เสียงโทรศัพท์ในมือถือของกรณ์ที่แผדเสียงแหลมสูงจนบาดแก้วหู ไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย เงาทะมึนของชายชุดดำร่างยักษ์สี่คนที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาอย่างพร้อมเพรียง สร้างแรงกดดันมหาศาลจนลมหายใจของกรณ์ติดขัด
"ปล่อยนะ! พวกแกเป็นใครวะ! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร!" กรณ์ตะโกนลั่นห้องประชุมด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าที่เคยซีดเผือดตอนนี้บิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เมื่อหน้าจอมือถือสว่างวาบพร้อมข้อความแจ้งเตือนหมายจับจากกองปราบปรามเศรษฐกิจเด้งขึ้นมาหราต่อหน้าต่อตา
พิมรดายืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเย้ยหยันไว้เต็มเปี่ยม ดวงตากลมโตคู่สวยไม่ได้ฉายแววสงสารแม้แต่น้อย มีเพียงความสมเพชเวทนาที่มอบให้ชายหนุ่มผู้เคยทิ้งเธอไปอย่างไร้เยื่อใยเพียงเพราะเงินตรา
"กรรมตามสนองเร็วกว่าที่คิดนะคะคุณกรณ์..." พิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนบาดลึก "เสียดายจังค่ะที่ความโลภมันบังตา จนทำให้คุณลืมคิดไปว่า... คนที่คุณพยายามเหยียบย่ำเมื่อก่อนหน้านี้ เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกขยี้คุณให้จมดินได้ในพริบตาเดียวเหมือนกัน"
"พิม! ช่วยฉันด้วย! เธอก็รู้ว่าเราเคย..." กรณ์พยายามจะพุ่งเข้ามาหาเพื่อเกาะชายเสื้อ แต่ร่างหนาของชายชุดดำคนหนึ่งกลับก้าวมาขวางไว้ราวกับกำแพงเหล็ก พร้อมกับสายตาคมกริบที่ส่งสัญญาณเตือนว่าหากขยับอีกนิดเดียว กระดูกคงได้หักเป็นท่อนๆ
"อย่ามาแตะต้องภรรยาผม"
เสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาของภาคิน ชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ ภาคินปรายตามองกรณ์ราวกับมองเศษฝุ่นใต้รองเท้า ก่อนจะเอื้อมมือโอบเอวบางของพิมรดาเข้ามาชิดกายด้วยความทะนุถนอม สายตาที่มองภรรยาสุดที่รักช่างแตกต่างจากสายตาดุดันที่ใช้มองศัตรูราวฟ้ากับเหว
"เหนื่อยไหมคะคนดี" ภาคินกระซิบถามเสียงนุ่ม ขัดแย้งกับบรรยากาศตึงเครียดรอบตัวอย่างสิ้นเชิง
"ไม่เลยค่ะเฮียคิน สนุกดีออกนะคะ ได้ดูละครลิงฟรีๆ แบบไม่ต้องเสียเงินซื้อตั๋ว" พิมตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ยื่นมือไปจัดปกเสื้อสูทราคาแพงให้สามีอย่างรู้ใจ เคมีของทั้งคู่ช่างเย้ายวนและทรงพลังจนคนในห้องประชุมแทบไม่กล้าหายใจแรง
ก่อนที่ความวุ่นวายเรื่องของกรณ์จะทันได้คลี่คลาย เสียงก๊อกประตูกระจกบานใหญ่ด้านหน้าห้องก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างถือดี ไม่รอให้ใครอนุญาต ประตูกระจกใสก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝ่ามือเรียวบางที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตเท่าไข่ไก่
"ว้าว... บรรยากาศดูคึกคักกันจังเลยนะคะเนี่ย นึกว่างานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของฉันเสียอีก"
น้ำเสียงแหลมใสแต่แฝงไว้ด้วยความจองหองและคุ้นเคยดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมชั่วขณะ ร่างเพรียวระหงในชุดเดรสแบรนด์เนมคอลเลกชันล่าสุดจากปารีส ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีราวกับนางพญา รองเท้าส้นสูงคู่สวยส่งเสียงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะชัดเจน ใบหน้าคมคายที่ผ่านการศัลยกรรมมาอย่างดีเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ของภาคินที่โอบกอดพิมอยู่
"พี่คินคะ... ไม่เจอกันนานเลย คิดถึงกันบ้างไหมเอ่ย?"
มินra หรือ 'มินตรา' อดีตคุณหนูตระกูลดังผู้เคยเป็นคู่หมั้นเก่าของภาคิน และเป็นคนที่เคยเหยียดหยามพิมรดาในงานสังคมเมื่อหลายปีก่อน ผุดรอยยิ้มเย้ายวนใจ เธอก้าวตรงเข้ามาหาภาคินโดยไม่สนใจสายตาของใครในห้องแม้แต่น้อย ราวกับลืมไปแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายยืนอยู่เคียงข้าง
พิมรดาหรี่ตามองผู้หญิงที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพอดีตที่มินตราเคยสาดเครื่องดื่มใส่เสื้อผ้าของเธอในงานเลี้ยงการกุศลผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับคำดูถูกเหยียดหยามว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าไม่คู่ควรกับภาคิน
"อ้าว นึกว่าใคร..." พิมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังพอที่จะดึงดูดทุกสายตาให้หันกลับมามอง "คุณมินตรานี่เองค่ะ หายหน้าหายตาไปลี้ภัยที่ต่างประเทศตั้งนาน นึกว่าเปลี่ยนสัญชาติหนีคดีฉ้อโกงของครอบครัวไปเสียอีกนะคะ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของมินตราสะดุดกึกทันที ดวงตาคู่คมตวัดกลับมามองพิมรดาด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด ตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอมองพิมด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์เช่นเดิมราวกับว่าเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ผู้หญิงคนนี้ฉลาดขึ้นเลย
"ปากดีขึ้นนี่นา ยัยเด็กก้นครัว..." มินตราแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันไปส่งสายตาออดอเซาะให้ภาคิน "พี่คินคะ ดูภรรยาจำเป็นของพี่สิคะ ไร้มารยาทเสียจริง กล้าดียังไงมาพูดจากับแขกคนสำคัญแบบนี้? หรือว่าพี่เลี้ยงเธอไม่ดีพอ ถึงได้ปล่อยให้เห่าใส่คนอื่นไปทั่วแบบนี้ล่ะคะ"
บรรยากาศในห้องประชุมลดอุณหภูมิลดฮวบลงจนหนาวยะเยือก ชายชุดดำทั้งสี่คนที่กำลังคุมตัวกรณ์อยู่ถึงกับผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเวทนาแทนผู้หญิงที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ เพราะพวกเขารู้ดีว่า 'เขตหวงห้าม' ที่ห้ามแตะต้องมากที่สุดในชีวิตของมหาเศรษฐีอย่างภาคินคือใคร
ภาคินไม่ได้ขยับตัวหนີสัมผัสที่มินตราพยายามจะยื่นมือมาแตะแขนเสื้อของเขา เขากลับปรายตามองหญิงสาวด้วยแววตาดุดัน เย็นชา และไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนรู้จักเก่า แต่เป็นสิ่งกีดขวางที่น่ารำคาญตา
"ถอยมือสกปรกของคุณออกไปจากเสื้อของฉัน" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และทรงอำนาจจนมินตราต้องชะงักมือค้างกลางอากาศ รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าของเธอเริ่มสั่นระริก
"พี่คิน... พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ? มินเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศนะ ตั้งใจมาหาพี่โดยเฉพาะเลย... เรื่องอดีตที่เราเคยหมั้นหมายกัน ผู้ใหญ่ท่านก็ยังเอ่ยถึงอยู่เสมอนะคะ ว่าถ้าไม่ใช่เพราะยัยนี่เข้ามาแทรกกลาง ชีวิตของพี่กับมินคง..."
"คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อภรรยาผมด้วยซ้ำ มินตรา" ภาคินตัดบทเสียงกร้าว ดวงตาสสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความรำคาญอย่างชัดเจน "แล้วก็เลิกเพ้อเจ้อเรื่องการหมั้นบ้าบออะไรนั่นได้แล้ว เพราะสำหรับผม คุณมันก็แค่คนที่ผมเคยเซ็นชื่อยกเลิกสัญญาไปตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว... ไม่มีค่าอะไรให้จดจำด้วยซ้ำ"
คำพูดที่เฉียบคมราวกับใบมีดโกนกรีดลงกลางใจของมินตราจนหน้าชา เธอกัดริมฝีปากแน่นด้วยความอับอายต่อหน้าพนักงานและผู้บริหารที่ยืนมองอยู่รอบด้าน ความมั่นอกมั่นใจที่พกมาเต็มร้อยพังทลายลงไม่เป็นท่า
แต่มีหรือที่คนอย่างมินตราจะยอมจำนนโดยง่าย? เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ เชิดหน้าขึ้นสูงด้วยความทิฐิ ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับพิมรดาโดยตรงด้วยแววตาหยามเหยียด
"หึ! ทำเป็นปากดีนะพิมรดา! คิดว่าเกาะสามีรวยแล้วจะกลายเป็นหงส์ขึ้นมาได้งั้นเหรอ? แกก็เป็นได้แค่เมียแต่งที่เขาเอาไว้บังหน้าแก้ขัดเท่านั้นแหละ! ตัวจริงเขาก็แค่เวทนาแกไม่ใช่หรือไง!" มินตราแผดเสียงใส่ด้วยความเหลืออด พร้อมกับก้าวเข้าไปหาพิมหมายจะใช้เล็บยาวๆ จิกเข้าที่ใบหน้าสวย
ทว่า... พิมรดาไม่มีวันยอมตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอีกต่อไปแล้ว
พิมไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว เธอกลับยกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย ดวงตากลมโตฉายประกายอำนาจที่ทำให้มินตราถึงกับผะเผงถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ค่ะ... ฉันอาจจะเคยเป็นแค่เด็กก้นครัวในสายตาคุณ..." พิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ แต่น้ำหนักของถ้อยคำกลับหนักหน่วงราucค้อนเหล็กทุบลงกลางศีรษะ "แต่ตอนนี้... ฉันคือคนเดียวที่ถือสิทธิ์เซ็นอนุมัติงบประมาณและถอดถอนหุ้นทั้งหมดของตระกูลคุณออกจากเครือข่ายธุรกิจของสามีฉันค่ะ!"
สิ้นเสียงของพิมรดา หน้าจอโปรเจกต์เตอร์ขนาดใหญ่กลางห้องประชุมก็สว่างวาบขึ้นมาทันที โดยฝีมือการกดรีโมตเงียบๆ ของเลขาส่วนตัว
เอกสารทางกฎหมายและบัญชีการเงินฉบับล่าสุดปรากฏหร่าอยู่บนจอภาพ ตัวเลขสีแดงฉานแสดงสถานะล้มละลายและการถูกฟ้องร้องขับไล่ออกจากคฤหาสน์หรูของตระกูลมินตรา ฟ้องร้องให้เห็นคาตาว่าตอนนี้ครอบครัวของเธอกำลังกลายเป็นบุคคลล้มละลายที่แม้แต่แผ่นดินจะซุกหัวนอนยังไม่มี!
มินตราหน้าถอดสีทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอหันขวับกลับมามองหน้าพิมรดาและภาคินสลับกันไปมาด้วยร่างกายที่สั่นเทา
"นะ... นี่มันอะไรกัน?! แกทำอะไรครอบครัวฉันยะ?!" มินตรากรีดร้องเสียงหลง สติหลุดกระเจิงเมื่อเห็นอนาคตอันสุขสบายของตัวเองพังทลายลงในพริบตา
พิมรดาก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวที่กำลังสันทัดความพังทลาย โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เยือกเย็นจนคนฟังต้องขนลุกซู่
"ของขวัญต้อนรับการกลับบ้าน... หวังว่าจะถูกใจคุณนะคะคุณอดีตคู่หมั้น" พิมผละตัวออกมายิ้มหวานหยด
ในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากมือถือราคาแพงของมินตราก็ดังขึ้นรัวๆ พร้อมกับข้อความจากธนาคารหลักที่ส่งตรงเข้ามาแจ้งอายัดบัตรเครดิตทุกใบในกระเป๋าของเธออย่างไร้เยื่อใย!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความฟินและความสะใจนี้นะคะ!
เมียแต่งนอกสายตาของท่านประธานคลั่งรัก•ตอนที่ 11
การกลับมาของอดีตคู่หมั้นจอมจุ้น
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียแต่งนอกสายตาของท่านประธานคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!