สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 11

สายตาที่มองมามันฟ้อง

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
กลิ่นกาแฟคั่วบดเข้มข้นลอยอบอวลอยู่ทั่วห้องประชุมใหญ่ของสำนักงานสถาปนิก แต่บรรยากาศรอบตัวกลับไม่ได้ผ่อนคลายไปตามกลิ่นหอมนั้นเลยแม้แต่น้อย "มองขนาดนี้ ไม่เอาปากกามาวาดรูปยัยณิชาลงในแบบแปลนโครงสร้างอาคารด้วยเลยล่ะครับท่านสถาปนิกใหญ่" เสียงกระเซ้าเย้าแหย่จากธนวินท์ดังขึ้นทำลายความเงียบ พร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ของพิมพ์ชนกที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ภาคินชะงักมือที่กำลังถือด้ามดินสอเขียนแบบ ปลายดินสอที่แหลมคมหยุดค้างอยู่บนกระดาษไขสีขาวสะอาดตา เขายังไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที แต่กรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนชัดเจนนั้น ฟ้องชัดเจนว่าความอดทนของเจ้าตัวกำลังถูกทดสอบ "นายพูดเพ้อเจ้ออะไรของนาย วิน" ภาคินเค้นเสียงลอดไรฟัน ตอบกลับด้วยน้ำเรียบสนิทแต่แฝงแววหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด "งานออกแบบส่วนโถงต้อนรับอีเวนต์มันต้องใช้ความละเอียดสูง นายว่างมากนักหรือไง ถึงเอาเวลามานั่งสังเกตเรื่องไร้สาระแบบนี้" "ไร้สาระตรงไหนคะพี่คิน" พิมพ์ชนกวางแท็บเล็ตในมือลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น เธอสบตากับลูกพี่ลูกน้องหนุ่มด้วยรอยยิ้มรู้ทัน ดวงตาคู่คมพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนาน "ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงตอนนี้ พิมพ์นั่งสังเกตพี่มาสามรอบแล้วนะ สายตาที่พี่มองข้ามฉากกั้นกระจกไปทางห้องทำงานฝั่งนู้น... มันไม่ใช่สายตาของสถาปนิกที่กำลังประเมินพื้นที่จัดงานเลยสักนิด มันคือสายตาของ... หมาป่าที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อต่างหาก" ภาคินวางดินสอลงบนโต๊ะกระแทกเบาๆ จนเกิดเสียงทึบ เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองน้องสาวร่วมสายเลือดด้วยสายตาดุๆ "พิมพ์ชนก เลิกพูดจาเหลวไหลแล้วกลับไปเคลียร์เรื่องผังไฟกับทีมออร์แกไนซ์ของณิชารีย์ให้เรียบร้อยดีกว่าไหม งานเปิดตัวสัปดาห์หน้า ถ้ายังมีจุดไหนผิดพลาดอีก ผมจะหักงบออกแบบของแผนกตกแต่งภายในลงครึ่งหนึ่ง" "อุ๊ย! ขู่กันด้วยงบประมาณซะด้วย" พิมพ์ชนกหัวเราะร่า ไม่ได้มีความเกรงกลัวมาดขรึมของสถาปนิกหนุ่มร้อยล้านคนนี้เลยแม้แต่น้อย เธอยกมือขึ้นกอดอกแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย "พี่คินจะอ้างเรื่องงานสักกี่รอบก็ได้นะ แต่ความจริงมันฟ้องชัดเจนยิ่งกว่าลายเส้นในแบบแปลนของพี่เสียอีก... พี่ชอบเขา" บรรยากาศในห้องประชุมเงียบลงไปชั่วอึดใจ ธนวินท์ยิ้มกริ่ม ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบพรางทำตัวเป็นผู้ชมแถวหน้าผู้แสนดี ภาคินนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาคมกริบไหววูบเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ สีหน้าเย่อหยิ่งถูกยกขึ้นมาเป็นเกราะกำบังตามสัญชาตญาณ "ผมเนี่ยนะ... จะไปชอบยายผู้จัดการปากจัดคนนั้น" ภาคินเลิกคิ้วสูง น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันอย่างจงใจ "ผู้หญิงอะไร ทั้งดื้อด้าน เถียงคำไม่ตกฟาก แถมยังชอบทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว มองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา... สเปกผมไม่ได้ต่ำขนาดนั้นหรอกน่า" "ปากแข็งเสียจริงนะพี่ชาย" พิมพ์ชนกส่ายหัวเบาๆ ด้วยความระอาปนเอ็นดู "ปากบอกว่าไม่ชอบ แต่พอตอนที่ยัยณิชาเดินสะดุดสายไฟเมื่อตอนบ่าย ใครกันนะที่พุ่งตัวออกไปรับไว้แทบไม่ทันแถมยังทำหน้าเหมือนคนจะกินเลือดกินเนื้อคนอื่นเพราะกลัวเขาเจ็บ? แล้วไหนจะตอนที่ยัยนั่นเถียงเรื่องงบเวทีกับลูกค้าเมื่อวานอีก ใครกันที่แอบยืนกอดอกฟังอยู่หลังเสาแล้วช่วยตบหน้าลูกค้าคนนั้นแทนด้วยโปรเจกต์สำรองที่เตรียมไว้เสร็จสรรพ?" "ผมทำหน้าที่ในฐานะหัวหน้าทีมโปรเจกต์ร่วม" ภาคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่เริ่มลามเลียขึ้นมาถึงใบหู "ถ้างานพังเพราะความสะร่อนของออร์แกไนซ์ บริษัทผมก็เสียชื่อเสียงไปด้วย มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวสักหน่อย" "เหรอครับท่านคิน..." ธนวินท์อดใจไม่ไหวจนต้องเอ่ยแซมขึ้นมาบ้างด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "งั้นไอ้แฟ้มเอกสารสรุปสเปซออีเวนต์ของสัปดาห์หน้า ที่นายอุตส่าห์นั่งแก้เองกับมือจนถึงตีสามเมื่อคืน ทั้งๆ ที่มันเป็นหน้าที่ของทีมณิชาแท้ๆ เนี่ย... นายจะอธิบายว่ายังไงดีล่ะครับ หืม?" ภาคินชะงักไปจริงๆ คราวนี้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาคมเข้มหลบสายตากรุ้มกริมของเพื่อนสนิทและลูกพี่ลูกน้องไปชั่วขณะ มือหนายกขึ้นเสยผมสีเข้มที่ปรกหน้าผากลวกๆ เพื่อซ่อนความพิรุธ ชายหนุ่มเม้มปากเป็นเส้นตรง ปิดบังความจริงที่ว่า เขายอมอดหลับอดนอนเพื่อตรวจเช็กทุกตารางนิ้วในแปลนงาน ก็เพราะกลัวว่าพื้นที่จัดงานบริเวณที่ณิชารีย์ต้องยืนคุมหน้างาน จะมีมุมอับลมหรือแสงไฟส่องไม่ถึงจนทำให้เธอทำงานลำบาก เขารู้ดีว่าเธอดื้อรั้นแค่ไหน เวลาทำงานณิชารีย์มักจะทุ่มเทจนลืมกินข้าวลืมพักผ่อน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาต้องคอยหงุดหงิดและคอยมองตามด้วยความเป็นห่วงอยู่เรื่อย... แม้ปากจะบอกว่ารำคาญก็เถอะ "ฉันแค่... ไม่อยากให้งานมันมีจุดบกพร่อง" ภาคินหาข้ออ้างเสียงแข็งกลบเกลื่อน "บริษัทเราไม่เคยทำงานออกมาแย่ และฉันก็ไม่อยากให้ความสะเพร่าของใครมาทำลายชื่อเสียงที่สร้างมา" "ปากแข็งเบอร์นี้ ระวังเถอะครับ..." ธนวินท์หัวเราะร่วน ตบโต๊ะเบาๆ อย่างชอบใจ "วันไหนที่เขาเดินไปชอบคนอื่นจริงๆ ขึ้นมา นายจะมานั่งน้ำตาระดมตกในแบบที่ฉันไม่ต้องช่วยลุ้นอะไรอีกเลย" "ไม่มีทาง" ภาคินตอบเสียงห้วนทันควัน ดวงตาคมกริบฉายแววดื้อรั้นอย่างเห็นได้ชัด "คนอย่างณิชารีย์ไม่มีทางไปสนใจใครหรอกนอกจากงานของตัวเอง... แล้วก็..." เขายังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงเคาะประตูก็กระแทกเข้ามาสองครั้งติดกัน ก่อนที่บานประตูห้องประชุมจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่รอให้ใครอนุญาต ร่างบางในชุดสูทลำลองเข้ารูปกางเกงสแลคขายาวดูทะมัดทะแมงก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ใบหน้าเรียวสวยของณิชารีย์เวลานี้ไม่ได้ประดับด้วยรอยยิ้มรับแขกอย่างเคย แต่กลับบึ้งตึง ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววหงุดหงิดระคนเหนื่อยล้าจนเห็นได้ชัด เอกสารในมือถูกกำจนยับยู่ยี่เล็กน้อย ทุกคนในห้องชะงักกึก ภาคินขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของหญิงสาว "คุณคินคะ" ณิชารีย์เดินดุ่มๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะประชุม ไม่สนใจสายตาแซวเล่นของธนวินท์และพิมพ์ชนกเลยสักนิด น้ำเสียงหวานที่มักจะใช้เจรจาต่อรองกับลูกค้า บัดนี้กลับตึงเครียดและจริงจังจนน่าตกใจ "เรื่องผังระบบไฟในฮอลล์หลัก... ฉันเพิ่งตรวจเช็กกับทีมช่างเมื่อกี้ ปรากฏว่าจุดจ่ายไฟสำรองที่คุณเซ็นอนุมัติเปลี่ยนแปลนเมื่อวาน มันอยู่ห่างจากจุดตั้งบูธหลักตั้งสามสิบเมตร! แบบนี้ทีมงานฉันจะลากสายเคเบิลยังไงไม่ให้กีดขวางทางเดินผู้ร่วมงานล่ะคะ?" ภาคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนดูทรงพลังและกดดันในเวลาเดียวกัน เขาสบตากับเธอตรงๆ สีหน้ากลับมานิ่งสนิทเป็นมืออาชีพทันทีโดยอัตโนมัติ "ผมคำนวณระยะทางและโหลดกระแสไฟฟ้าไว้หมดแล้ว การย้ายจุดจ่ายไฟออกไปตรงนั้นช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความร้อนสะสมใต้พื้นพรมหลัก ซึ่งมันปลอดภัยกับผู้ร่วมงานมากกว่าที่คุณคิด คุณณิชารีย์" ภาคินตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม "แต่ถ้าทีมงานของคุณมีความสามารถพอ ผมว่าการบริหารจัดการสายเคเบิลแค่นั้น น่าจะอยู่ในขอบเขตที่คุณจัดการได้สบายๆ นะครับ... หรือว่าผู้จัดการมือทองอย่างคุณ จะทำไม่ได้?" ณิชารีย์สูดหายใจเข้าลึก 3 วินาทีเพื่อระงับอารมณ์เดือดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เธอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "นี่คุณตั้งใจกวนประสาทฉันใช่ไหมคะ?" ณิชารีย์เค้นเสียงกระซิบลอดไรฟัน น้ำเสียงสั่นน้อยๆ ด้วยความโมโห "คุณก็รู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นมันคับแคบแค่ไหน ถ้าลากสายอ้อมไปตามที่คุณว่า ทีมงานฉันต้องทำงานเพิ่มอีกเท่าตัว... คุณทำแบบนี้เพราะหวังดีกับงาน หรือแค่จงใจแกล้งฉันกันแน่ฮะ!" ภาคินนิ่งเงียบ ชายหนุ่มก้มลงมองใบหน้าที่อยู่ใกล้เสียจนเขาสามารถได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ ความโกรธเคืองในแววตานั้นกลับทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว เขารู้ดีว่าตัวเองจงใจปรับแก้แบบจุดนั้นจริง... แต่ก็ทำไปเพราะไม่อยากให้บูธของเธออยู่ใกล้เสาโครงสร้างหลักที่ระบบระบายอากาศไม่ดีต่างหากเล่า ทว่าก่อนที่ภาคินจะได้อ้าปากแก้ตัวอะไรออกไป ณิชารีย์ก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวโดยไม่ทันระวังข้อเท้าตัวเอง ส้นรองเท้าพันกันเองเข้าอย่างจังจนร่างบางเสียหลักถลาล้มลงไปข้างหน้า! "เฮ้ย!" ภาคินอุทานเสียงหลง ร่างสูงปฏิกิริยาไวเหนือความคิด มือหนาทั้งสองข้างพุ่งพรวดคว้าเอวบางของเธอไว้ได้ทันก่อนที่ร่างของณิชารีย์จะกระแทกพื้นห้องประชุม แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่เซถลาล้มลงไปพาดอยู่บนโซฟาหนังตัวยาวมุมห้อง ภาคินทาบทับลงไปโดยสัญชาตญาณเพื่อป้องกันไม่ให้เธอเจ็บตัว ขณะที่ณิชารีย์ตกใจจนเผลอคว้าปกเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น ใบหน้าของทั้งสองคนห่างกันเพียงไม่ถึงลมหายใจกั้น ปลายจมูกเกือบจะแตะโดนกันในเสี้ยววินาทีนั้น ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจเต้นโครมคราม ณิชารีย์เบิกตากว้าง ลมหายใจอุ่นร้อนของภาคินเป่ารดริมฝีปากเธอนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มที่มองลงมาในระยะประชิดคู่นั้น เต็มไปด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด... และมันไม่ใช่สายตาของความรำคาญใจอย่างที่เขาชอบปากแข็งพูดออกมาก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย "ปล่อย..." ณิชารีย์กระซิบแผ่วเบา เสียงสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่ หัวใจในอกเต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก ภาคินไม่ยอมขยับเขยื้อน เขายังคงใช้สองแขนกักตัวเธอไว้ใต้ร่าง สายตาคมกริบกวาดมองพินิจริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะขยับเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า "ถ้าผมบอกว่า... ผมไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งคุณ แต่ผมแค่มองไม่เห็นทางอื่นนอกจากทำยังไงก็ได้ให้คุณต้องเดินมาหาผมที่นี่เองล่ะ คุณจะเชื่อไหม..." ณิชารีย์ชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกVuf ดวงตากลมโตสบประสานเข้ากับนัยน์ตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความจริงจังและคลั่งรักอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก ยังไม่ทันที่ณิชารีย์จะทันได้เรียบเรียงคำตอบเพื่อประท้วงหรือด่าทออะไรกลับไป ประตูห้องประชุมใหญ่ก็ถูกกระชากเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับเสียงใสแจ๋วของพนักงานต้อนรับหน้าห้องที่ตะโกนดังลั่น "คุณคินคะ! ลูกค้ารายใหญ่จากโปรเจกต์ใหญ่รออยู่ที่ห้องรับรองแล้วค่ะ รีบ— อุ๊ยตาย!" พนักงานสาวหน้าตาตื่นชะงักกึกทันทีเมื่อเห็นภาพสถาปนิกหนุ่มสุดเนี๊ยบกำลังคร่อมทับผู้จัดการสาวคนเก่งอยู่บนโซฟาในท่าทางล่อแหลมสุดขีด —-------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นไปกับเคมีปากแข็งของทั้งคู่ เจอกันตอนหน้าครับ!
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%