"ตัวแดงแจ๋ขนาดนี้ ผู้บริหารระดับสูงคงไม่ได้แค่เรียกไปดื่มกาแฟชมวิวตึกใบหยกแน่ๆ ครับคุณพี่"
น้ำเสียงของพิมพ์ชนกไม่ได้มีความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ดีไซเนอร์สาวกลับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย พร้อมกับวางแท็บเล็ตหน้าจอสีแสบตาลงบนโต๊ะประชุมกระจกใสเสียงดัง *ปึก*
ข้อความในอีเมลฉบับนั้นสั้นและคมกริบราวกับใบมีด—*โปรเจกต์ "Siam Heritage Revival" กำลังเผชิญความเสี่ยงเรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม หากทีมงานยังทำงานแบบแยกส่วนและไร้จิตวิญญาณ ทางคณะกรรมการจะพิจารณาทบทวนสัญญาภายในสัปดาห์หน้า*
ณิชารีย์สูดหายใจเข้าลึกจนอกอิ่มกระเพื่อม เธอยืดตัวตรงขึ้นทันที ดวงตาคมกริบกวาดตามองตัวอักษรสีแดงเหล่านั้นด้วยความไม่สบอารมณ์ ปากเรียวเล็กเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักร
"แยกส่วน? ฉันกับทีมอีเวนต์วางแผนการตลาดสอดรับกับคอนเซปต์ทุกกระเบียดนิ้วแล้วนะ พิมพ์" ณิชารีย์สวนกลับเสียงเรียบแต่เฉียบขาด "ถ้าจะมีใครทำงานแบบไร้จิตวิญญาณ ก็คงเป็นพวกสถาปนักหอคอยงาช้างบางคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเขียนแบบโดยไม่เคยสนใจว่าโลกความเป็นจริงเขาหายใจเข้าออกเป็นอะไรต่างหาก"
ปัง!
เสียงฝ่ามือหนากระแทกเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม เรียกสายตาทุกคู่ในห้องประชุมให้หันขวับไปมองเป็นตาเดียว
ภาคินไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นยืน เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพง แว่นตากรอบโลหะสะท้อนแสงไฟนีออนจนมองไม่เห็นประกายตาในนั้น ร่างสูงโปร่งแผ่รังสีความเย็นชาออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา
"คุณช่วยกรุณาใช้สมองส่วนหน้าวิเคราะห์สถานการณ์ มากกว่าจะเอาเวลามานั่งสאดวาทกรรมไร้สาระดีกว่าไหมครับ คุณผู้จัดการ" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นยะเยือก และบาดลึก "ปัญหาในอีเมลฉบับนี้ไม่ได้บอกว่าแบบแปลนของผมผิดพลาด แต่มันบอกว่า *'ความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับพื้นที่'* มันขาดหายไป ซึ่งนั่นมันคืองานภาคสนามในส่วนของคุณ ที่เอาแต่นั่งตากแอร์จิบลาเต้อยู่ในตึกสูงจนสมองฝ่อต่างหาก"
"นี่คุณ!" ณิชารีย์ดีดตัวผุดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธ มือเรียว2ข้างกำหมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "ปากแบบนี้นี่แหละที่สมควรโดนสถาปัตยกรรมสักชิ้นตกใส่หัว เผื่อมันจะช่วยดึงสติให้คุณเลิกมองคนอื่นจากมุมสูงลงมาต่ำเสียที!"
"พอๆๆ! หยุดเดี๋ยวนี้นะครับทั้งสองคน นี่ห้องประชุมบริษัท ไม่ใช่สังเวียนมวยไทยชิงแชมป์โลก"
ธนวินท์ก้าวพรวดพราดเข้ามาแทางกลางระหว่างเส้นทางสายตาดุร้ายของทั้งคู่ รอยยิ้มเจื่อนๆ ถูกส่งให้ทุกคนในห้องเพื่อลดความตึงเครียด ก่อนที่มือหนาจะตบลงบนบ่าของเพื่อนสนิทเบาๆ สองที "ใจเย็นน่าคิน น้องณิชาก็พูดมีส่วนถูก เราต่างหากที่ดึงดันทำงานกันคนละทิศคนละทางจนท่านประธานส่งจดหมายเตือนมา"
"ผมไม่มีอะไรจะต้องปรับจูนกับคนไร้รสนิยมทางสถาปัตยกรรมครับ วิน" ภาคินเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างกระจก ยืดตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
"แต่ฉันมีเรื่องอยากจะหยุมหัวคุณให้ตายคาตึกนี้เหมือนกันแหละค่ะคุณภาคิน!" ณิชารีย์สวนกลับทันควันโดยไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น
"พอได้แล้วครับ!" ธนวินท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าทะเล้นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันตาเห็น "ในเมื่อพวกคุณสองคนยืนกรานว่าจะไม่ยอมประนีประนอมกันในห้องนี้ งั้นผมในฐานะหุ้นส่วนอาวุโส... ขอใช้สิทธิ์ขาด"
ภาคินหันขวับกลับมามองเพื่อนสนิทด้วยสายตากล่าวโทษ ส่วนณิชารีย์เลิกคิ้วรอฟังคำตัดสินอย่างไม่เกรงกลัว
"บ่ายนี้... พวกคุณสองคนต้องลงพื้นที่ย่านเมืองเก่าด้วยกัน" ธนวินท์ประกาศกร้าว กวาดสายตามองทั้งคู่สลับกัน "ไปเดินดูตึกเก่า ไปคุยกับพ่อค้าแม่ขายเจ้าถิ่น ไปสูดกลิ่นอายประวัติศาสตร์จริงๆ ไม่ใช่นั่งเทียนมโนเอาจากในกระดาษ ถ้ายังเคลียร์กันไม่ลงตัว... สัญญานี้ก็ยกเลิก แล้วเตรียมรับซองขาวจากท่านประธานได้เลยครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะ
พิมพ์ชนกแอบอมยิ้มมุมปาก พลางเอื้อมมือไปหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาถือไว้ แล้วกระซิบเบาๆ กับตัวเองว่า *'งานนี้สนุกแน่'*
"ลงพื้นที่?" ภาคินทวนคำ น้ำเสียงเหยียดหยามชัดเจน "ให้ผมไปเดินตากแดดคลุกฝุ่นกับคนที่ไม่รู้แม้กระทั่งความต่างของคอนกรีตเปลือยกับปูนฉาบเนี่ยนะ?"
"ดีกว่าให้คุณนั่งทำหน้าเป็นหุ่นยนต์ไร้หัวใจอยู่ในห้องแอร์ก็แล้วกันค่ะ!" ณิชารีย์สวนกลับทันที ไม่มีทางที่เธอจะยอมเสียฟอร์มให้ผู้ชายปากร้ายคนนี้เด็ดขาด "ฉันไปแน่! อยากรู้เหมือนกันว่าสถาปนิกจบเมืองนอกเมืองนา จะเดินดินเหยียบขี้โคลนกับชาวบ้านเขาเป็นรอดับเบิ้ลไหม!"
"ดีมากครับ งั้นสรุปตามนี้" ธนวินท์ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ "บ่ายโมงตรง ล้อหมุนที่ล็อบบี้ ห้ามเบี้ยว ห้ามอ้างประชุมเด็ดขาด"
สองชั่วโมงต่อมา...
ย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอดีต แสงแดดช่วงบ่ายแผดเผากระทบกับผนังตึกโบราณสไตล์ชิโนپอร์ตุกีสจนเกิดเงาทอดยาว ณิชารีย์ในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวสบายตากับกางเกงผ้าขายาว กำลังยืนกอดอกหน้าบึ้งตึงอยู่ข้างเสาไฟฟ้าริมถนน ขณะที่ร่างสูงโปร่งของภาคินในชุดสูทลำลองพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก กำลังก้าวเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
รองเท้าหนังราคาแพงเหยียดย่ำลงบนพื้นฟุตปาธที่ขรุขระ ภาคินขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนแทบจะเป็นเลขแปด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมและสันจاوโด่งเป็นสัน แต่เจ้าตัวก็ยังคงถือวิสาสะเดินดุ่มๆ ผ่านหน้าร้านขายยาโบราณโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ—แม้ปากจะบอกว่ารังเกียจนักหนา แต่สายตากลับกวาดมองโครงสร้างอาคาร สัดส่วนหน้าต่างไม้ และลวดลายปูนปั้นอย่างพินิจพิจารณา
"เดินเร็วๆ หน่อยสิครับ คุณผู้จัดการ" ภาคินหยุดเดินแล้วหันกลับมามองคนที่เดินตามหลังมาห่างๆ น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่เล็กน้อย "ถ้าช้าขนาดนี้ เกรงว่าเราจะเดินดูไม่ทันก่อนฟ้ามืด หรือว่ากลัวรองเท้าแบรนด์เนมราคาแพงของคุณจะเปื้อนฝุ่นดินแถวนี้กันแน่ครับ"
ณิชารีย์หยุดกงเท้าทันที เม้มปากแน่นด้วยความหมั่นไส้ เธอก้าวฉับๆ เข้าไปประชิดตัวชายหนุ่มจนเกือบจะชนแผงอกกว้าง ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นเหงื่ออ่อนๆ
"ปากดีจริงๆ นะคุณภาคิน" ณิชารีย์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตากลมโตฉายแววเอาเรื่อง "ห่วงตัวเองก่อนเถอะค่ะ หน้าตาบูด Bบis เป็นตูดหม้อแบบนั้น ระวังชาวบ้านแถวนี้เขาจะนึกว่าคุณมาตามทòiหนี้เขามากกว่ามาสำรวจพื้นที่นะ"
ภาคินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกอดอกมองหญิงสาวที่สูงเพียงแค่ระดับไหล่ของเขา แววตาที่เคยเย็นชาเมื่อครู่กลับไหววับด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกของวันที่ไม่ได้ดูแคลน... แต่ชวนให้หัวใจคนมองกระตุกวูบอย่างน่าประหลาด
"ถ้าผมมาตามทòiหนี้..." ภาคินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนณิชารีย์ต้องเอนตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาไม้ของร้านค้าโบราณเสียแล้ว ร่างสูงโน้มตัวลงมาเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหูจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินต้นคอระหง "คนแรกที่ผมจะยึด... คงเป็นคุณนี่แหละครับ"
ณิชารีย์เบิกตากว้าง หัวใจเต้นรำถี่รัวราวกับกลองเพลในอก สมองขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อจู่ๆ ภาคินก็ยื่นมือหนาขึ้นมาปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรกลงข้างแก้มให้อย่างเบามือ...
และในวินาทีที่สายตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางความเงียบของตรอกซอกซอยเก่าแก่...
"อุ๊ย ตายจริง! ขวางทางเดินหรือเปล่าจ๊ะพ่อหนุ่มแม่สาว"
เสียงแหบพร่าของยายแก่เจ้าของร้านขายของชำที่เดินถือถังน้ำผ่านมาพอดี ทำให้ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว
ณิชารีย์ผลักอกแกร่งออกเต็มแรง ใบหน้าสวยแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอกัดริมฝีปากล่างแน่นด้วยความเขินอายปนเคืองระคนกัน ส่วนภาคินเพียงแต่เสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากเอาไว้ ก่อนจะหันกลับมาทำหน้าตายตามเดิม
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ภาคินกำลังจะเอաբปากเอ่ยแซวอะไรบางอย่างเพื่อกลบเกลื่อนความเงียบที่น่าอึดอัด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของณิชารีย์ก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศ
หญิงสาวรีบควักโทรศัพท์ออกมาดูหน้าจอ แววตาสดใสเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที นิ้วเรียวกดรับสายแล้วกรอกเสียงกลับไปสั้นๆ
"ว่าไงนะพิมพ์?... เกิดเรื่องอะไรที่ไซต์งานหลักเหรอ!"
ดวงตาคมของภาคินหรี่ลงทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหญิงสาว เขาสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่สู้ดีนักจากน้ำเสียงตื่นตระหนกที่เล็ดลอดออกมาจากปลายสาย
ณิชารีย์หันขวับมามองหน้าเขา ชะงักค้างไปชั่วครู่ ราวกับเรื่องที่ได้ยินเมื่อครู่มันหนักหนาเกินกว่าจะรับไหว
"คิน..." ณิชารีย์เอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ลืมตัวหลุดสรรพนามทางการไปเสียสนิท "คนงานบอกว่า... กำแพงกันดินโซน A ที่เพิ่งเทปูนเสร็จเมื่อคืน... มันทรุดตัวลงมาแล้ว"
---
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 5 แล้วนะครับ หวังว่าจะสนุกและอินไปกับเคมีที่เริ่มคุกรุ่นของคินกับณิชานะครับ เจอกันตอนหน้าครับ! — **จอมยุทธ์เสื้อแพร**
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 5
แผนกู้หน้าโปรเจกต์เริ่มขึ้น
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับผู้จัดการอีเวนต์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!