สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 14

ตื่นมาพร้อมความทรงจำที่น่าอาย

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
กลิ่นเปรี้ยวของแอลกอฮอล์จางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ในห้องพักโรงแรมระดับห้าดาว คือสิ่งแรกที่ปลุกสติสัมปชัญญะของณิชารีย์ให้กลับคืนมาทีละน้อย หญิงสาวขยับตัวด้วยความยากลำบาก ความปวดหนึบแล่นพล่านตั้งแต่ขมับทั้งสองข้างลามลงมาถึงต้นคอ ราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบซ้ำๆ สมองส่วนหน้าตื้อตันจนแทบประมวลผลไม่ได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือเสียงหัวเราะรơiรื่นในงานเลี้ยงฉลองปิดโปรเจกต์ โต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยแก้วค็อกเทล และสายตาดุๆ ของใครบางคนที่นั่งจ้องเธอเขม็งอยู่ตรงฝั่งตรงข้าม "ให้ตายสิ..." ณิชารีย์พึมพำเสียงแหบแห้ง มือเรียวยกขึ้นกุมขมับ พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นพิงหัวเตียง ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ เพื่อปรับโฟกัสกับแสงไฟนีออนสีนวลตาจากโคมหัวเตียง เสื้อผ้าของเธอยังคงเป็นชุดเดรสทำงานตัวเก่งจากเมื่อวาน แม้จะยับยู่ยี่ไปบ้างตามกาลเวลา แต่ก็ไม่ได้หลุดลุ่ยจนน่าตกใจ แสดงว่าอย่างน้อยสติปัญญาที่เหลืออยู่ตอนเมามายคงไม่ได้พาตัวเองไปทำเรื่องน่าอายถึงขั้นถอดเสื้อผ้าเรี่ยราด... มั้งนะ พลัน สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตสีเหลืองสดใสแปะไว้บนโต๊ะทำงานกระจกเงาปลายเตียง พร้อมกับแก้วน้ำและซองยาแก้แฮงก์วางเคียงกันอย่างเป็นระเบียบ ฝามือของณิชารีย์ชะงักค้าง เธอลุกขึ้นเดินโซเซด้วยอาการมึนหัวไปยังโต๊ะตัวนั้น กระดาษโน้ตแผ่นเล็กเขียนด้วยลายมือดิบๆ หวัดๆ แต่ทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปนิกหนุ่มจอมเนียบ *[ตื่นแล้วก็กินน้ำกับยาซะ อย่าทำตัวเป็นภาระคนอื่นให้มากนัก เรื่องเมื่อคืน... ถ้าไม่อยากจำ ก็ลืมมันไปซะ หรือถ้าอยากทบทวนความทรงจำ... ตอนบ่ายโมงที่ออฟฟิศ มีเรื่องเคลียร์กันยาวแน่]* อ่านจบ ณิชารีย์ก็แทบอยากจะเอาหัวโขกกระจกเงาให้รู้แล้วรู้รอด *เรื่องเมื่อคืน... เธอยังจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด!* คำว่า 'เรื่องเมื่อคืน' ที่ภาคินระบุไว้ มันวนเวียนอยู่ในหัวเป็นคำถามตัวโตๆ เธอกลายร่างเป็นยัยป้าปากแจ๋วที่อาละวาดใส่เขา หรือว่าเธอเมาแล้วไปพูดจาเรื่อยเปื่อยอะไรน่าอายใส่สถาปนิกหน้าตายคนนั้นกันแน่? ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวด้วยความร้อนรนผสมความหงุดหงิดระคนกัน "ชิ! ทำเป็นพิมพ์ข้อความขู่สะอำนาจเชียวนะ นายสถาปนิกปากปีจอ" ณิชารีย์กัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ พลางคว้าซองยามาฉีกอย่างรวดเร็ว แม้จะหมั่นไส้แค่ไหน แต่สภาพร่างกายตอนนี้ไม่เอื้อให้เธอมาถือทิฐิ ยาแก้แฮงก์และน้ำอุ่นคือสิ่งเดียวที่จะกอบกู้ชีวิตเธอจากนรกขุมนี้ได้ หลังจากจัดการตัวเอง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และกู้หน้าด้วยเครื่องสำอางบางเบาเพื่อกลบความโทรม ณิชารีย์ก็เดินทางมาถึงบริษัทในช่วงสาย รายงานความคืบหน้าของงานอีเวนต์ไหลลื่นตามแผน แต่สมองครึ่งหนึ่งของเธอกลับจดจ่ออยู่กับเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินเข้าใกล้เวลาบ่ายโมงตรงเข้าไปทุกที ปึง! เสียงเปิดประตูห้องประชุมกระจกใส ภาคินก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามสไตล์ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกดูน่าเกรงขามและชวนหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน เขาวางแฟลินด์เอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังพอประมาณ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสุดเนี้ยบหันมาสบตากับเธอทันที "มาตรงเวลาดีนี่ นึกว่าจะนอนฝันหวานถึงเรื่องเมื่อคืนจนลืมเวลาซะอีก" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออกว่ากำลังเยาะเย้ยหรือขบขันกันแน่ ณิชารีย์เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามรวบรวมความมั่นทั้งหมดที่มีกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่ใบพักตร์ "เรื่องเมื่อคืนอะไรคะคุณภาคิน ฉันจำไม่ได้หรอกนะว่าเราคุยอะไรกันบ้าง คนเราเวลาเมาก็มักจะพูดอะไรไร้สาระไปเรื่อย เปรียบเสมือนลมปากที่พัดผ่าน... ถ้าฉันเผลอพูดอะไรไม่เข้าหูคุณไป ก็ถือซะว่าฟังหูไว้หูเถอะค่ะ" "ลมปากพัดผ่านงั้นเหรอ?" ภาคินทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ดังขึ้น ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้า ประสานมือเข้าหากัน สายตาคมกราบกรานมองเธอราวกับเสือหยอกเหยื่อ "งั้นที่เธอเดินมาดึงเนกไทฉัน แล้วบอกว่า... 'ปากร้ายแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครเอาเป็นสามีนะพ่อสถาปนิกหน้าตาย' นี่ก็เป็นแค่ลมปากด้วยสินะ?" เพล้ง! เหมือนมีเสียงกระจกแตกดังขึ้นในหัว ณิชารีย์อ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนเลือดทั้งหมดในร่างกายสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าว เธอดึงเนกไทเขาเหรอ? แถมยังพูดประโยคชวนหาเรื่องแบบนั้นออกไปอีกเนี่ยนะ! "ฉัน... ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย!" เธอยังคงพยายามปฏิเสธเสียงแข็ง แม้เสียงจะเริ่มสั่นนิดๆ "เสียงดังฟังชัด แถมยังจ้องหน้าฉันใกล้แค่คืบ..." ภาคินพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แต่แววตาพราวระยับอย่างปิดไม่มิด "แถมตอนที่ฉันจะผลักเธอออก เธอกลับบอกอีกว่า..." "พอค่ะ! ไม่ต้องพูดต่อแล้ว!" ณิชารีย์ยกมือขึ้นปิดหู ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เธอกัดฟันกรอดด้วยความอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี "ฉันจำได้แล้ว... พอใจหรือยังคะ!" "หึ เพิ่งจะสำนึกได้ตอนนี้หรือไง" ภาคินเหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ความซึนเดะและความปากร้ายที่เธอมักเห็นเป็นประจำกลับถูกแทนที่ด้วยประกายความอ่อนโยนบางเบาที่วับผ่านในดวงตาคู่นั้นอย่างรวดเร็ว จนเธอเกือบจับสังเกตไม่ทัน บรรยากาศในห้องประชุมเงียบลงชั่วขณะ เคมีประหลาดระหว่างความดื้อรั้นของหญิงสาวและความเจ้าเล่ห์กลายๆ ของชายหนุ่มลอยอบอวลอยู่รอบตัว ทั้งสองสบตากันโดยไม่มีใครยอมหลบตา จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงเปิดประตูกระแทกดังขึ้นจากด้านนอก ขัดจังหวะความเงียบงันนั้นลงทันที ธนวินท์ผลุนผลุนเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ใบหน้าของเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนหนุ่มซีดเผือดราวกับเจอผีกลางวันแสกๆ "คิน! ณิชา!แย่แล้ว..." วินหอบหายใจถี่กระชั้น กวาดสายตามองทั้งคู่สลับกันด้วยความร้อนรน "โปรเจกต์ใหญ่ที่เราเพิ่งเซ็นสัญญาเมื่อเช้า... ทางนั้นเพิ่งส่งจดหมายยกเลิกกะทันหัน!" ภาคินขมวดคิ้วทันที บรรยากาศผ่อนคลายเมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกวาดมองเพื่อนสนิทด้วยความเคร่งขรึม "หมายความว่ายังไง ยกเลิกเพราะอะไร?" "พวกเขากำลังส่งคนมาคุยที่ออฟฟิศตอนนี้... และคนที่เดินนำมา... คือคู่แข่งตัวฉกาจที่เราเกลียดขี้หน้าที่สุด" ทิ้งท้ายด้วยความระทึกใจ ณิชารีย์และภาคินหันขวับไปมองที่ประตูห้องประชุมพร้อมกัน ในจังหวะที่บานประตูกระจกค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามา... ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับความอลวนของคินและณิชา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%