เม็ดฝนขนาดใหญ่เท่าเหรียญบาทกระแทกกับพื้นยางมะตอยจนเกิดเสียงซู่ใหญ่ ระเบิดละอองน้ำสีเทาทึบปิดตายทัศนียภาพของย่านการค้าใจกลางเมืองในชั่วพริบตา เสียงฟ้าร้องคำรามก้องสะเทือนโครงสร้างตึกแถวโบราณ จนป้ายไฟนีออนกระพริบไหวและดับวูบลงเหลือเพียงความมืดสลัว
"ให้มันได้อย่างนี้สิ... ตรวจไซต์งานเสร็จฝนดันเทกระหน่ำลงมาแบบไม่เกรงใจชุดสูุทรของฉันเลยสักนิด"
ณิชารีย์สบถเบาๆ พลางสะบัดชายเสื้อสูทสีเทาเข้มที่เปียกชื้นแนบเนื้อ เธอใช้มือปัดปอยผมที่ลู่แนบกรอบหน้าอย่างหงุดหงิด ดวงตากลมโตคมกริบกวาดตามองหาที่หลบฝน ทว่าร้านรวงรอบด้านต่างปิดไฟเงียบเพราะทนกระแสไฟตกไม่ไหว เหลือเพียงเต็นท์ผ้าใบสีซีดจางของร้านอาหารข้างทางแห่งหนึ่งที่มีแสงไฟนีออนดวงเล็กจากแบตเตอรี่รถยนต์ส่องสว่างสลัว และควันโขมงที่ลอยคลุ้งกลิ่นเครื่องเทศเตะจมูก
ส่วนผู้ชายที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ เธอกลับทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตกสลาย
ภาคินยืนนิ่งสนิท ไหล่กว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ตอนนี้เริ่มยับยู่ยี่ห่อหุ้มด้วยสูทแบรนด์เนมราคาแพง ดวงตาคมกราบกรานมองเต็นท์ผ้าใบตรงหน้าด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับมันเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคที่พร้อมจะกระโดดมาเกาะผิวหนังสะอาดสะอ้านของเขา
"คุณคินคะ ยืนทำหน้าเป็นรูปปั้นหินทรายอยู่ได้ ถ้ายังไม่อยากตัวเปียกจนปอดบวมตายคาฟุตบาท เชิญก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างในค่ะ" ณิชาหันไปเลิกคิ้วใส่ พร้อมใช้มือผลักแผ่นหลังหนาเบาๆ เป็นเชิงบังคับ
"ผมไม่กิน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทันควัน น้ำเสียงเรียบสนิทแต่แฝงความดื้อรั้นระดับสิบ "สุขอนามัยติดลบ ควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์สะสม อาหารปรุงสดบนฟุตบาทที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ... คุณอยากพาผมมาอาหารเป็นพิษตายคาโรงพยาบาลหรือไง ณิชารีย์"
"โอ้โห ท่านสถาปนิกผู้สูงส่ง!" ณิชาหัวเราะในลำคอ ดวงตาพราวระยับด้วยความหมั่นไส้ เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนกลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นอุ่นๆ ของฝนลอยเข้าจมูก "นี่มันสถานการณ์เฉพาะหน้าค่ะคุณภาคิน ฝนตกหนักขนาดนี้ รถไฟฟ้าก็หยุดให้บริการเพราะน้ำท่วมราง ถ้าคุณไม่อยากยืนตากฝนจนเป็นปอดบวมตาย ก็กรุณาเก็บความคุณชายแล้วเดินเข้ามาร่วมชายคาเดียวกับชาวบ้านเขาซะ!"
พูดจบ เธอก็คว้าข้อมือหนาแล้วออกแรงดึงพรวดเดียวจนร่างสูงโปร่งของสถาปนิกหนุ่มเซถลาเข้ามาใต้ร่มผ้าใบสีซีดโดยไม่ทันตั้งตัว
"เฮ้ย!" ภาคินอุทานออกมาอย่างเสียฟอร์ม เขารีบสะบัดข้อมือออกทันทีเมื่อยืนทรงตัวได้ พร้อมกับปัดปัดแขนเสื้อตัวเองราวกับมีฝุ่นละอองล่องหนเกาะอยู่เต็มไปหมด "คุณนี่มัน... มือไม้รุนแรงจริง"
"ดีกว่ายืนแอ๊กท่าเป็นคุณชายตกยากตากฝนอยู่ข้างนอกก็แล้วกันครับ... เอ้ย! ก็แล้วกันค่ะ!" ณิชาเกือบเผลอหลุดปากพูดสำนวนผู้ชายตามเขา แต่ก็แก้คำพูดได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งยิ้มหวานหยดแบบประชดประชันให้หนึ่งที
แม่ค้าวัยกลางคนหน้าตาใจดีส่งเสียงทักทายสำเนียงท้องถิ่นทันทีที่เห็นลูกค้าคู่กัดคู่นี้เดินเบียดเสียดกันเข้ามา "หลบฝนก่อนได้จ้าพ่อหนุ่มแม่หญิง ร้านป้าเพิ่งตั้งเตา เกาเหลาร้อนๆ กับข้าวต้มกุ๊ยแซ่บๆ รับอะไรร้อนๆ ไหมจ๊ะ"
ณิชาหันไปส่งยิ้มหวานให้ป้าแม่ค้าทันที "เอาเกาเหลารวมเนื้อเปื่อยสองที่ค่ะ เผ็ดน้อยสำหรับคุณชายเรื่องมาก... เอ๊ย เผ็ดปกติค่ะป้า แล้วก็ขอข้าวสวยร้อนๆ ด้วยนะคะ"
ภาคินกวาดสายตามองเก้าอี้พลาสติกสีแดงที่ตั้งอยู่บนพื้นปูนซีเมนต์ที่ไม่ค่อยจะเสมอกันนัก เขากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง นั่งลงไปแบบเกร็งๆ ราวกับเก้าอี้ตัวนั้นทำจากตะปูเรือใบ
"คุณกล้ากินของพวกนี้จริงๆ เหรอ" ภาคินกระซิบเสียงลอดไรฟัน สีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องความมั่นคงของชาติ "น้ำซุปนั่นต้มจากอะไรบ้างก็ไม่รู้ เนื้อสัตว์เก็บรักษาความเย็นถูกหรือเปล่า..."
"โอ๊ย คุณคินคะ!" ณิชาทนฟังไม่ไหว เธอใช้ทิชชูเช็ดโต๊ะพลาสติกตรงหน้าแรงๆ จนเกิดเสียงดังเอี๊ยด "เลิกทำตัวเป็นคุณหนูตกยากในละครหลังข่าวสักทีได้ไหมคะ ชีวิตจริงน่ะ คนเขาหากินกันแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ อาหารสตรีทฟู้ดนี่แหละคือจิตวิญญาณของเมืองหลวง ลองเปิดใจลิ้มลองดูสักคำเถอะค่ะ รับรองว่าคุณจะไม่ตายคาชามก๋วยเตี๋ยวแน่นอน... ฉันรับประกันด้วยเกียรติของผู้จัดการอีเวนต์มือทองเลยเอ้า!"
ภาคินมองรอยยิ้มมั่นใจและดวงตาที่เปล่งประกายท้าทายของหญิงสาวตรงหน้า ในใจอยากจะเถียงกลับให้สำลักน้ำลาย แต่พอเห็นเส้นผมที่เปียกชื้นลู่ลงมาแนบแก้มเนียน กับท่าทางที่พยายามปกปิดความหนาวสั่นด้วยการกอดอกไว้แน่น คำพูดร้ายๆ ที่เตรียมไว้ก็กลืนหายลงคอไปหมด
เขากลอกตาถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกแล้วพับแขนเสื้อขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อย ซึ่งทำเอาณิชาเผลอชะงักมองไปแวบหนึ่งโดยไม่ตั้งตัว
"ถ้ากินแล้วท้องเสีย... ผมจะฟ้องคุณข้อหาพยายามฆ่าโดยการมอมอาหาร" ภาคินพูดเสียงขรึม กลบเกลื่อนความรู้สึกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก
"เชิญฟ้องได้ตามสบายค่ะ ท่านสถาปนิก" ณิชายักไหล่ไม่ยี่หรา
ไม่นานนัก ชามเกาเหลาร้อนกรุ่นควันโขมงก็ถูกวางลงตรงหน้า กลิ่นหอมของน้ำซุปเคี่ยวกับเครื่องเทศและเนื้อเปื่อยโชยเข้าจมูกจนท้องของณิชาร้องโครกคราออกมาเสียงดังลั่นท่ามกลางเสียงฝน
หญิงสาวหน้าแดงซ่านด้วยความอับอายเล็กน้อย แต่ก็รีบหยิบตะเกียบขึ้นมาทำเป็นไม่รู้ไม่ช้าตักลูกชิ้นเข้าปากทันที "อื้อหือ! อร่อยเหาะ!" เธออุทานออกมาด้วยความฟิน น้ำซุปร้อนๆ ช่วยขับไล่ความหนาวเย็นจากสายฝนออกไปจนหมดสิ้น
ภาคินมองชามตรงหน้าอย่างลังเล เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาด้วยท่าทางที่ยังคงความเนี้ยบและระมัดระวังตัว ตักน้ำซุปขึ้นมาชิมเพียงนิดเดียวเพื่อความปลอดภัย
ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ
รสชาติกลมกล่อม หวานน้ำต้มกระดูกและเครื่องเทศเข้มข้น ไม่ได้มีกลิ่นคาวหรือรสชาติแย่อย่างที่สมองของเขาจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย มันกลับอบอุ่นและกระตุ้นต่อมรับรสได้อย่างน่าประหลาด
ณิชาแอบเหลือบมองปฏิกิริยาของเขา เธออมยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วแกล้งทักขึ้น "เป็นไงคะ ชุมทางอาหารติดลบของคุณรสชาติพอใช้ได้ไหม หรือว่าต้องให้เชฟมิชลินมาการันตีถึงจะกล้ากลืนลงคอ"
ภาคินเงยหน้าขึ้นสบตาคนปากเก่ง เขาวางตะเกียบลงช้าๆ นัยน์ตาดำขลับจ้องมองเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ เป็นรอยยิ้มมุมปากที่นานๆ ครั้งเธอจะได้เห็น
"ก็... ไม่เลวอย่างที่คิด" สถาปนิกหนุ่มยอมรับเสียงเบา "อย่างน้อยก็พอกินประทังชีวิตรอดไปได้มื้อหนึ่ง"
"ปากแข็งชะมัด..." ณิชาพึมพำเบาๆ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งเมื่อเห็นประกายความอ่อนโยนที่ฉายชัดอยู่ในแววตานั้น ชั่ววินาทีที่สายตาของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำ โลกทั้งใบราวกับแคบลงเหลือเพียงแค่คนสองคนที่นั่งอยู่ใต้เต็นท์ผ้าใบหลังเล็กนี้
ทว่า บรรยากาศแสนเปราะบางและชวนใจเต้นแรงนั้นก็ต้องสะดุดลง
*ครืดดดด—!*
เสียงเบรกของรถยนต์หรูคันหนึ่งดังลั่นแทรกเสียงฝน จอดสนิทอยู่ริมฟุตบาทหน้าร้านพอดี ประตูรถฝั่งตรงข้ามเปิดออก พร้อมกับร่างของชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเนี้ยบกริบที่กางร่มคันใหญ่ก้าวลงมา
"คิน! ณิชา! มาหลบฝนกันอยู่นี่เองเหรอเนี่ย!" เสียงทุ้มคุ้นเคยตะโกนเรียกฝ่าสายฝน ธนวินท์ หรือ 'วิน' เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนบริษัทเดินดุ่มๆ เข้ามาใต้เต็นท์ พร้อมกับทำหน้าตกใจเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนสนิทระดับไฮโซกำลังนั่งกินเกาเหลาข้างทางกับนางเอกสาว
ณิชารีบดึงสายตากลับกระแอมออกมาเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขิน เธอรีบขยับตัวออกห่างจากภาคินเล็กน้อย ขณะที่สถาปนิกหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดเคืองที่ถูกขัดจังหวะอย่างไม่รู้กาลเทศะ
วินกวาดสายตามองชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าทั้งคู่สลับกับใบหน้าของเพื่อนรักที่มีร่องรอยของความหงุดหงิดฉายชัด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของพ่อหนุ่มนักชง
"โอho ภาพหายากแหะ ท่านสถาปนิกผู้รักความสะอาดสะอ้าน ยอมลดตัวมานั่งกินสตรีทฟู้ดริมถนนได้... แถมยังนั่งเบียดกับผู้จัดการอีเวนต์คนสวยซะด้วยนะเนี่ย โลกกำลังจะแตกหรือเปล่าเนี่ยคิน"
ภาคินวางตะเกียบลงเสียงดัง *กริ๊ก* ใบหน้าคมคายกลับมาบึ้งตึงและเย็นชาดังเดิมทันที
"ถ้าพูดมาก แกก็ไปยืนเปียกฝนข้างนอกโน่นไปไอ้วิน" ภาคินตอกกลับเสียงห้วน
ณิชาแอบซ่อนรอยยิ้มขบขันไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉย เธอเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนปากร้ายที่ตอนนี้กำลังหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิทด้วยความหมั่นไส้
ฝนข้างนอกยังคงตกหนัก แต่วันนี้... เธอกลับรู้สึกว่าความหนาวเย็นรอบกายมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาสัมผัสความอบอุ่นปนความปากแข็งของคู่กัดคู่นี้ เจอกันตอนหน้าครับ!
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 9
กับข้าวข้างทางกระชับมิตร?
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!