เสียงรายงานสถานการณ์หน้าไซต์จากหัวหน้าโฟร์แมนกลายเป็นเพียงคลื่นเสียงอื้ออึงในโสตประสาท เมื่อความจริงที่ว่า "ประตูไม้สักบานหนาถูกล็อกตายสนิทจากภายนอกด้วยแม่กุญแจเหล็กกล้า" กระแทกเข้าใส่โสตประสาทอย่างจัง
"ช่างไฟรีบเร่งกลับแคมป์เพราะพายุเข้าค่ะคุณพริมา คุณรินรดา... พวกเขาคงคิดว่าไม่มีใครติดค้างอยู่ในตึกเก่านี้แล้ว เลยลงกลอนเหล็กดัดชั้นล่างแล้วขึงผ้าใบกันฝนทับอีกชั้น สัญญาณโทรศัพท์ในนี้ก็อับคลื่นเสียด้วย กว่าฉันจะตามคนมาเปิดได้ อย่างน้อยก็คงต้องรอเช้าตรู่โน่นแหละค่ะ!"
เสียงตะโกนลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้โบราณของโฟร์แมนสาวใหญ่ดังแว่วมา ก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับเสียงฝ่าเท้าที่ย่ำย่ำฝ่าสายฝนกระหน่ำออกไปไกล พริมาถึงกับทรุดฮวบลงพิงบานหน้าต่าง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาสีเข้มคู่สวยที่กำลังมองมาด้วยแววตาอ่านยาก
รินรดายืนกอดอกนิ่งสนิท ใบหน้าเรียบเนียนตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นน้ำแข็ง ชุดสูทดีไซเนอร์แบรนด์ดังที่เคยเนี๊ยบกริบ บัดนี้ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการกระทกระทั่งเมื่อครู่ แต่ท่าทีเย่อหยิ่งและถือดีของอีกฝ่ายไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
"เพราะความสะשלุของใครกันล่ะคะ ที่ทำให้เราต้องมาติดแหง็กอยู่ในซากตึกเก่าผุพังนี่" รินรดาเปิดฉากด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉือดเฉือนราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง "ถ้าคุณไม่ดึงดันจะมาตรวจแนวท่อประปาหน้าฝนแบบนี้ ฉันคงนอนจิบไวน์อยู่บนคอนโดหรูไปนานแล้ว"
"อุ๊ย! อย่ามาโบ้ยความผิดให้คนอื่นนะคะคุณดีไซเนอร์จอมเนี๊ยบ" พริมาดีดตัวผงะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายไม่แพ้กัน "ใครกันล่ะคะที่เดินตามต้อยๆ ไม่ยอมปล่อยฉันคลาดสายตา เพราะกลัวว่างานดีไซน์อินทีเรียร์สุดหรูของคุณจะโดนไอเดียดิบเถื่อนของสถาปนิกอย่างฉันกลืนกินน่ะห๊ะ?"
"ฉันแค่มาควบคุมมาตรฐานค่ะ ไม่ได้มาเดินเล่น" รินรดาก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละก้าว ความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูกพริมา จนสถาปนิกสาวเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว "และตอนนี้ มาตรฐานที่ว่ากำลังจะพังทลายลง เพราะเราสองคนต้องติดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ด้วยกัน... หนึ่งคืนเต็มๆ"
คำว่า *หนึ่งคืนเต็มๆ* ลอยเคว้งคว้างอยู่ในบรรยากาศที่เริ่มเย็นเยียบลงเรื่อยๆ เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและพายุฝนด้านนอกโหมกระหน่ำหนักขึ้น ฟ้าแลบแปลบปลาบตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องของฟ้าผ่า ส่งผลให้แสงไฟนีออนดวงเดียวที่ติดๆ ดับๆ ในห้องทำงานชั่วคราว ดับวูบลงอย่างสมบูรณ์แบบ
ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่ง เหลือเพียงแสงสีฟ้าจางๆ จากฟ้าแลบที่สาดส่องผ่านกระจกหน้าต่าง เผยให้เห็นใบหน้าของกันและกันในระยะประชิด
พริมากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน รินรดานิ่งเงียบไป ผิดวิสัยคนปากจัด ทว่าความเงียบในความมืดกลับทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก
"กลัวเหรอคะ?" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในความมืด ชิดริมฝีปากจนพริมาสัมผัสได้ถึงไออุ่นของลมหายใจที่รินรดรดรดรินอยู่ตรงพวงแก้ม
"ใคร... ใครกลัวกันคะ บ้าหรือเปล่า" พริมาเถียงเสียงสั่น ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังปูนเปลือยเย็นเฉียบไร้ทางหนี รินรดาอาศัยจังหวะนี้ก้าวเข้ามาดักหน้า ยกมือข้างหนึ่งขึ้นยันผนังด้านข้าง กักขังร่างบางไว้ในวงแขนอย่างเบ็ดเสร็จ
"ถ้าไม่กลัว ทำไมมือสั่นขนาดนั้นล่ะคะคุณสถาปนิก" รินรดาก้มหน้าลงกระซิบชิดใบหู น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือความเย้าแหย่ที่ทำเอาพริมาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "หรือว่า... กำลังกลัวใจตัวเองกันแน่ ที่ต้องอยู่ใกล้ผู้หญิงที่ตัวเองคอยต่อปากต่อคำด้วยมาตลอดทั้งอาทิตย์"
"คุณรินรดา! ถอยไปเลยนะ ฉันไม่ได้..."
พริมายกมือขึ้นหมายจะดันอกอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจใต้เสื้อผ้าสูทรáของรินรดาที่รัวเร็วจนน่าตกใจ ไม่ต่างจากเธอเลยแม้แต่น้อย
จังหวะนั้นเอง สายฝนด้านนอกสาดซัดเข้าใส่กระจกจนเกิดเสียงดังสนั่น พร้อมกับฟ้าผ่าครั้งใหญ่ที่สว่างวาบไปทั่วทั้งห้อง เผยให้เห็นแววตาไหวระริกและประกายความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย่อหยิ่งของรินรดาอย่างชัดเจน ดีไซเนอร์สาวชะงักค้าง ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบเดียว กลิ่นอายความดื้อรั้นผสมผสานกับความโหยหาบางอย่างตลบอบอวลอยู่ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างลมหายใจที่ประสานกัน
รินรดาเลื่อนสายตาลงมองเรียวปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างประหม่า ปลายนิ้วเรียวที่เคยถือตัวและวางฟอร์มมาตลอด ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นแนบแก้มของพริมาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนเสียจนพริมาลืมสิ้นซึ่งคำเถียงใดๆ ที่เตรียมไว้ในหัว
"บางที..." เสียงหวานเอ่ยกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายฝน "การติดอยู่ในที่แบบนี้... อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ที่สุดในโปรเจกต์นี้ก็ได้นะคะ พริมา"
หัวใจของพริมากระตุกวาบ สติสัมปชัญญะที่เคยต่อต้านพังทลายลงในพริบตาเดียว ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะขยับเข้าหาimpasseที่รอคอยมานาน เสียงฝ่าเท้าหนักๆ พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบก็ส่องลอดใต้ประตูกระดานไม้เข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกจากด้านนอก
"คุณพริมา! คุณรินรดา! เปิดประตูแล้วครับ ช่างกุญแจมาแล้ว!"
รินรดาสดุ้งสุดตัวผละถอยหลังกลับไปยืนตัวตรงอย่างรวดเร็วราวกับต้องไฟลวก ใบหน้าแดงก่ำในความมืด พริมาเองก็รีบยกมือขึ้นเสยผมแก้เก้อ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกปนเสียดายอย่างบอกไม่ถูก
กลอนประตูด้านนอกส่งเสียงดัง *คลิก* ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกอย่างกว้างขวาง แสงไฟสว่างจ้าแยงตาทำให้ทั้งสองต้องหยีตาลงพร้อมกัน ทว่าในวินาทีที่แสงไฟสาดส่องเข้ามานั้นเอง รันต์—สถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่ผู้เป็นอดีตคนรักเก่าของพริมา และเป็นคู่แข่งทางธุรกิจตัวฉกาจของรินรดา ก็ก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาพร้อมรังรังสีไม่เป็นมิตร พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงยิ่งกว่าสายฝน
"อ้าว... ติดอยู่ในห้องมืดๆ กับดีไซเนอร์คนเก่งสองต่อสองแบบนี้... หวังว่าโปรเจกต์คงยังไม่ 'พัง' ไปก่อนสร้างเสร็จหรอกนะครับ?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความสัมพันธ์ซึนๆ ของยัยสถาปนิกกับดีไซเนอร์จอมเนี๊ยบนะคะ!
ดีไซเนอร์จอมเนี๊ยบกับยัยสถาปนิกจอมขบถ•ตอนที่ 5
ฝนตกกับรถที่เสียหลัก
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์จอมเนี๊ยบกับยัยสถาปนิกจอมขบถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!