เสียงเครื่องยนต์แปดสูบของรถยนต์อเนกประสงค์คันหรูคำรามแผ่วเบาอยู่ท่ามกลางความเงียบงันภายในลานจอดรถชั้นใต้ดินของสำนักงานสถาปนิก
"ผมขับเองได้น่า คุณอาคเนย์ ไม่เห็นจำเป็นต้องลงทุนขับรถพาผมฝ่ารถติดออกต่างจังหวัดด้วยตัวเองเลยนี่ครับ ปล่อยให้ผม นั่งรถทัวร์ไปดูหน้างานที่เชียงรายตามแผนเดิม คงไม่ทำให้ตึกถล่มลงมาก่อนสร้างเสร็จหรอกมั้ง"
ผมส่งเสียงพึมพำพร้อมกับดึงสายเบल्टคาดนิรภัยให้เข้าที่ ขณะที่เหลือบมองคนข้างกายที่กำลังสวมแว่นสายตาสำหรับขับรถ ใบหน้าคมคายด้านข้างดูเรียบเฉยจนเกือบจะไร้อารมณ์ตามสไตล์ของสถาปนิกหนุ่มผู้เนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันเล็กน้อยนั้นกลับฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังหงุดหงิดกับคำพูดของผมอยู่ไม่น้อย
อาคเนย์ไม่ตอบทันที เขาเคลื่อนตัวรถออกจากช่องจอดด้วยความนิ่มนวลราวกับฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี ก่อนจะเหลือบหางตาคมกริบมามองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดุดันผสมผสานความอึดอัดใจบางอย่างที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง
"ถ้าการที่โปรเกมเมอร์ปากดีอย่างคุณคิดว่า การเดินทางไปตรวจพื้นที่หน้างานโครงการรีสอร์ทกลางหุบเขา มันเป็นเรื่องเล่นเกมวางแผนที่ตายแล้วเกิดใหม่ได้ตามใจชอบล่ะก็..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงกระแสกดดันอันทรงพลัง "คุณคงประเมินความซับซ้อนของหน้างานกับความปลอดภัยของตัวเองต่ำเกินไปแล้วล่ะครับ คิว"
ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ จงใจเอนหลังพิงเบาะหนังราคาแพงแล้วหันไปสบตาเขาตรงๆ "เป็นห่วงผมว่างั้นเถอะ?"
"ผมแค่ไม่อยากแบกศพคนปากมากกลับกรุงเทพฯ ให้เสียเวลาทำงาน" อาคเนย์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเย็นชาแต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ ใต้กรอบผมสีเข้มนั้น เป็นหลักฐานชั้นดีว่าเขาไม่ได้รู้สึกเฉยเมยอย่างที่ปากพูดเลยแม้แต่น้อย
"ปากแข็งชะมัด..." ผมพึมพำเบาๆ แต่ก็ยอมหันหน้ากลับไปมองทัศนียภาพสองข้างทางที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งโล่งและภูเขาสีเขียวครึ้มเมื่อรถเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตชานเมือง
หลังจากเหตุการณ์ในห้องทำงานวันนั้น "เฟสแรก" ของเราจบลงด้วยความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างสถาปนิกผู้เคร่งขรึมกับโปรเกมเมอร์จอมกวนไปโดยปริยาย เกมกระดานจริงที่อาคเนย์เคยเอ่ยไว้ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องแบบแปลนอาคาร แต่มันคือเกมเดิมพันความรู้สึกที่พวกเราต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมถอยให้กัน และทริปดูงานต่างจังหวัดกะทันหันในครั้งนี้ ก็คือกระดานรอบใหม่ที่ถูกจัดวางขึ้นโดยความตั้งใจ (ที่เขาไม่ยอมรับ) ของสถาปนิกหน้าตายคนนี้
บรรยากาศภายในรถตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ จากวิทยุเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด อาคเนย์ยังคงมุ่งมั่นกับการขับรถ มือใหญ่กุมพวงมาลัยมั่น สายตาจดจ้องเส้นทางเบื้องหน้าอย่างแม่นยำ ทุกกิริยาบทของเขาสะท้อนความรับผิดชอบและความเด็ดเดี่ยว ซึ่งเป็นเสน่ห์ร้ายกาจที่ทำให้ผมละสายตาจากเขาไม่ได้เลยจริงๆ
"มองอะไรนักหนา หน้าผมมีรอยแปลนตึกติดอยู่หรือไง" สถาปนิกหนุ่มเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง แต่รอยหยักที่มุมปากข้างซ้ายบ่งบอกว่าเขารู้ตัวดีว่าถูกผมจ้องมองอยู่
"เปล่าครับ แค่คิดว่า... หน้าตาแบบคุณเนี่ย ถ้าไปเล่นเป็นบอสใหญ่ในเกมแนววางแผนกลยุทธ์ คงไม่มีผู้เล่นคนไหนกล้าหาเรื่องด้วยแน่ๆ" ผมแซ่วยิ้มๆ
"ถ้าผมเป็นบอสในเกม คุณคงเป็นผู้เล่นประเภทที่ชอบก่อกวนระบบจนผมต้องจับขังไว้ในคุกใต้ดินเพื่อไม่ให้ไปสร้างความปั่นป่วนที่อื่น" อาคเนย์หันมาสบตาผมแวบหนึ่งด้วยสายตาพราวระยับที่นานๆ ทีจะได้เห็น
"โหดร้ายจังนะครับ" ผมยักไหล่ ยียวนใส่ "แต่ระวังเถอะ... ผู้เล่นคนนี้อาจจะแкерระบบของคุณจนพังไม่เป็นท่าเข้าสักวัน"
อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกขัน ก่อนจะเหยียบคันเร่งพารถทะยานไปตามถนนสายยาวที่ทอดยาวสู่หุบเบื้องหน้า แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบกระจกรถเป็นประกายระยิบระยับ ท่ามกลางระยะทางนับร้อยกิโลเมตรที่กำลังจะพาเราหลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ สู่สถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าความรู้สึกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ และไม่มีทางหมุนเวลากลับไปได้อีกแล้ว
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีส้มอมชมพู อาคเนย์เลี้ยวรถเข้ามาจอดสนิทที่รีสอร์ทสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ตั้งอยู่บนเนินเขา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราต้องมาดูหน้างานในวันพรุ่งนี้ บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ รายล้อมด้วยทิวสนและสายหมอกบางๆ ที่เริ่มลอยตัว
"ถึงแล้วครับ ลงไปเอาของบนห้องพัก ก่อนที่ฟ้าจะมืดไปมากกว่านี้" อาคเนย์เอ่ยขึ้นพร้อมกับปลดล็อกประตูรถ
เราจัดการขนกระเป๋าเดินทางลงมา แม้ว่าผมจะเตรียมตัวมาแค่ค้างคืนเดียว แต่ดูเหมือนความตั้งใจของอาคเนย์จะวางแผนไว้รัดกุมกว่านั้นมาก เมื่อพนักงานต้อนรับยื่นกุญแจห้องพักให้เพียงดอกเดียว พร้อมกับรอยยิ้มหวาน
"ห้องสวีทวิวภูเขาสำหรับคุณอาคเนย์และผู้ติดตามครับ"
ผมชะงักฝีเท้า หันขวับไปมองหน้าสถาปนิกหนุ่มทันที "เดี๋ยวนะครับ... ห้องเดียวเหรอ?"
อาคเนย์รับกุญแจมาจากพนักงานด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขากวาดสายตามองผมด้วยสีหน้าตายด้านแบบฉบับเดิม ก่อนจะเดินนำหน้าผมไปยังลิฟต์อย่างไร้ความสำนึกผิด
"รีสอร์ทนี้ช่วงไฮซีซั่น ห้องพักเต็มหมด เหลือห้องนี้ห้องสุดท้ายพอดี... หรือว่าคุณอยากจะนอนค้างในรถคันนั้นล่ะครับ คิว?"
ผมยืนอึ้ง มองแผ่นหลังกว้างที่เดินนำลิฟต์ไปก่อนแล้วอย่างหมั่นไส้ นี่สินะ... เล่ห์เหลี่ยมของสถาปนิกหน้าตาย ที่แท้ก็วางแผนตลบหลังโปรเกมเมอร์อย่างผมตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากกรุงเทพฯ เสียอีก!
ภายในห้องพักสวีทกว้างขวาง ตกแต่งด้วยกระจกใสบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาและแสงไฟระยิบระยับของเมืองเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน อาคเนย์วางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้น ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกด้วยท่าทีผ่อนคลาย เขากวาดสายตามองไปรอบห้องพักที่มี "เตียงนอนขนาดคิงไซส์เพียงเตียงเดียว" ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง
ผมยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องน้ำ ส่งยิ้มยียวนไปให้คนที่กำลังทำเป็นไขสือ "วางแผนเก่งนี่ครับ คุณอาคเนย์ ถึงกับเหมาห้องที่มีเตียงเดียวเพื่อความปลอดภัยของโปรเกมเมอร์อย่างผมเลยงั้นสิ?"
อาคเนย์หันกลับมามองผม แววตาคมกริบไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะสาวเท้าก้าวเข้ามาประชิดตัวผมทีละน้อย ความสูงที่ได้เปรียบกว่าทำให้เขาเป็นฝ่ายกดดันผมให้ถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นอายธรรมชาติจางๆ จากการเดินทางทำให้สติของผมกระเจิดกระเจิงไปชั่วขณะ อาคเนย์วางมือข้างหนึ่งลงบนผนังข้างศีรษะผม กักตัวผมไว้ในอ้อมแขนอย่างสมบูรณ์แบบ
"ผมไม่ได้วางแผนเพื่อให้คุณปลอดภัยจากคนอื่นหริอหรอกนะ..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่ทำเอาหัวใจผมกระตุกวูบ "แต่ผมวางแผนเพื่อให้คุณรู้ตัวต่างหาก... ว่าคุณไม่มีทางหนีพ้นจากเกมนี้ไปไหนได้อีกแล้ว"
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้ปากจะอยากสวนกลับด้วยประโยคกวนประสาทสักคำ แต่สายตาคู่คมที่มองมาอย่างลึกล้ำและจริงจังเกินกว่าจะคาดเดานั้น กลับทำให้คำพูดทั้งหมดติดอยู่แค่ลำคอ
ในจังหวะที่หัวใจของเราเต้นระรัวจนแทบจะประสานเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบอันตรายภายในห้องพักอย่างไม่รู้กาลเทศะ
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"คุณอาคเนย์คะ ผู้รับเหมาฝั่งหน้างานโทรมาแจ้งด่วนค่ะ ว่าเกิดปัญหาเรื่องโครงสร้างเสาเขาริมหน้าผา..." เสียงของหัวหน้าทีมควบคุมงานดังลอดผ่านบานประตูเข้ามา ทำให้อาคเนย์ชะงักไปเล็กน้อย เขาสบถเบาๆ ในลำคออย่างขัดใจ ก่อนจะค่อยๆ ถอนใบหน้าออกจากระยะประชิดด้วยความเสียดาย
ผมแอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก (ปนเสียดายเล็กน้อยอย่างไม่น่าให้อภัย) ขณะที่อาคเนย์หันไปคว้าโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขาก้าวเดินไปที่ประตูเพื่อเปิดต้อนรับปัญหาเร่งด่วนที่รออยู่ด้านนอก
ทว่า ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปบิดลูกบิดประตู อาคเนย์กลับหยุดชะงัก หันกลับมามองผมที่ยังยืนพิงผนังด้วยแววตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"เรื่องของเรา..." เขากระซิบด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบกระซิบ "ยังไม่จบแค่นี้แน่... คิว"
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมลุ้นและฟินไปกับความซึนของสถาปนิกของเรานะครับ!
เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย•ตอนที่ 16
ทริปดูงานที่ไม่ได้นัดหมาย
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!