“ถ้าโปรเจกต์นี้พัง... ชื่อเสียงบริษัทคุณก็คงไม่ต่างจากกระดาษทิชชูโดนน้ำหรอกครับ คุณสถาปนิก”
ผมเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ชัดเจน—อาคเนย์ สถาปนิกหนุ่มดีกรีนักเรียนนอกผู้มีใบหน้าราวกับถูกแกะสลักด้วยความเย่อหยิ่งและระเบียบวินัยขั้นสุด ยืนอยู่ตรงกรอบประตูห้องประชุมของสตูดิโอเกมในสภาพที่เนกไทถูกคลายออกเล็กน้อย เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงระหน้าผากจากหยาดเหงื่อบาง ๆ ดวงตาคมกริบคมกราบคู่นั้นไม่ได้มองหน้าผมด้วยซ้ำ แต่กำลังจ้องเขม็งไปยังหน้าจอโปรเจกเตอร์ที่แสดงผลงานออกแบบสามมิติซึ่งพังไม่เป็นท่า
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นจากปากของร่างสูงที่สูงกว่าผมเกือบหนึ่งช่วงตัว เขายกมือขึ้นกอดอก ขยับแว่นสายตาด้วยท่าทีที่ตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า *“น่ารำคาญสิ้นดี”*
“ถ้าคุณมีเวลาว่างมาพูดจายียวนกวนประสาทผม ช่วยเอาสมองส่วนที่ใช้เล่นเกมไปคิดแก้ปัญหาโมเดลโครงสร้างที่กำลังถล่มตรงหน้าดีกว่าไหมครับ คุณโปรเกมเมอร์” อาคเนย์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเยਨชาแต่น่าฟังเป็นบ้า ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มด้วยความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้เกิดมาเพื่อขัดลาภผมหรือไงนะ
ย้อนกลับไปเมื่อสามชั่วโมงก่อน ในฐานะหัวหน้าทีมพัฒนาเกมที่กำลังจะจับมือโปรเจกต์ใหญ่ร่วมกับบริษัทสถาปัตยกรรมระดับท็อปของประเทศ ผมควรจะได้นั่งจิบกาแฟสวย ๆ มองความสำเร็จของงาน แต่กลายเป็นว่าระบบจำลองภาพสถาปัตยกรรมในโลกเสมือน (VR Architecture Simulator) ที่เราใช้พรีเซนต์เกิดบั๊กครั้งใหญ่ โมเดลตึกระฟ้าสามสิบชั้นที่อาคเนย์ใช้เวลาหลังขดหลังแข็งออกแบบมาเป็นปี ดันเกิดอาการโฮโลแกรมแตกกระจายกลายเป็นเศษพิกเซลสีแดงฉานกลางห้องประชุม ทีมงานวิศวกรหน้าซีดเป็นไก่ต้มวิ่งหนีหายกันไปหมด เหลือแค่ผมกับไอ้สถาปนิกหน้าตายคนนี้ที่ติดอยู่กลางกองเพลิงความฉิบหาย
“พูดจาให้มันดี ๆ หน่อยครับคุณอาคเนย์ บั๊กพวกนี้ไม่ได้เกิดจากโค้ดฝั่งผมเสียหน่อย แต่เป็นเพราะระบบฐานข้อมูลกลางของฝั่งคุณต่างหากที่ส่งไฟล์ขยะมาตีกับเอนจิ้นเกมของผม” ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าสู้สายตาดุดันคู่นั้นโดยไม่คิดจะถอยแม้แต่เซนติเมตรเดียว ปลายจมูกของเราแทบจะชนกันถ้าไม่มีความต่างเรื่องส่วนสูงมาคั่นกลาง
“อ๋อเหรอครับ? โยนความผิดเก่งสมกับที่เป็นเซียนเกมสายปั่นเลยนี่ครับ” อาคเนย์ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวผมทีละก้าว กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูเจือกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนผมเผลอชะงัก “แต่ถ้าคุณยังยืนเถียงผมด้วยความมั่นใจไร้รอยหยักในสมองแบบนี้ อีกสิบนาทีข้างหน้า ลูกค้ากระเป๋าหนักระดับร้อยล้านก็จะเดินเข้ามาเห็นซากปรักหักพังนี่... แล้วเตรียมตัวตกงานกันทั้งคู่ได้เลย”
คำพูดของเขาเฉียบคมเหมือนมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ปากก็ร้ายกาจตามสไตล์ผู้ชายซึนเดเระที่ฟอร์มจัดจนน่าหมั่นไส้ แต่ดวงตาคู่คมที่ไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะรีบซ่อนมันไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น... กลับบอกผมอย่างชัดเจนว่า *เขากำลังเครียดจนแทบจะกินยาพาราเซตามอลหมดแผง*
ผมแค่น้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ ดวงตาหรี่ลงพิจารณาอีกฝ่าย อาคเนย์เป็นคนประเภทที่ยอมหักไม่ยอมงอ ทว่าตอนนี้งานที่เขาทุ่มเทมาทั้งชีวิตกำลังจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ถ้าผมปล่อยให้มันพัง ผมก็ซวยไปด้วยในฐานะผู้รับผิดชอบระบบ
มือบางยกขึ้นเสยผมลวก ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างจำยอม
“โอเค ยอมรับก็ได้ว่าผมปากเก่ง... แต่เรื่องแก้โค้ดกู้ชีพโปรเจกต์เนี่ย ไม่มีใครเก่งไปกว่าผมหรอกครับท่านสถาปนิก” ผมพูดด้วยรอยยิ้มมุมปาก ยียวนตามสันดานดิบ “ยืนมองอยู่ทำไมล่ะครับ? อยากให้งานนี้รอด ก็ช่วยหยิบแท็บเล็ตแล้วทำตามที่ผมสั่ง เดี๋ยวนี้เลย”
อาคเนย์ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันยุ่งราวกับไม่เคยมีใครกล้าออกคำสั่งกับเขามาก่อนในชีวิต แต่สุดท้าย ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ ร่างสูงจึงยอมทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามผมที่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลัก ไหล่กว้างแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย
“อย่าเก่งแต่ปากก็แล้วกันครับ” อาคเนย์พึมพำเบา ๆ ขณะวางนิ้วลงบนแป้นพิมพ์
“ระดับนี้แล้วครับคุณอาคเนย์... รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน” ผมยิ้มรับ ทว่าหัวใจกลับเต้นผิดจังหวะแปลก ๆ เมื่อปลายนิ้วของเราเผลอแตะโดนกันตอนที่กำลังแย่งกันกดคีย์ลัดรีเซตระบบ
บรรยากาศในห้องประชุมที่เคยตึงเครียดกลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่แปลกประหลาด เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังประสานกันราวกับจังหวะกลองรบ สมาธิของเราถูกดึงดูดเข้าไปในหน้าจอสีฟ้าที่รหัสโค้ดนับพันบรรทัดกำลังวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง ทว่าในอกด้านซ้ายของผมกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังปั่นป่วนยิ่งกว่าโค้ดที่กำลังรันอยู่เสียอีก
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามกรอบหน้าของอาคเนย์ แสงสีฟ้าจากหน้าจอสาดสะท้อนดวงตาคมกริบทรงเสน่ห์ของเขาให้ดูดึงดูดใจจนน่าประหลาด ผมแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสถาปนิกหนุ่มที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำงานร่วมกับผมอย่างไม่น่าเชื่อ... เป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้ปะทะคารมกันด้วยคำพูดเชือดเฉือน แต่เป็นการประสานมือและสมองเพื่อฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน
“อีกสามเปอร์เซ็นต์... ระบบจะรีบูตเสร็จสมบูรณ์แล้วครับ” ผมพึมพำเสียงเบา ดวงตาจดจ่ออยู่ที่แถบสถานะการโหลดบนหน้าจอ
“อืม... คุณทำได้ดีกว่าที่ผมคิดนะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบa ชิดริมหูจนผมต้องหันไปมอง
และในจังหวะเสี้ยววินาทีนั้นเอง... อาคเนย์ก็หันหน้ามาพอดี ระยะห่างระหว่างเราถูกย่นย่อลงจนเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น ริมฝีปากหยักลึกของเขาอยู่ห่างจากริมฝีปากของผมไม่ถึงคืบ ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งสนิท ท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมที่มืดสลัว
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ดังขึ้นพร้อมกับแถบสถานะที่พุ่งแตะร้อยเปอร์เซ็นต์ โมเดลตึกสามมิติตรงหน้ากลับมาตั้งตระหง่านงดงามอย่างไร้ที่ติ แต่ทว่า... สติของผมและอาคเนย์กลับหลุดลอยไปไกลลิบเสียแล้ว
“นี่คุณ...” ผมอ้าปากจะเอ่ยแซวเพื่อทำลายความเงียบที่ชวนใจสั่นนี้
“ชูst...” อาคเนย์กระซิบเสียงพร่า ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมมาแตะเบา ๆ ที่ริมฝีปากของผม ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววบางอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันทั้งดุดัน ลุ่มลึก และ... คลั่งรักจนแทบคลั่ง “อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลยครับ... คิว”
ก๊อก ๆ ๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับบานประตูห้องประชุมที่ถูกผลักเปิดออกโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
“อ้าว อาคเนย์... คุณคิว ประชุมกันถึงไหนแล้วครับ พอดีผมเอาเอกสารสัญญาฉบับใหม่มาให้—เอ๊ะ... ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?”
ผมเบิกตากว้าง หัวใจกระดอนไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือ ‘ธาม’ คู่แข่งทางธุรกิจตัวฉกาจของอาคเนย์ และ... เป็นคนเดียวกับที่รู้ความลับดำมืดในอดีตของผม!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาติดกับดักความคลั่งรักนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!
เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย•ตอนที่ 5
รอยร้าวในแบบแปลน
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!