"ถ้าคุณยังยืนทำหน้าเหมือนคนท้องผูกอยู่ตรงนั้น แผนงานเปิดตัวโครงการพรุ่งนี้พังไม่เป็นท่าแน่ครับ คุณณิชารีย์"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดนิดๆ ดังขึ้นทันทีที่ประตูห้องประชุมใหญ่ปิดลง ปล่อยให้ความเงียบและความตึงเครียดทำหน้าที่โอบล้อมคนทั้งสองไว้ ภาคินถอดแว่นสายตาออกอย่างลวกๆ ก่อนจะโยมันลงบนโต๊ะกระจกใสเสียงดัง *กริ๊ก* สันจوโด่งเป็นคมแสดงถึงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน หลังจากพวกเขาเพิ่งผ่านศึกหนักกับการเคลียร์ปัญหาหน้างานที่ระบบแสงสีเสียงเกือบจะล่มไม่เป็นท่าเมื่อสองชั่วโมงก่อน
ณิชารีย์ที่กำลังนั่งกอดอกไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำ หรี่ตามองสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบคนนี้ด้วยรอยยิ้มมุมปาก เธอยังคงอยู่ในชุดสูทเข้ารูปสีเบจที่แม้จะผ่านการวิ่งวุ่นแก้ปัญหามาครึ่งค่อนวัน แต่เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่รวบเป็นหางม้าสูงก็ยังดูทะมัดทะแมง ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ความมั่นใจของเธอลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
"หน้าฉันเหมือนคนท้องผูกตรงไหนคะ คุณสถาปนิก... อ้อ หรือว่าคุณกำลังส่องกระจกสะท้อนจากแว่นตาตัวเองอยู่ ถึงได้เห็นหน้าแบบนั้น" ณิชารีย์ย้อนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือนพอกัน "อีกอย่าง ถ้าระบบไฟในโซนแกลเลอรีไม่รอดเมื่อกี้ ฉันก็ไม่เห็นว่าคุณภาคินจะยืนกอดอกเท่ๆ ช่วยอะไรได้ นอกจากเดินมาถอนหายใจใส่ทีมงานของฉันจนอากาศในงานแทบจะหมด"
ภาคินชะงักไปนิด ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มจ้องมองผู้จัดการอีเวนต์สาวอย่างไม่ยอมแพ้
ตั้งแต่ร่วมงานกันมาในโปรเจกต์นี้ มีสิ่งหนึ่งที่เขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว... ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยรู้จักคำว่าเกรงกลัวต่ออำนาจสถาปนิกชื่อดังอย่างเขาเลยสักนิด ยิ่งเขาตึงใส่ เธอยิ่งหย่อนคำพูดแสบๆ คันๆ กลับมาให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะเล่นๆ ทุกที
"ผมไม่ได้ถอนหายใจใส่ทีมงานของคุณ..." ภาคินก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะที่เธอนั่งอยู่ช้าๆ ทิ้งระยะห่างเพียงแค่ก้าวเดียว จนณิชารีย์ต้องเงยหน้าขึ้นมองตาม ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นและเส้นเลือดปูดโปนตามสไตล์ผู้ชายทำงานหนัก ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูบีบคั้นขึ้นมาถนัดตา "ผมกำลังถอนหายใจให้กับการตัดสินใจบ้าบิ่นของคุณต่างหาก ใครเขาให้ปีนขึ้นไปขันน็อตโครงเหล็กสูงสามเมตรด้วยตัวเองแบบนั้น ถ้าคุณตกลงมาหัวฟาดพื้น โครงการที่ผมออกแบบไว้ครึ่งค่อนปี ไม่ต้องพับเก็บตามหรอกเหรอ"
น้ำเสียงของเขาห้วนจัด เจือความกระด้างที่ซ่อนความห่วงใยไว้มิดชิด แต่คนอย่างณิชารีย์หรือจะยอมแพ้ให้กับการดุแบบซึนๆ นี้
เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตากลมโตฉายแวววาวระยับ "อ๋อ... ที่แท้ก็กลัวว่าโปรเจกต์ลูกรักของคุณจะสะดุดเพราะฉันตกลงมาตายว่างั้นเถอะ นึกว่าจะเป็นห่วงความปลอดภัยของฉันซะอีกนะเนี่ย"
"ณิชารีย์" ภาคินกดเสียงต่ำลง ขยับเข้ามาประชิดขอบโต๊ะมากขึ้นจนแทบจะโอบล้อมเธอไว้ด้วยแผ่นอกกว้าง "อย่ามาทำเป็นพูดเล่น เรื่องความเป็นความตายไม่ใช่เรื่องเอามาประชด เมื่อกี้ถ้าผมไม่คว้าชายเสื้อคุณไว้ทัน คุณคงลงไปนอนกองกับพื้นไปแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงไปวูบหนึ่ง
ภาพเหตุการณ์เมื่อสองชั่วโมงก่อนผุดขึ้นมาในหัวของทั้งคู่ ณิชารีย์จำได้แม่นว่าจังหวะที่เธอกำลังเอื้อมตัวไปไขน็อตป้ายไฟที่หลวม โครงเหล็กเกิดโยกเยกจนเธอเสียหลัก และเป็นภาคินนั่นเองที่พุ่งเข้ามาคว้าเอวเธอไว้ได้อย่างเฉียดฉิว แรงปะทะทำให้เธอล้มลงไปอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝุ่นและเหงื่อจางๆ ทำเอาสมองเธอตื้อไปชั่วขณะ ยิ่งไปกว่านั้น... หัวใจของสถาปนิกหนุ่มที่เต้นโครกคราดอยู่แนบอกเธอในตอนนั้น มันดังเสียจนกลบเสียงโกลาหลรอบตัวหมดสิ้น
ณิชารีย์เม้มริมฝีปากแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกซาบซ่านแปลกประหลาดวิ่งพล่านขึ้นมาตามผิวแก้ม แต่เธอก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"ก็... ขอบคุณค่ะที่มือไวพอจะคว้าฉันไว้ทัน ไม่งั้นคุณคงไม่มีคนให้มานั่งต่อปากต่อคำอยู่ตรงนี้" เธอตอบเสียงเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย ยอมลดทิฐิลงครึ่งหนึ่งตามมารยาท แต่ดวงตาก็ยังคงจ้องสบตากับเขาตรงๆ
ภาคินมองท่าทีที่อ่อนลงของหญิงสาว แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่ค่อยๆ อ่อนแสงลงอย่างไม่รู้ตัว เขายอมรับกับตัวเองในใจลึกๆ แล้วว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ปากเก่ง แต่ไหวพริบ ความเด็ดขาด และความกล้าได้กล้าเสียในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อครู่ ทำให้แผนงานที่เกือบพังยับเยินกลับมาสมบูรณ์แบบได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที ฝีมือระดับนี้... ต่อให้เป็นสถาปนิกจอมเนี๊ยบอย่างเขาก็ยังต้องแอบยกนิ้วให้
ทว่า... ให้ตายยังไง เขาก็ไม่มีวันพูดชมเธออกมาตรงๆ หรอก
"รู้ตัวก็ดี" ภาคินเบือนหน้าหนีไปทางอื่น กลบเกลื่อนความรู้สึกวูบไหวในอกด้วยการพ่นลมหายใจยาวเหยียด "คราวหลังถ้ามีเรื่องแบบนี้อีก ให้ใช้สติก่อนใช้กำลัง อย่าทำตัวเป็นฮีโร่จำเป็นเข้าใจไหมครับ งานอีเวนต์น่ะ พังแล้วแก้ได้ แต่คน... ถ้าเจ็บตัวขึ้นมา มันหาอะไหล่เปลี่ยนไม่ได้เหมือนโครงเหล็กของคุณหรอกนะ"
ณิชารีย์กะพริบตาปริบๆ เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสถาปนิกหนุ่มที่กำลังทำฟอร์มมองเอกสารบนโต๊ะ แม้คำพูดจะยังคงมะดันมะนาวและกวนประสาท แต่ประโยคท้ายๆ กลับแฝงความใส่ใจที่อบอุ่นเสียจนหัวใจของเธอที่ด้านชาต่อความสัมพันธ์มานานเกิดอาการกระตุกวูบ
นี่เขา... กำลังเป็นห่วงเธอจริงๆ สินะ
"ปากร้ายแบบนี้ ระวังจะหาแฟนไม่ได้นะคุณภาคิน" เธอแกล้งหยอกด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เพื่อทำลายความเงียบที่เริ่มหวานเลี่ยนเกินไป
ภาคินหันขวบกลับมามองค้อนเธอทันที "เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาของคุณครับ เก็บสมองไปคิดเรื่องคิวแขกวีไอพีพรุ่งนี้ดีกว่า..."
เขายังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงเคาะประตูก็รัวดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ก่อนที่บานประตูห้องประชุมจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรออนุญาต
พิมพ์ชนก ลูกพี่ลูกน้องและดีไซเนอร์สาวเพื่อนร่วมทีม พุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าซีดเผือด ราวกับเพิ่งไปเจอผีกลางวันแสกๆ
"คิน! ณิชา! แย่แล้วล่ะ..." พิมพ์หอบหายใจจนตัวโยน ชี้ไม้ชี้มือไปทางโถงทางเข้าด้านนอก "ตอนนี้สื่อใหญ่ทุกสำนักแห่กันมาที่หน้างานแล้ว แถม... แถมท่านประธานใหญ่กลุ่มทุนอสังหาฯ ที่เราต้องเซ็นสัญญาด้วยพรุ่งนี้ ดันโผล่มาตรวจงานกะทันหันตอนนี้เลย!"
ภาคินกับณิชารีย์หันขวับสบตากันทันที ความหวานละมุนที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่วันนี้มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดในสมรภูมิธุรกิจที่ดุเดือดขึ้นมาแทนที่!
"ว่าไงนะ..." ภาคินขมวดคิ้วมุ่น
"ยังไม่หมดแค่นั้น..." พิมพ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "เขากำลังเดินมาทางนี้... พร้อมกับนักข่าวสายสถาปัตยกรรมกลุ่มใหญ่เลย!"
จอมยุทธ์เสื้อแพรขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาลุ้นระทึกไปกับคู่กัดคู่นี้ เจอกันตอนหน้าครับ!
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 8
คำชมที่มาพร้อมเสียงถอนหายใจ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!