กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับความเงียบงันในห้องประชุมใหญ่ของ *Studio V* ดูเหมือนจะคมกริบเสียยิ่งกว่าใบมีดคัตเตอร์ที่พริมาเพิ่งใช้กรีดกระดาษไขเมื่อครู่ค่ะ
“ถ้าคุณยังยืนกรานจะเจาะผนังฝั่งทิศตะวันตกเพื่อทำช่องแสงโอเวอร์ไซส์แบบนั้น งานอินทีเรียร์ทั้งหมดที่ฉันรีดเค้นสมองมาสามสัปดาห์คงต้องพังไม่เป็นท่าค่ะ คุณพริมา”
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความเฉียบขาดดังขึ้น รินรดาในชุดสูทผ้าลินินสีเทาอ่อนกอดอกมองร่างโปร่งบางของสถาปนิกสาวที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้สำนักงาน แว่นตากรอบทองถูกเลื่อนขึ้นไปทาบ1บนสันจมูกคม ปลายเรียวลิ้นดันกระพุ้งแก้มเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่ถูกตีกรอบความคิดสร้างสรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า
พริมาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววพยศอย่างชัดเจน เธอกระแทกแฟ้มแบบแปลนลงบนโต๊ะไม้สักตัวยาวจนกระดาษด้านในปลิวไหว
“ถ้าฉันไม่เจาะช่องแสงนั้น ห้องนั่งเล่นทรงแคบที่คุณออกแบบให้มันดู ‘หรูหรา’ ตามตำราเป๊ะๆ ของคุณ มันก็จะกลายเป็นกล่องทึบอับทึบไร้อากาศหายใจค่ะ คุณรินรดา! สถาปัตยกรรมไม่ได้มีไว้แค่ตั้งโชว์ให้สวยงามบนนิตยสารนะคะ แต่มันมีไว้ให้ ‘มนุษย์’ หายใจและมีชีวิตอยู่ข้างในนั้น!”
“แต่ฉันคือคนจัดสรรฟังก์ชันการใช้งานภายในให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด! คุณต่างหากล่ะที่เอาแต่ใจตัวเอง เอาแต่สนความอาร์ตจนลืมไปว่าผนังด้านนั้นมันรับน้ำหนักโครงสร้างหลักอยู่!” รินรดาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ แรงอารมณ์ทำให้เอกสารบนโต๊ะไหวสะเทือน เธอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม ร่นระยะห่างระหว่างกันจนพริมาต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โดยอัตโนมัติ
ความโกรธพุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือดของคนทั้งคู่ แต่น่าแปลกที่ระยะห่างเพียงคืบเศษนี้กลับทำให้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาจางๆ จากตัวรินรดาผสมผสานเข้ากับกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ของพริมาได้อย่างน่าประหลาด หัวใจของสถาปนิกสาวเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ไม่ใช่เพราะกลัวข้อโต้แย้ง แต่เป็นเพราะประกายตาในระยะประชิดคู่นั้นมันชวนให้สติหลุดลอยเสียเหลือเกิน
ก่อนที่สงครามขนาดย่อมจะลุกลามไปมากกว่านี้ เสียงเปิดประตูก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“เอ่อ... ขอโทษครับคุณรินรดา แบบแปลนงวดแรกที่ส่งให้ทางลูกค้ารับรองผ่านฉลุยแล้วครับ แต่ทางนั้นขอร้องว่า... อยากให้ห้องตัวอย่างเสร็จทันงานเปิดตัวเดือนหน้า ซึ่งหมายความว่าพวกคุณต้องเร่งมือเคลียร์ดีเทลรอยต่อระหว่างโครงสร้างกับบิลต์อินให้จบภายในสัปดาห์นี้ครับ” เลขาหนุ่มหน้าตาตื่นวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาวางเอกสารกองโตแล้วรีบถอยก้นขวิดออกไปทันทีราวกับรู้ชะตากรรม
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมห้องประชุมอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืนๆ เธอผละถอยหลังกลับไปยืนตั้งหลักที่เดิม พรูลมหายใจยาวเหยียดเพื่อดึงสติอันกระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง นิ้วเรียวสวยปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมครึ่งส่วน
“โอเค... สัปดาห์นี้เราไม่มีเวลามานั่งเถียงกันเรื่องทิฐิส่วนตัวแล้วค่ะ คุณพริมา”
พริมาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของดีไซเนอร์จอมเนี๊ยบ “หมายความว่ายังไงคะ หรือว่าคุณยอมจำนนต่อไอเดียหน้าต่างร้อยปีของฉันแล้ว?”
“ฝันไปเถอะค่ะ” รินรดาชำนาญการปรายตามองค้อน “ฉันแค่จะเสนอ ‘ข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว’ เพื่อจบงานระยะแรกต่างหากล่ะคะ เราจะมานั่งกางแบบแล้วดีเบตร่วมกันแบบผู้มีอารยะ ไม่ใช่วีนเหวี่ยงใส่กันเหมือนเด็กอนุบาล... ว่าไงคะ ดีไซเนอร์กับสถาปนิกจะยอมสงบศึกชั่วคราวเพื่อผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้ไหมล่ะคะ?”
รินรดายื่นมือขวาออกไปตรงหน้า ฝ่ามือเรียวเนียนแบออกรอการตอบรับ ดวงตาสีนิลคู่นั้นมองตรงมาด้วยความท้าทายแกมขอร้องกลายๆ
พริมามองมือนั้นสลับกับใบหน้าเชิดรั้นของอีกฝ่าย รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นอย่างนึกสนุก เธอยื่นมือออกไปจับมือตอบ แรงบีบกระชับที่ส่งผ่านฝ่ามือไม่ได้สื่อถึงความอ่อนข้อ แต่มันคือคำประกาศิตท้าทายกลายๆ ว่าเกมนี้ยังอีกยาวไกล
“ตกลงค่ะ สงบศึกชั่วคราว... แต่ถ้าแบบของคุณทำให้งานฉันพัง ฉันจะฟ้องคุณข้อหาฆาตกรรมงานออกแบบนะคะ”
“เชิญตามสบายค่ะ เพราะฉันก็จะฟ้องคุณกลับข้อหาทำลายสุนทรียภาพโลกเหมือนกัน”
แม้ปากจะพูดจาเชือดเฉือน แต่ทว่ามือที่ประสานกันอยู่กลับไม่ได้ผละออกจากกันทันทีตามที่ควรจะเป็น รินรดาก้มมองมือของพวกเธอที่ยังกุมกันอยู่ ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของพริมาแผ่ซ่านเข้ามาในใจจนเธอต้องรีบชักมือกลับราวกับโดนน้ำร้อนลวก ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีระเรื่อจางๆ โดยไม่รู้สาเหตุ
“ถ้าอย่างนั้น... เชิญนั่งลงค่ะคุณสถาปนิก เรามีงานกองโตที่ต้องเคลียร์ให้จบก่อนพระอาทิตย์ตกดิน” รินรดานั่งลงฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงพยายามปรับให้ราบเรียบที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก
พริมาพยักหน้ารับ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เธอลากเก้าอี้เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานฝั่งของรินรดามากขึ้น จนระยะห่างระหว่างไหล่ของทั้งคู่แทบจะแนบชิดติดกัน กลิ่นวานิลลาจางๆ ลอยเข้าจมูกอีกครั้ง ชวนให้ใจสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
ทั้งสองก้มหน้าลงตรวจแบบแปลนร่วมกันอย่างตั้งใจ ความเงียบสงบก่อตัวขึ้นเป็นความร่วมมือที่น่าทึ่ง ลายเส้นสถาปัตยกรรมและรายละเอียดการตกแต่งภายในค่อยๆ ผสานกลมกลืนกันบนกระดาษแผ่นเดียวกันอย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยโดยที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากทักทาย
เวลาล่วงเลยไปจนแสงยามเย็นเริ่มสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างห้องทำงาน ทอดเงาทับร่างของหญิงสาวทั้งสองให้แนบชิดกันราวกับภาพวาด
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบอีกครั้ง พริมาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจที่ถูกขัดสมาธิ ขณะที่รินรดาเงยหน้าขึ้นมองประตูด้วยความสงสัย
บานประตูไม้สีขาวค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปรดของใครบางคนในชุดสูทราคาแพง ใบหน้าคมคายนั้นส่งยิ้มพราวเสน่ห์เข้ามาในห้อง
“สวัสดีครับริน... พอดีผมผ่านมาแถวนี้ เลยแวะเอาเอกสารสำคัญมาให้... เอ๊ะ หรือว่าผมมารบกวนเวลาทำงานของคุณกับสถาปนิกคนเก่งกันพอดีครับ?”
สิ้นเสียงนั้น รินรดาก็เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกแกมกระอักกระอ่วนใจอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พริมาหันไปมองแขกผู้มาใหม่ด้วยแววตาเย็นชาทันทีเมื่อตระหนักได้ว่า... บุคคลที่ไม่คาดฝันรายนี้ คือตัวแปรที่จะพังทลายทุกข้อตกลงสงบศึกที่เพิ่งสร้างขึ้นมากับมือ!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับเรื่องราวของพวกเธอนะคะ
ดีไซเนอร์จอมเนี๊ยบกับยัยสถาปนิกจอมขบถ•ตอนที่ 12
หยุดพักเพื่อไปต่อ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์จอมเนี๊ยบกับยัยสถาปนิกจอมขบถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!