เสียงตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วห้องรับรองของสำนักงานที่ดินอำเภอ จนข้าราชการผู้น้อยหลายคนสะดุ้งโหยง
"พวกคุณเอาตาหามنظرไหนมาดู! โฉนดผืนนี้มันต้องเป็นชื่อของตระกูลซูสิ! นังเด็กนี่มันเป็นแค่หลานนอกไส้ จะมีสิทธิ์อะไรมาครอบครองที่ดินแปลงหัวมุมถนนสายสาม!"
เสียงแหลมสูงของป้าซูเจินแผดลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปーン มืออวบอูมชี้หน้าเจ้าหน้าที่รัฐด้วยความเกรี้ยวกราด ใบหน้ายับย่นเต็มไปด้วยความโลภและความมั่นใจเกินร้อย เพราะนางถือ "ใบมอบอำนาจปลอม" ที่ไปบังคับให้คนเฒ่าคนแก่เซ็นชื่อไว้ก่อนตายอยู่ในมือ
เหมยหลิงยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองหญิงวัยทองผู้เป็นปาปารัสซี่สูบเลือดสูบเนื้อตระกูลตัวเองอย่างสมเพช เธอไม่ได้ปริปากเถียงสักคำ ปล่อยให้อีกฝ่ายแสดงละครตบตาชาวบ้านที่มาติดต่อราชการจนคอแห้งผาก
"เจ้าหน้าที่ครับ ตรวจสอบให้ละเอียดสครับ นังนี่มันปลอมแปลงเอกสาร! จับมันเลย!" ป้าซูเจินหันไปสั่งเสียงกร้าว พร้อมกับส่งสายตาพิฆาตมาทางเหมยหลิง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องเหงื่อตกซิก มือสั่นเทาขณะพลิกเอกสารในมือไปมา แม้เขาจะรู้ดีว่าเอกสารของป้าซูเจินมีพิรุธ แต่ด้วยเส้นสายและอิทธิพลมืดบางอย่างที่หนุนหลังหญิงแก่คนนี้ ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก "คือว่า... คุณซูครับ ทางเราต้องขอเวลาตรวจสอบทะเบียนราษฎร์และต้นขั้วโฉนดฉบับจริงก่อน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาสัก... สัปดาห์สองสัปดาห์..."
"สัปดาห์สองสัปดาห์บ้าอะไร! ถ้าปล่อยเวลาไว้นังเด็กนี่มันอาจจะแอบรื้อร้านทิ้งแล้วหนีไปก็ได้! โอนชื่อให้ฉันเดี๋ยวนี้!" ป้าซูเจินตบโต๊ะซ้ำอีกครั้งอย่างเอาแต่ใจ
"เกรงว่า... คงจะโอนให้ไม่ได้หรอกครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และทรงพลังดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน น้ำเสียงเพียงประโยคเดียวกลับทำให้บรรยากาศภายในห้องที่อึกทึกเงียบสงบลงในพริบตา ราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียง
ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบนายตำรวจสีเข้มก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง รองเท้าคอมباتหนังขัดมันกระทบพื้นปูนเสียงดังฟังชัด สารวัตรจ้าวหานกวาดสายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองเหยื่อ กลิ่นอายความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจนป้าซูเจินถึงกับหุบปากฉับโดยอัตโนมัติ ขาที่เคยยืนหยัดมั่นกลับสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ
"สะ... สารวัตรจ้าว?" ป้าซูเจินเสียงสั่นเครือ "ทะ... ท่านมาทำอะไรที่นี่คะ เรื่องครอบครัวฉัน ท่านคงไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งกระมัง"
จ้าวหานไม่แม้แต่จะชายตามองหญิงแก่ เขาเดินตรงเข้าไปยืนเคียงข้างเหมยหลิงอย่างปกป้อง ไหล่กว้างของเขาบังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่ง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่มาจากตัวสามี ทำให้มุมปากของเหมยหลิงยกย่องขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ
"เรื่องภายในครอบครัวผมอาจจะไม่มีสิทธิ์... แต่เรื่อง 'การปลอมแปลงเอกสารราชการ' และ 'การกรรโชกทรัพย์' เป็นหน้าที่โดยตรงของผมครับ ป้าซูเจิน" จ้าวหานเน้นย้ำทีละคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดโกน
อาเฉิง ลูกน้องมือขวาเดินตามเข้ามาติดๆ ในมือถือแฟ้มเอกสารหนังสีน้ำตาลเข้มสภาพเก่าคร่ำครึ แต่ตราประทับตราครุฑสีแดงสดบนนั้นชัดเจนจนเตะตา อาเฉิงส่งแฟ้มให้สารวัตรจ้าวด้วยความนอบน้อม
"นี่คืออะไรคะ ฉันไม่เชื่อ! ของปลอมแน่ๆ!" ป้าซูเจินกรีดร้องเสียงหลงเมื่อเห็นท่าทีไม่
จ้าวหานหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากแฟ้ม ชูขึ้นให้ทุกคนในห้องได้เห็นชัดๆ "โฉนดที่ดินตัวจริง เสียงจริง และถูกกฎหมายทุกประการระบุชื่อผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวคือ... 'คุณเหมยหลิง' หลานสาวแท้ๆ ของผู้ใหญ่บ้านผู้ล่วงลับ หาใช่ชื่อของคุณไม่"
เสียงฮือฮาจากชาวบ้านที่มุงดูดังขึ้นทันที ป้าซูเจินหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้สีเลือด สติสตางค์หลุดลอยไปชั่วขณะ มือที่ถือใบมอบอำนาจปลอมร่วงหล่นลงพื้น
"เป็นไปไม่ได้! ฉันเก็บรักษาไว้กับตัว... แก... แกไปเอามาจากไหน!" ป้าซูเจินพุ่งตัวเข้ามาหมายจะแย่งเอกสาร แต่จ้าวหานเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย อาเฉิงก็เข้ามาล็อกแขนทั้งสองข้างของหญิงแก่ไว้ได้อย่างทันท่วงที
"ผมใช้เส้นสายทางราชการเหรอครับ? เปล่าเลย... ผมแค่ทำหน้าที่ 'ตรวจสอบความถูกต้อง' ตามที่ภรรยาผมร้องขอ... และบังเอิญว่า ต้นขั้วที่สูญหายไปสามสิบปี ถูกเก็บไว้อย่างดีในแฟ้มลับของกองปราบปรามพอดี" จ้าวหานก้มลงกระซิบข้างหูป้าซูเจินด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน แต่กลับดังสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง "ถ้าไม่อยากติดคุกหัวโตข้อหาปลอมแปลงเอกสารและฉ้อโกงประชาชน... แนะนำว่าให้ไสหัวออกไปจากอำเภอนี้ซะ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจไม่ดำเนินคดีแค่ทางแพ่ง"
ป้าซูเจินเข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น น้ำตาไหลพรากด้วยความแค้นใจและหวาดกลัวสุดขีด นางรู้ดีว่าอำนาจของสารวัตรหนุ่มผู้นี้พูดจริงทำจริง หากดื้อรั้นต่อมีหวังได้ไปนอนซังเตชดใช้กรรมเก่าแน่
"พาตัวออกไป อย่าให้มาสร้างความรำคาญแถวนี้อีก" จ้าวหานออกคำสั่งสั้นๆ อาเฉิงรีบหิ้วปีกหญิงแก่จอมโลภออกไปจากห้องทันที ท่ามกลางสายตาสมเพชเวทนาของชาวบ้าน
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องรับรองอีกครั้ง จ้าวหานหันกลับมามองภรรยาสนิท ดวงตาคมกริบทอประกายความอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด มือหนายื่นไปปัดปอยผมที่ปรกลงมาข้างแก้มของเหมยหลิงอย่างเบามือ
"เรียบร้อยแล้วครับ คุณผู้หญิง" เขาเอמהเสียงนุ่ม "ทีนี้... ไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาวุ่นวายกับร้านชาโบราณของคุณอีกแล้ว"
เหมยหลิงเงยหน้าสบตาชายหนุ่ม รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า เธอเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อเครื่องแบบให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ "ขอบคุณนะคะ... สามีสายเปย์ของฉัน ท่าทางวันนี้คุณคงเหนื่อยไม่น้อยเลยสินะคะ"
"ไม่เหนื่อยเลยครับ ถ้าแลกกับการได้เห็นรอยยิ้มของคุณ" จ้าวหานอมยิ้มบางๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมากระซิบใกล้ใบหูขาวสะอาด "แต่ถ้าจะให้หายเหนื่อยจริงๆ... เย็นนี้ ผมอยากกิน 'หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง' สูตรลับฝีมือคุณที่ร้านสักหม้อใหญ่ๆ นะครับ"
เหมยหลิงหัวريكเบาๆ ในลำคอ "ได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะจัดให้ชุดใหญ่..."
ทว่า... ในจังหวะที่ทั้งสองกำลังสบตากันด้วยความหวานชื่น ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านน้ำชาโบราณที่บ้านท้ายซอย ซึ่งดังผ่านเครื่องมือสื่อสารฉุกเฉินที่อาเฉิงติดตั้งไว้ ก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"สารวัตรครับ! คุณเหมยหลิงครับ!แย่แล้วครับ!" เสียงอาเฉิงทางวิทยุสื่อสารหอบสะฮือและร้อนรนจนผิดปกติ "มี... มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่ง มายืนรออยู่ที่หน้าร้าน... เขาอ้างตัวว่าเป็น 'คู่หมั้นเก่า' ที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อนของคุณเหมยหลิงครับ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "กาน้ำชาโบราณกับผู้กองหน้านิ่งที่บ้านท้ายซอย" มาโดยตลอดนะครับ
กาน้ำชาโบราณกับผู้กองหน้านิ่งที่บ้านท้ายซอย•ตอนที่ 13
หลักฐานชิ้นโบว์แดง
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาน้ำชาโบราณกับผู้กองหน้านิ่งที่บ้านท้ายซอย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!