"ถ้าคุณทำโปรเจกต์นี้เสร็จไม่ทันเที่ยงคืน โต๊ะทำงานตัวนี้ โครงการรีโนเวททั้งหมด และตำแหน่งหัวหน้าทีมออกแบบ จะตกเป็นของผมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด... ไม่มีข้อแม้"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสความเย่อหยิ่งและเย็นชาดังขึ้นในระยะประชิด จนลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นมินต์จางๆ ปะทะเข้ากับใบหูของผมอย่างจงใจ
ผม—คิว โปรเกมเมอร์มืออาชีพที่ผันตัวมาจับปากกาและเมาส์ปากกาชั่วคราวเพื่อรับงานเฉพาะกิจนี้ หัวเราะในลำคอเบาๆ ผมไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากจอแท็บเล็ตขนาดใหญ่ที่มีเส้นสายสถาปัตยกรรมยุ่งเหยิงวิ่งพล่านอยู่บนนั้น นิ้วเรียวยาวของผมยังคงกดคีย์ลัดบนแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วระดับปีศาจ ลากเส้นโมเดล 3D กลับไปมาบนหน้าจอราวกับกำลังเล่นเกมวางแผนกลยุทธ์ที่มีเดิมพันเป็นชีวิตจิตใจ
"มั่นใจเกินไปหน่อยหรือเปล่าครับ คุณอาคเนย์" ผมเอ่ยตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างท้าทาย "คนที่ควรจะบินไปดูงานที่แฟรงก์เฟิร์ตตั้งแต่เมื่อวาน แต่กลับมายืนค้ำหัวผมอยู่ในออฟฟิศร้างตอนตีสองครึ่งแบบนี้... ไม่ทราบว่ากลัวผมแย่งซีน หรือว่ากลัวจะแพ้เด็กใหม่อย่างผมจนนอนไม่หลับกันแน่ครับ?"
อาคเนย์ สถาปนิกหนุ่มหน้าตายผู้เนี๊ยบตั้งแต่ปลายผมจรดปลายรองเท้าหนังขัดเงา ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงหรี่ลงอย่างอันตราย รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด แต่มีหรือที่คนอย่าง คิว จะสะท้าน
ก็บอกแล้วไงครับว่าคนๆ นี้คือต้นเหตุทั้งหมดของสงครามประสาทที่ทำให้ผมต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งปั่นแบบร่างบ้าๆ นี่ตอนตีสอง
หลายเดือนก่อน อาคเนย์คือคู่แข่งคนสำคัญในวงการออกแบบพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการระดับประเทศ ที่ผมแอบไปรับจ๊อบเสริมออกแบบกราฟิกให้ฝั่งตรงข้าม และเราก็ปะทะคารมกันผ่านอีเมลและห้องประชุมออนไลน์จนแทบจะกินหัวกันอยู่แล้ว ใครจะไปคิดล่ะครับว่าโชคชะตาเฮงซวยจะเหวี่ยงให้เราต้องมาติดแหงกอยู่ในโปรเจกต์เดียวกัน แถมยังต้องมานั่งเคลียร์งานกองโตในออฟฟิศปิดตายที่มีแค่แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะแบบนี้อีก
"ปากดี" อาคเนย์พ่นคำนี้ออกมาสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดต่ำจนน่าขนลุก เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของผมมากขึ้น มือหนาข้างหนึ่งท้าวลงกับขอบโต๊ะ ก้มตัวลงมาจนใบหน้าของเราห่างกันไม่ถึงคืบ "จำกฎไม่ได้หรือไงครับ คิริน... การเดิมพันครั้งนี้ ถ้าคุณแพ้ คุณจะต้องเป็นเบ๊รับใช้ผมในโปรเจกต์นี้ไปตลอดสามเดือนเต็ม แบบไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่น"
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟดำเข้มๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสของผม ชั่วแวบหนึ่ง ผมเผลอมองสำรวจใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม สสันกรามคมชัด ริมฝีปากบางเฉียบที่มักจะเม้มเข้าหากันเวลาใช้ความคิด และดวงตาคู่คมที่กำลังจ้องมองผมด้วยประกายไฟระยิบระยับที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาارคความเย็นชา
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้อันตรายชะมัด
ทั้งอันตรายต่อสมาธิในการทำงาน และอันตรายต่ออัตราการเต้นของหัวใจบ้าๆ นี่ด้วย
"แล้วถ้าผมชนะล่ะครับ?" ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ รอยยิ้มยียวนปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาแพรวพราวท้าทายอำนาจมืดของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว "คุณจะยอมรับความจริงไหมล่ะครับว่า... สถาปนิกมือหนึ่งที่ใครๆ ก็กราบไหว้ แท้จริงแล้วก็แค่คนขี้แพ้ที่ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ได้โปรเจกต์นี้มาครอบครอง"
อาคเนย์นิ่งเงียบไป ดวงตาคมกริบวับวาวขึ้นด้วยความพึงพอใจปนความหงุดหงิด เขาไม่ได้ถอยหนี กลับกัน... เขากลับโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกัน ลมหายใจที่รดรินอยู่บนพวงแก้มทำให้ผมเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"ถ้าคุณชนะ..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู จนผมรู้สึกวูบวาบไปทั้งแผ่นหลัง "ผมจะยอมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่าง... แม้กระทั่งการถอนตัวจากโปรเจกต์นี้แล้วปล่อยให้คุณฉายเดี่ยวตามใจชอบ"
"..."
"แต่บอกไว้ก่อนนะ..." สถาปนิกหนุ่มยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง และบอกเลยว่ามันทรงพลังทำลายล้างสูงมาก "ไม่มีทางที่คนปากดีอย่างคุณจะชนะผมได้หรอกครับ... เริ่มจับเวลา!"
สิ้นคำพูดนั้น อาคเนย์ก็ผละตัวออกไปอย่างรวดเร็วราวกับดีดสปริง เขาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทำงานฝั่งตรงข้าม เปิดแล็ปท็อปส่วนตัวขึ้นมาด้วยความเร็วสูง เสียงรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ดังระรัวแข่งกับเสียงหัวใจของผมที่เต้นโครมครามอยู่ในอก
บรรยากาศในห้องประชุมใหญ่กลายเป็นสนามรบขนาดย่อมทันที ไม่มีบทสนทนาใดๆ เล็ดลอดออกมาอีก มีเพียงเสียงคลิกเมาส์ เสียงแป้นพิมพ์กระทบกันรัวๆ และเสียงถอนหายใจยาวๆ เมื่อโค้ดหรือเส้นกราฟิกไม่เป็นใจ
ผมหันกลับมาโฟกัสกับหน้าจอของตัวเองทันที สมองที่ผ่านการฝึกฝนจากการเล่นเกมระดับอีสปอร์ตทำงานด้วยความเร็วสูงสุด มือซ้ายคอนโทรลคีย์ลัด มือขวาลากปากกาลงน้ำหนักบนแท็บเล็ตอย่างแม่นยำ เส้นสายโครงสร้างตึกระฟ้าที่ซับซ้อนค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละนิดๆ ความอ่อนล้าจากการไม่ได้นอนมาเกือบสามสิบชั่วโมงถูกปัดเป่าหายไปด้วย adrenaline ที่หลั่งพล่าน
ซ้าย... ขวา... หมุนมุมมอง 45 องศา... ใส่แสงเงาแบบเรนเดอร์เรียลไทม์...
ผมเหลือบมองหน้าจอฟากตรงข้ามเป็นระยะ อาคเนย์เองก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอกกำลังก้มหน้าก้มตาแก้แบบแปลนโครงสร้างภายในอย่างเอาเป็นเอาตาย ความเนี๊ยบของเขาหายไปหมด เหลือเพียงความดุดันและจริงจังที่สาดประกายความน่าหลงใหลออกมาอย่างปิดไม่มิด
ให้ตายเถอะ ผู้ชายบ้าอะไร... เวลาทำงานถึงได้ดูมีเสน่ห์ขนาดนี้วะเนี่ย
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม... สองชั่วโมง... สามชั่วโมง...
นาฬิกาบนผนังฟ้องเวลาตีสี่สิบห้านาที ความเงียบงันเริ่มปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และเสียงลมหายใจที่เริ่มถี่กระชั้นของคนทั้งคู่
แบบร่างพรีเซนต์โปรเจกต์รีโนเวทคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายคือการเกลี่ยแสงและจัดองค์ประกอบภาพรวมให้สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งเป็นจุดตัดสินว่าใครจะทำเสร็จก่อนกัน
นิ้วของผมรัวคำสั่งสุดท้ายลงไปบนระบบ หน้าจอแสดงผลหลอดโหลดเดอร์วิ่งถึง 99% อย่างเชื่องช้า
"อีกนิดเดียว..." ผมพึมพำกับตัวเอง หัวใจเต้นรัวระส่ำด้วยความตื่นเต้น
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เสียงแจ้งเตือนข้อความป๊อปอัพจากระบบเครือข่ายภายในของบริษัทก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอของผม พร้อมๆ กับหน้าจอแล็ปท็อปฝั่งของอาคเนย์ที่ดับวูบลงไปเฉยๆ!
ผมชะงัก เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ หันขวับไปมองสถาปนิกหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
อาคเนย์ไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขาวางปากกาลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ เอนหลังพนักเก้าอี้พิงด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างน่าหมั่นไส้ ก่อนจะถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้ปลายนิ้วมือนวดคลึงหว่างคิ้วเบาๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้า
ดวงตาคมกริบที่ไม่มีกรอบแว่นบดบังเงยขึ้นสบตาผมตรงๆ ในความสลัวของห้อง แววตานั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก และรอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความเจ้าเล่ห์อย่างร้ายกาจ
"คุณ... เล่นตลกอะไรเนี่ย?" ผมขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระแวง "ทำไมหน้าจอคุณถึงดับไป?"
อาคเนย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของผม โน้มตัวลงมาใช้มือข้างหนึ่งเท้าพนักพิงไว้ กักตัวผมให้อยู่ในอ้อมกอดกลายๆ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนผม ขนลุกชัน
"ผมไม่ได้เล่นตลกครับ..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาอยู่ชิดริมหู จนความร้อนแล่นพล่านไปทั่วผิวแก้ม "แต่ผมแค่... จงใจหยุดมือต่างหาก"
ผมเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าจอของตัวเองที่ตอนนี้หลอดโหลดเดอร์วิ่งถึง 100% พอดีเป๊ะ พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนสีเขียวเด่นหร่า: **[Export Successful: Project completed by QIRIN]**
"คุณ..." ผมอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน "คุณจงใจหยุดมือ... เพื่อให้ผมชนะงั้นเหรอ? บ้าหรือเปล่า!"
อาคเนย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยความเอ็นดูที่เจ้าตัวไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้จนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน แววตาคมกริบคู่นั้นฉายแววคลั่งรักแบบไร้ขีดจำกัดอย่างชัดเจน จนผมเผลอกลั้นหายใจ
"ผมไม่ได้บ้า..." อาคเนย์กระซิบชิดริมฝีปากของผม น้ำเสียงทุ้มหวานแต่เฉียบขาดทำเอาสติผมกระเจิง "แต่ผมแค่อยากได้คุณมาเป็นเบ๊รับใช้... ไปตลอดชีวิตต่างหากล่ะครับ"
ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากด่าหรือโต้เถียงกับคำพูดหน้าไม่อายนั้น ประตูห้องทำงานที่ควรจะปิดตายและล็อกกลอนไว้อย่างแน่นหนากลับถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอก พร้อมกับเสียงปรบมือดังแปะๆ และน้ำเสียงคุ้นเคยของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน
"โอ๊ะ... ขอโทษทีครับ รบกวนเวลาสวีทหวานชื่นของท่านรองประธานกับเด็กฝึกงานหรือเปล่าเอ่ย?"
ผมเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ชัดเจน...
—ขอบคุณที่ติดตามผลงานของผมนะครับ ไฟเยอร์บลัด
เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย•ตอนที่ 4
สนามแข่งในออฟฟิศ
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!