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มก้องกังวานเต็มไปด้วยอำนาจและความเด็ดขาด
“ไม่ค่ะ ฉันจะไปกับคุณด้วย” ฟางเซียนสบตาเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว ดวงตาคู่นั้นสะท้อนความเด็ดเดี่ยวและเฉลียวฉลาด เธอย่อมรู้ดีว่าเหตุการณ์ที่ชายป่าท้ายหมู่บ้านย่อมเกี่ยวข้องกับพวกปากหอยปากปูที่มักจะหาเรื่องเธอลับหลังเป็นแน่ และเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงยุคเจ็ดสิบที่จะยอมให้ใครมาหยามเกียรติได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อมีตระกูลสามีตัวแสบหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง
จางเหว่ยจ้องมองภรรยาครู่หนึ่ง ในแววตาคมกริบของอดีตทหารผ่านศึกมีความกังวลฉายชัด แต่เมื่อเห็นความดื้อรั้นและประกายความมั่นใจในดวงตาคู่สวยนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ตามมา... แต่อย่าห่างจากหลังฉันเป็นอันขาด”
ณ ชายป่าท้ายหมู่บ้าน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความตึงเครียดและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถาง ฝูงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยกำลังยืนล้อมวงล้อมรอบร่างของหญิงชราผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือป้าสะใภ้ใหญ่จอมเจ้าเล่ห์แห่งตระกูลจาง นางกำลังยืนเท้าสะเอว ชี้หน้าด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายใส่ร่างของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่กำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้นดิน
“นังเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่! แกกล้าดียังไงถึงมาขโมยลูกพลับป่าของบ้านฉัน! สองสามีภรรยาคู่นั้นสั่งสอนแกมายังไงถึงได้เป็นโจรตั้งแต่ตัวแค่นี้!” เสียงแหลมสูงบาดแก้วหูของป้าสะใภ้ใหญ่ดังลั่น เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากชาวบ้านรอบข้าง
หลินฟางเซียนมาถึงพอดี เธอกวาดสายตาปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นแผนการใส่ร้ายป้ายสี เด็กหญิงคนนี้มักจะมาช่วยเธอกวาดลานบ้านและรับเศษขนมปังสมุนไพรอยู่บ่อยๆ เป็นเด็กดีและซื่อสัตย์ไม่มีทางขโมยของใครแน่ ที่สำคัญ... ลูกพลับป่าที่ป้าสะใภ้ใหญ่ถืออยู่เต็มตะกร้านั้นเป็นผลผลิตที่ขึ้นอยู่บนที่ดินสาธารณะ ไม่ใช่ของตระกูลจางเสียหน่อย!
“ปากระโถนทิ้งความสกปรกแบบนี้ ระวังลมจะพัดเข้าปากจนลิ้นเน่าตายนะคะ ป้าสะใภ้ใหญ่”
น้ำเสียงใสแต่กังวานราดรดลงกลางวงล้อมราวกับน้ำเย็นจัด หลินฟางเซียนก้าวเท้าออกมาจากด้านหลังของจางเหว่ย ใบหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากทำให้ผู้สูงวัยกว่าถึงกับสะعือก
ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าดำคร่ำเครียด นางหันขวับมาถลึงตาใส่ “นังสะใภ้ตัวซวย! แกกล้าด่าฉันเรอะ! ดูเอาเถอะครับพ่อแม่พี่น้อง สะใภ้บ้านนี้มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง สามีมันก็เป็นแค่ไอ้ใบ้พิการไร้ค่า ส่วนมันก็เป็นแค่หมอเถื่อนที่ชอบหลอกลวงชาวบ้าน!”
คำว่า ‘ไอ้ใบ้พิการไร้ค่า’ หลุดออกมาจากปากของหญิงแก่ ทำให้อากาศรอบตัวลดฮวบลงทันทีราวกับเข้าสู่ฤดูหนาวเหน็บ
จางเหว่ยไม่พูดพร่ำทำเพลง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าสีเขียวเข้มก้าวทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วดุจพญาเสือดาว รัศมีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวที่หล่อหลอมมาจากสนามรบจริงถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้ความปรานี เขายืนขวางหน้าภรรยาเอาไว้ สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองป้าสะใภ้ใหญ่จนนางถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ
“พูด... อีก... ที... สิครับ” จางเหว่ยเอ่ยทีละคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือกจนคนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ป้าสะใภ้ใหญ่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้นางจะปากเก่งแค่ไหน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้จริงๆ ของจางเหว่ย นางก็ขาอ่อนแรงจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น “คะ... แค่พูดความจริง... นังนี่มัน...”
*เพียะ!*
เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหวไม่ได้มาจากมือของจางเหว่ย แต่มาจากมือเรียวบางของหลินฟางเซียนที่ก้าวเข้ามาตบเข้าที่ใบหน้าของป้าสะใภ้ใหญ่อย่างฉาดใหญ่ แรงกระแทกทำให้นางเซถลาไปชนกับต้นไม้ใหญ่จนตะกร้าลูกพลับหลุดจากมือ กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
“นี่คือค่าปากเสียที่ใส่ร้ายเด็ก และนี่คือค่าที่บังaaniรดูถูกสามีฉัน!” หลินฟางเซียนสะบัดมือเบาๆ ใบหน้าของเยังคงนิ่งสงบแต่นัยน์ตากลับลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ “กฎหมายยุคนี้ห้ามทำร้ายร่างกายกันก็จริงนะคะ แต่ถ้าเป็นการป้องกันตัวจากการถูกหมิ่นประมาทและปกป้องชื่อเสียงของครอบครัว ฉันคิดว่าคณะกรรมการหมู่บ้านคงเข้าใจดี!”
ชาวบ้านรอบข้างต่างพากันซุบซิบและพยักหน้าเห็นด้วย เพราะทุกคนต่างรู้ดีถึงนิสัยเอาเปรียบและชอบรังแกคนอื่นของป้าสะใภ้ใหญ่
จางเหว่ยหันกลับมามองภรรยา แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงทันที เขายื่นมือหนามาโอบเอวบางของเธอไว้หลวมๆ เป็นการแสดงออกถึงการปกป้องและสนับสนุนอย่างเต็มร้อย ท่าทางที่อ่อนโยนต่อภรรยาแต่ดุดันต่อคนอื่นทำให้สาวๆ หลายคนในหมู่บ้านแอบอิจฉาตาร้อน
“กลับบ้านกันเถอะค่ะ” หลินฟางเซียนเงยหน้าสบตาสามี รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“อืม กลับบ้านเรากัน” จางเหว่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดในรอบหลายปี
ทั้งสองคนหันหลังเตรียมจะเดินกลับ แต่ทว่า... ก่อนที่พวกเขาจะก้าวพ้นจากชายป่า เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนพร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
“คุณจางเหว่ย! คุณหมอหลิน!แย่แล้วครับ! ที่ลานตากสินค้าหน้าหมู่บ้าน... มีคนจากตัวอำเภอมาพังแผงขายยาสมุนไพรของคุณแล้วครับ!”
หัวใจของหลินฟางเซียนกระตุกวูบ ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘แผงขายยาสมุนไพร’ เพราะในนั้นมี... วัตถุดิบสำคัญล็อตใหญ่ที่เธอเพิ่งนำออกมาจากมิติลับเพื่อเตรียมส่งให้พ่อค้าคนกลางในวันพรุ่งนี้!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "อวี้ซินหมอยายุค 70" มาโดยตลอดนะคะ
คุณหมอหญิงแห่งหมู่บ้านชายแดนกับวิถีเกษตรกรยอดอัจฉริยะ•ตอนที่ 13
จางเหว่ยออกโรง
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงแห่งหมู่บ้านชายแดนกับวิถีเกษตรกรยอดอัจฉริยะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!