"คุณแม่... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ"
เสียงของคินน์หลุดลอดออกมาด้วยความตกใจระคนเคร่งเครียด น้ำเสียงที่เคยราบเรียบและเยือกเย็นกลับสะดุดกึกอย่างเห็นได้ชัด เมื่อร่างเพรียวสง่าของหญิงวัยกลางคนในชุดสูทเข้ารูปสีเข้ม ก้าวพ้นม่านหมอกหนาทึบและสายฝนโปรยปรายเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้านพักตากอากาศกลางหุบเขาแห่งนี้
ดวงตาคมกริบของผู้เป็นมารดากวาดมองสภาพความเปียกปอนของคินน์ ก่อนจะเลื่อนมาหยุดอยู่ที่เรน ซึ่งยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังด้วยความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับลงบนหน้าอก
"ถ้าแม่ไม่ตามมาเห็นกับตา คงไม่รู้ว่าลูกชายคนโตของตระกูลธนandากุล จะทิ้งการประชุมผู้ถือหุ้นมูลค่าหลายพันล้าน เพื่อขับรถฝ่าพายุมาติดอยู่กับเด็กฝึกงานคนนี้ในป่าลึก" คุณหญิงกานดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทรงพลังจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที
เรนเม้มริมฝีปากแน่น สมองหมุนเร็วจี๋เพื่อประเมินสถานการณ์ คำถามของคุณหญิงกานดาเมื่อครู่ที่ดังผ่านโทรศัพท์มาก่อนหน้านี้ ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท *'คินน์... ลูกมาทำอะไรที่เชียงใหม่กับเด็กนี่? แล้วหนูรินล่ะ รู้เรื่องนี้หรือยัง!'*
และตอนนี้... คำถามนั้นไม่ได้อยู่แค่ปลายสายอีกต่อไป แต่มันมายืนจ้องหน้าพวกเขาแบบตัวเป็นๆ แล้ว
"มันไม่ใช่..." คินน์ขยับตัวก้าวเข้ามาบังร่างของเรนไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองมารดาด้วยความระแวดระวัง "ผมมีธุระส่วนตัวที่ต้องจัดการที่นี่ และเรนก็แค่มารับหน้าที่ผู้ช่วยประสานงาน..."
"ธุระส่วนตัว?" คุณหญิงกานดายกยิ้มมุมปากอย่างเยียบเย็น สายตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบกระท่อมไม้หลังเล็กที่มีเตียงนอนเพียงเตียงเดียว และเสื้อผ้าที่ถูกถอดพาดไว้เพื่อผึ่งลม "ธุระส่วนตัวที่ต้องมาติดฝนกันสองต่อสองในกระท่อมกลางป่า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีทางหนีทีไล่ แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่า 'การจัดการเรื่องงาน'"
"คุณป้าครับ..." เรนตัดสินใจก้าวออกมาเผชิญหน้าด้วยตัวเอง แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความกังวล แต่ในเมื่อเรื่องราวมันบานปลายมาถึงจุดนี้ การเงียบไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด "เรื่องทั้งหมดผมเป็นคนขอร้องให้คุณคินน์พามาที่นี่เองครับ เขาไม่ได้ตั้งใจจะ..."
"ฉันไม่ได้ถามเธอ, เรน"
น้ำเสียงเฉียบขาดของคุณหญิงกานดาตัดบททันที พร้อมกับสายตาคมกริบที่ส่งตรงมายังเรนราวกับจะเฉือนเนื้อ "เธอเป็นแค่เด็กฝึกงานในบริษัท หน้าที่ของเธอคือทำตามคำสั่ง ไม่ใช่การลากผู้บริหารระดับสูงให้เสียการเสียงานแบบนี้... เธอกำลังทำลายอนาคตของเขา รู้ตัวบ้างไหม?"
คำพูดนั้นหนักอึ้งและคมกริบยิ่งกว่าสายฝนที่กำลังกระหน่ำซัดสาดหลังคาไม้ เรนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉานด้วยความจริงที่ว่า 'ช่องว่างระหว่างเรา' มันกว้างใหญ่เกินกว่าจะข้ามผ่านได้จริงๆ
คินน์ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปーン มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือของเรนไว้แน่น เป็นการแสดงออกทางกายภาพที่ชัดเจนที่สุดว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครมาหยามเกียรติคนของเขา ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นแม่บังเกิดเกล้าก็ตาม
"พอได้แล้วครับคุณแม่!" คินน์ยกระดับเสียงขึ้นเล็กน้อย แววตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ผมไม่ใช่เด็กอายุสิขขวบที่จะต้องให้ใครมาคอยบงการชีวิต เรนไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากจะโกรธ อยากจะลงโทษ มาลงที่ผมคนเดียว!"
"คินน์!" คุณหญิงกานดาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าลูกชายจะกล้าขึ้นเสียงใส่เธอเพื่อปกป้องเด็กคนนี้ "ลูกกล้าขึ้นเสียงใส่แม่เพื่อเด็กนี่เหรอ? แล้วหนูรินล่ะ ลูกลืมไปแล้วหรือไงว่าผู้ใหญ่ตกลงอะไรกันไว้!"
ชื่อของ 'หนูริน' หลุดออกมาอีกครั้ง พร้อมกับความเงียบงันที่เข้าปกคลุมพื้นที่ในห้องแคบๆ นี้ทันที
เรนชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เต้นระรัวอยู่แล้วกลับกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม *หนูริน*... คู่หมั้นที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ลูกสาวนักธุรกิจตระกูลดังที่ถูกวางตัวไว้เคียงคู่กับคินน์... แล้วเขาล่ะ? เขามันก็แค่ตัวปัญหาที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างเกมธุรกิจและความคาดหวังของครอบครัว
ความรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก เรนค่อยๆ แกะมือของคินน์ที่กุมข้อมือตนไว้ออกอย่างนุ่มนวล แต่เด็ดเดี่ยว
คินน์หันขวับมามองเรนทันที แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด "เรน..."
"คุณคินน์พูดถูกครับ..." เรนฝืนยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ดูเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการร้องไห้ "ผมมันก็แค่เด็กฝึกงาน... ไม่ควรล้ำเส้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"
พูดจบ เรนก็หันหลังคว้าเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวของตัวเองขึ้นมาสวม เตรียมจะก้าวเดินออกไปเผชิญกับสายฝนที่ยังคงกระหน่ำข้างนอกนั่น ดีกว่าต้องทนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นหัวใจจนหายใจไม่ออกแบบนี้
"เธอจะไปไหน!" คินน์คำรามลั่น พุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนเรนไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม ดวงตาสีเข้มฉายแววร้อนรนอย่างที่เรนไม่เคยเห็นมาก่อน "ข้างนอกฝนตกหนัก ทางก็มืด ป่าดิบแบบนี้เธอจะบ้าเหรอ!"
"ปล่อยผมเถอะครับ..." เรนพยายามดึงแขนออก น้ำตาคลอเบ้าแต่พยายามกลั้นไว้สุดชีวิต "ให้ผมออกไปเถอะครับ จะได้ไม่ต้องมีใครเดือดร้อนเพราะผมอีก... ปล่อย!"
"ฉันไม่ปล่อย!" คินน์ตะคอกใส่ด้วยความเหลืออด แรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานานระเบิดออกมาพร้อมกับดวงตาที่แดงก่ำ "ฉันบอกว่าไม่ให้ไป ฟังภาษาคนไม่เข้าใจรึไงวะ!"
"คินน์! หยุดกิริยาต่ำๆ แบบนั้นเดี๋ยวนี้!" คุณหญิงกานดาปรี่เข้ามาหมายจะดึงลูกชายออกห่าง แต่จังหวะนั้นเอง...
*เปรี๊ยะ!*
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นจนพื้นดินใต้กระท่อมสั่นสะเทือน ตามมาด้วยความมืดสนิทที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในห้องลงในพริบตา ระบบไฟฟ้าของกระท่อมตัดขาดทันที ท่ามกลางเสียงลมพายุที่โหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงจากฟ้าแลบที่สาดส่องเข้ามาเป็นระยะ ทำให้เห็นเงาของกันและกันรางๆ
เรนสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ หายใจหอบถี่ในความมืด และในวินาทีที่เขากำลังจะถอยหลังหนี มืออุ่นจัดของใครบางคนก็คว้าเอวบางของเขาเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างใบหู
ไม่ใช่เสียงของคุณหญิงกานดา... และไม่ใช่เสียงของใครอื่น
"อย่าดื้อกับฉันในเวลานี้ เรน..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมฝีปาก ทรงพลังและดึงดูดใจจนเรนแทบหยุดหายใจ "ไม่ว่าใครจะพูดอะไร หรือแม่จะสั่งให้ทำอะไร... ฉันไม่มีทางปล่อยมือจากเธอเด็ดขาด จำใส่ใจไว้ซะ"
ทว่า ในขณะที่หัวใจของเรนกำลังเต้นระรัวด้วยความสับสนและหวั่นไหวกับสัมผัสแนบชิดในความมืดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครอีกหลายคนก็ดังขึ้นที่ระเบียงด้านนอก พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระแทกกระทั้น และเสียงตะโกนเรียกที่ทำให้เลือดในกายของคินน์และเรนเย็นเฉียบลงพร้อมกัน...
"คุณคินน์ครับ! คุณหญิงครับ! แย่แล้วครับ ทางลงเขาดินถล่ม รถของเราติดหล่ม ออกไปไหนไม่ได้แล้วครับ!"
________________________________________
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความสัมพันธ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของคินน์และเรนนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!* - **ดรากอนไรเดอร์**
ดีลรักฉบับร้ายนายตัวแสบ•ตอนที่ 19
หลงทางในป่าใจ
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลรักฉบับร้ายนายตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!