แฟ้มเอกสารในมือเด็กฝึกงานร่วงลงมากระแทกพื้นเสียงดัง *ตุบ* กลิ่นกาแฟดำที่ผมชงค้างไว้บนโต๊ะทำงานลอยวนอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผม—อาคเนย์ สถาปนิกที่มักจะควบคุมทุกตารางนิ้วของชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ—กลับทำได้เพียงยืนแข็งค้าง ร่างกายท่อนบนยังคงโน้มเข้าหาโต๊ะเขียนแบบ โดยมีคิว โปรเกมเมอร์ตัวแสบที่ชอบกวนประสาทผมทุกครั้งที่มีโอกาส นั่งอยู่บนขอบโต๊ะตัวเดียวกัน ในระยะประชิดชนิดที่ปลายนิ้วของเราแทบจะเกี่ยวกันอยู่รอมร่อ
"อ๊ะ... ขอโทษครับพี่อาคเนย์ ผมไม่ได้ตั้งใจจะ..." เด็กฝึกงานหน้าตาตื่นลาน ละล่ำละลักก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารด้วยความลนลาน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเข้าใจผิดไปไกลโข
ผมดึงสติตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว สลัดภาพความตื่นตระหนกทิ้งไปแล้วปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นแรงผิดจังหวะจนน่าหงุดหงิดก็ตามที
"ไม่ต้องเก็บตรงนี้ทั้งหมด แค่วางไว้บนโต๊ะแล้วออกไปก่อน" ผมเอ่ยเสียงเรียบ ตีสีหน้าเคร่งขรึมใส่เด็กฝึกงานเพื่อกลบเกลื่อนความวุ่นวายในอก
แต่มีหรือที่คนอย่าง คิว จะปล่อยให้บรรยากาศมันง่ายดายขนาดนั้น
"แหม... น้องเขินแย่แล้วนะครับสถาปนิกหน้าตาย เล่นยืนกอด (ทางสายตา) กันซะขนาดนั้น" เสียงทุ้มติดจะยียวนดังขึ้นจากคนตัวแสบที่ยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะของผม คิวลอยหน้าลอยตาพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อ Fรอยยิ้มที่ทำให้ต่อมความอดทนของผมกระตุกวูบ
เด็กฝึกงานรีบวางแฟ้มแล้ววิ่งหนีออกจากห้องไปราวกับเจอผี ทิ้งให้เราสองคนอยู่ตามลำพังอีกครั้ง ประตูห้องทำงานถูกปิดลงอย่างเบามือ แต่แรงกระแทกทางอารมณ์ภายในห้องกลับพุ่งทะยานขึ้นจนแตะขีดแดง
ผมหันขวับไปมองหน้าคนต้นเรื่อง แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังรอยยิ้มกวนประสาทนั้น "นายควรจะลงจากโต๊ะฉันได้แล้ว, คิว"
"ทำไมล่ะครับ? ก็นั่งตรงนี้มันเห็นหน้าชัดดีนี่นา..." คิวยื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม จงใจท้าทายอำนาจมืดของผม ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับราวกับแมวป่าที่กำลังสนุกกับการต้อนเหยื่อให้จนมุม "อีกอย่าง... งานเฟสแรกของเราก็เคลียร์จบลงด้วยดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ หรือว่าคุณอาคเนย์กลัวอะไรบางอย่างอยู่?"
คำพูดนั้นสะกิดใจผมอย่างจัง
ใช่... เราเพิ่งประชุมสรุปแบบแปลนเฟสแรกกับทางลูกค้ารายใหญ่เสร็จสิ้น งานมหาหินที่กินเวลาอดหลับอดนอนมาหลายสัปดาห์ลุล่วงไปด้วยดีตามเป้าหมาย ทุกอย่างควรจะจบลงแค่การจับมือร่วมงานกันในฐานะ "สถาปนิก" และ "ที่ปรึกษาโปรเจกต์เกมมิ่งสเปซ"
แต่วันนี้ ความรู้สึกมันกลับเลยเถิดไปไกลกว่าเส้น the boundary ของความเป็นมืออาชีพตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ผมก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานมากขึ้น ใช้สองมือยันขอบโต๊ะไว้ ขนาบร่างของอีกฝ่ายให้อยู่ในอาณัติ สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่เริ่มมีริ้วความประหม่าเจือจางอยู่ใต้ความกวนประสาทนั้น
"ฉันไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น" ผมกดเสียงต่ำลง จงใจลดระยะห่างระหว่างใบหน้าของเราลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะกัน "แต่ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครมาเล่นสนุกกับขอบเขตที่ฉันขีดไว้"
คิวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยไหววูbไปชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะยกยิ้มขึ้นอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ "ขอบเขตเหรอครับ? ผมนึกว่าโปรเจกต์นี้มันไม่มีขอบเขตซะอีก... โดยเฉพาะเรื่องที่เราต้องแชร์ไอเดียกันจนดึกดื่นทุกคืน"
ให้ตายเถอะ... หมอนี่มันเกิดมาเพื่อกวนประสาทผมโดยเฉพาะสินะ
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากความตึงเครียดกลายเป็นความร้อนรุ่มที่อธิบายไม่ถูก ปลายนิ้วเรียวของคิวที่วางอยู่บนตักค่อยๆ ขยับขึ้นมาแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อเชิ้ตของผม สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาสติที่ประคับประคองมานานเกือบหลุดลอย
"นายกำลังเล่นกับไฟ, คิว" ผมเตือนด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงอย่างควบคุมไม่ได้
"ไฟเหรอครับ?" คิวหัวנסในลำคอเบาๆ ดวงตาพราวระยับทอดมองผมอย่างท้าทาย "ก็น่าสนใจดีนี่ครับ... ผมชอบเล่นอะไรที่มันเสี่ยงๆ อยู่แล้วด้วยสิ"
จังหวะหัวใจของผมเต้นรัวระคนหงุดหงิด ปะปนกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามัน "หอมหวาน" เกินกว่าจะผลักไส
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมสร้างกำแพง ป้องกันความรู้สึก และใช้ความเนี๊ยบ ความเย็นชา เป็นเกราะกำบังหัวใจมาตลอด แต่กับเด็กโปรเกมเมอร์คนนี้... กำแพงเหล่านั้นกลับพังทลายลงทีละน้อยอย่างง่ายดายโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยการปะทะฝีปากและทัศนคติที่สวนทาง ตอนนี้กลับเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจว่า เรายังเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันอยู่จริงๆ หรือเปล่า
ผมโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน สัญชาตญาณดิบในตัวสั่งให้ทำลายความดื้อรั้นของคนตรงหน้าให้สิ้นซาก แววตาของคิวเริ่มเปลี่ยนไป รอยยิ้มกวนประสาทเลือนหาย เหลือเพียงประกายความไหวหวั่นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และนั่นคือหลักฐานชั้นดีว่า เขาก็ไม่ได้นิ่งเฉยกับสถานการณ์นี้เลยแม้แต่น้อย
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของเรากำลังจะขยับเข้าหาเพื่อหาคำตอบให้กับความรู้สึกที่เริ่มไม่ปกตินี้ เสียงแจ้งเตือนข้อความฉุกเฉินจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศทันที!
*ติ๊ง!*
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความเงียบ พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจาก "คุณหญิงนภา" นักลงทุนรายใหญ่และผู้ทรงอิทธิพลของโปรเจกต์ ที่ส่งตรงเข้ามาขัดจังหวะสำคัญอย่างพพอดี
ข้อความสั้นๆ แต่ทำเอาผมต้องชะงักกึกและผละออกจากร่างของคิวทันที:
*[อาคเนย์... ฉันรู้เรื่องที่พวกเธอทำงานร่วมกันแล้ว และฉันมีข้อเสนอใหม่ที่นายปฏิเสธไม่ได้ พรุ่งนี้เช้า... พาเด็กคนนั้นมาพบฉันที่เพนท์เฮาส์ส่วนตัว]*
ผมขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่ออ่านจบ ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นริ้วขึ้นมาในอก ขณะที่คิวมองหน้าผมด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไป
"มีอะไรเหรอครับ หรือว่าแบบแปลนมีปัญหา?" คิวยันตัวลุกขึ้นจากโต๊ะ น้ำเสียงมีความกังวลเจืออยู่เล็กน้อย
ผมหันกลับไปมองหน้าคนตัวแสบ แววตาเต็มไปด้วยความจริงจังและความรู้สึกที่ซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า
"ไม่ใช่เรื่องแบบแปลน..." ผมเอ่ยเสียงเครียด พลางมองหน้าโปรเกมเมอร์หนุ่มที่ตอนนี้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตผมไปเสียแล้ว "แต่ดูเหมือนว่า... เฟสแรกของเราเพิ่งจะจบลง และเกมกระดานจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วล่ะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย•ตอนที่ 15
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!