กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วเข้มผสมกับความเงียบงันระดับศูนย์องศาในห้องนั่งเล่นเพนต์เฮาส์หรู คือหลักฐานชั้นดีว่าบรรยากาศตอนนี้มันชวนอึดอัดเสียยิ่งกว่าติดอยู่ในลิฟต์ที่ระบบไฟขัดข้อง
*“SURPRISE! ลูกชายตัวแสบ... แม่มาหาตามสัญญาแล้วจ้า!”*
เสียงประกาศก้องที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทเมื่อห้านาทีก่อน แปรเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ชวนกุมขมับ เมื่อหญิงวัยกลางคนผู้ทรงสง่างามในชุดสูทผ้าไหมดีไซน์เฉียบ กำลังกวาดสายตาคมกริบประเมินสถานการณ์ระหว่างลูกชายคนเก่งกับแขกแปลกหน้าอย่างผมด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
แม่ของอาคเนย์... คุณหญิงรสา ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์
ผมกระแอมเบาๆ เพื่อทำลายความเงียบ ขยับตัวออกจากโซฟาตัวนุ่มที่เผลอนั่งเบียดกับเจ้าของบ้านมากเกินไปในจังหวะชุลมุนเมื่อครู่ ทว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้กล่าวทักทายตามมารยาท อาคเนย์ก็ก้าวฉับๆ เข้ามาแทรกกลางระหว่างผมกับมารดา ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนแสดงออกถึงความระแวดระวังอย่างชัดเจน
“คุณแม่มาทำอะไรที่นี่ครับ ทำไมไม่โทรบอกล่วงหน้า” น้ำเสียงของอาคเนย์ราบเรียบและติดจะเย็นชา เป็นโทนเสียงเดียวกันกับตอนที่เขาพยายามผลักไสผมให้ออกไปจากชีวิตเมื่อแรกเจอ
คุณหญิงรสาเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองลูกชายด้วยความรู้ทัน ก่อนจะหันมาส่งยิ้มพินิจพิเคราะห์ให้ผม “อ้าว... ตาเนย์ ถามแม่แบบนี้ได้ยังไงกัน ลูกชายแม่โตจนมีห้องหอ... เอ๊ย มีห้องทำงานส่วนตัวที่พาแขกพิเศษมานั่งจิบกาแฟด้วยกันได้แล้วหรือนี่ แล้วหนูนี่... หน้าตาคุ้นๆ นะ เหมือนเคยเห็นในนิตยสารเกมมิ่งสักเล่ม”
“สวัสดีครับคุณแม่... เอ๊ย สวัสดีครับคุณหญิง ผมคิวครับ เป็น... เอ่อ เป็นเพื่อนร่วมโปรเจกต์ของอาคเนย์เขาครับ” ผมเลือกใช้คำว่าเพื่อนร่วมโปรเจกต์อย่างรวดเร็วเพื่อตัดปัญหาความเข้าใจผิด แต่สายตาที่อาคเนย์ตวัดมองกลับมานั้นเต็มไปด้วยการคาดโทษที่รุนแรงเสียยิ่งกว่าโดนแบนจากทัวร์นาเมนต์เกมระดับโลก
“เพื่อนร่วมโปรเจกต์เหรอะ...” คุณหญิงรสาลาลากเสียงยาว ทอดสายตามองความเก้ๆ กังๆ ของลูกชายสลับกับท่าทางยียวนแต่นิ่งสงบของผม “แปลกจمنيนะ ปกติลูกชายแม่ไม่เคยพาใครเข้าเพนต์เฮาส์ส่วนตัวนอกจากเลขาหน้าห้องกับสถาปนิกอาวุโส แต่นี่ถึงขั้นนั่งดื่มกาแฟด้วยกัน... แถมบรรยากาศเมื่อกี้เหมือนแม่มาขัดจังหวะอะไรสักอย่างซะด้วย”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นครับ คุณแม่มาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนที่ห้องรับแขกเถอะครับ เดี๋ยวผมให้แม่บ้านจัดเตรียมห้องให้” อาคเนย์ตัดบทเสียงแข็ง ใบหน้าคมคายกลับมาตึงเครียดและไร้อารมณ์อีกครั้ง เขากำลังใช้ความเย็นชาและท่าทีห่างเหินเป็นเกราะกำบังอย่างแนบเนียน
ผมลอบถอนหายใจในใจ... เริ่มอีกแล้วสินะ
นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป อาคเนย์กำลังจะกลับเข้าสู่โหมด "สถาปนิกน้ำแข็ง" ผู้ไร้หัวใจและปิดกั้นความรู้สึกตัวเองทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยที่เขาสร้างขึ้น ความซึนเดเระระดับตำนานกำลังถูกงัดออกมาใช้เป็นเกราะป้องกันความเขินอายเมื่อครู่
“ผมว่า... เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเวลาครอบครัว ผมขอตัวกลับก่อนดีกว่าครับคุณหญิง” ผมตัดสินใจชิงจังหวะถอยร่น คว้ากระเป๋าเป้คู่ใจขึ้นมาพาดบ่า
“อ้าว จะรีบไปไหนล่ะหนูคิว อยู่ทานมื้อเที่ยงด้วยกันก่อนสิคะ แม่ทำอาหารไม่เก่งหรอก แต่สั่งภัตตาคารมาเพียบเลยนะ ตาเนย์... ลูกก็ห้ามไล่แขกนะ เสียมารยาทหมด” คุณหญิงรสาเอ็ดลูกชายเบาๆ แต่น้ำเด็ดขาดจนอาคเนย์ทำได้เพียงขบกรามแน่นอย่างขัดใจ
“เชิญครับ... ถ้าคุณว่างมากพอนะ” อาคเนย์หันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนติดลบ ดวงตาคมกริบหลบเลี่ยงการสบตาโดยตรง เขากลับไปทำตัวเป็นก้อนน้ำแข็งเดินได้ที่ไร้ความรู้สึกอีกครั้ง เหมือนเหตุการณ์หัวใจเต้นแรงเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
บททดสอบความอดทนเริ่มต้นขึ้นทันทีบนโต๊ะอาหาร
ตลอดมื้อเที่ยง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอวลไปด้วยความอึดอัดที่อาคเนย์จงใจสร้างขึ้น เขานั่งนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นหินอ่อน ตักอาหารเข้าปากเคี้ยวช้าๆ โดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรนอกจากคำถามคำตอบสั้นๆ กับมารดา ส่วนคุณหญิงรสาก็ช่างสังเกตและหยอดคำถามรู้ทันมาเป็นระยะ จนผมต้องคอยรับมือกวนๆ กลับไปเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันดาร์กเกินไป
“หนูคิวเก่งจังเลยนะคะ รู้จักวิธีแก้ทางลูกชายแม่ได้ด้วย ปกติมีแต่คนกลัวจนไม่กล้าสบตา” คุณหญิงรสาหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีเมื่อผมเล่าเรื่องตอนที่เราต้องเถียงกันเรื่องแปลนห้อง
“โชคดีที่ผมเป็นคนดื้อตาใสครับคุณหญิง ไม่งั้นคงโดนสายตาพิฆาตของคุณอาคเนย์แช่แข็งกลายเป็นหุ่นขี้ผึ้งไปนานแล้ว” ผมพูดพลําพร้อมกับเหลือบมองคนนั่งหัวโต๊ะที่กำลังใช้ส้อมจิ้มสเต็กในจานแรงราวกับมันคือร่างของผม
“ใครแช่แข็งคุณ...” อาคเนย์โผล่งขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ปลายเสียงแข็งกระด้าง “อย่าสำคัญตัวผิดน่า คุณก็แค... แค่คนที่บังเอิญต้องทำงานร่วมกันช่วงนี้เท่านั้นแหละ”
“อ้าว พูดแบบนี้ผมเสียใจนะครับเนี่ย นึกว่าเราสนิทกันซะอีก” ผมแกล้งทำเป็นตีหน้าเศร้าเชิงหยอกล้อ จงใจลากเสียงยียวนเพื่อกวนประสาทคนปากแข็งให้หลุดฟอร์ม
“หยุดพูดมากแล้วก้มหน้ากินข้าวไปซะ” อาคเนย์ตวาดเสียงเข้ม ใบหูขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด แม้เจ้าตัวจะพยายามเสมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธก็ตาม
คุณหญิงรสาอมยิ้มบางๆ กับท่าทีนั้น สายตาของผู้เป็นแม่มองลูกชายด้วยความเอ็นดูระคนรู้ทัน ก่อนจะหันมาสบตาผมราวกับส่งสัญญาณบางอย่างที่พวกเราเข้าใจกันอยู่สองคน
หลังมื้ออาหารอันยาวนานสิ้นสุดลง คุณหญิงรสาขอตัวไปพักผ่อนบนชั้นสอง ปล่อยให้พวกเราสองคนเผชิญหน้ากันตามลำพังในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง
บรรยากาศเงียบงันกลับมาปกคลุม ทว่าครั้งนี้มันอึดอัดยิ่งกว่าเดิม อาคเนย์ยืนหันหลังให้ผมริมระเบียง มือหนากอดอกแน่น ไหล่กว้างเกร็งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังสร้างกำแพงความเย็นชาขึ้นมาใหม่ให้หนาและสูงกว่าเดิม เพื่อชดเชยกับความอ่อนแอที่เผลอแสดงออกมาต่อหน้าผมเมื่อครู่
ผมเดินเข้าไปใกล้ ชะงักฝีเท้าลงห่างจากแผ่นหลังกว้างเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุคลิกนิ่งขรึมของเขายังคงลอยวนอยู่ในอากาศ
“เลิกทำตัวเป็นเด็กอมมือแล้วหันมาคุยกันดีๆ ได้แล้วมั้งครับ ท่านสถาปนิก” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น ไม่มีความยียวนกวนประสาทเจือปนเหมือนทุกที
อาคเนย์ยังคงนิ่งเงียบ ไหล่ของเขาไหววุ่นเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า สีหน้าของเขากลับมาเรียบตึง เย็นชา ไร้หัวใจ เหมือนหน้ากากเหล็กที่สวมทับไว้สนิท
“ผมไม่ได้เป็นอะไร และเราไม่มีอะไรต้องคุยกันมากกว่าเรื่องงาน” อาคเนย์เอ่ยเสียงเรียบ ระยะห่างระหว่างเราถูกดึงกลับมาให้กว้างเท่าเดิม “พรุ่งนี้คุณไม่ต้องมาที่นี่แล้ว ส่งงานผ่านอีเมลก็พอ แม่ผมคงอยู่ยาวอีกหลายวัน ผมไม่สะดวกต้อนรับใคร”
คำพูดที่จงใจผลักไสและเย็นชาจนใจหาย... แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ใช่คนที่จะยอมถอยให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะกับคนปากไม่ตรงกับใจแบบนี้
ผมก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว จนอาคเนย์ผะหนีโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังของเขากลับชนเข้ากับกระจกใสระเบียงไร้ทางถอย ผมใช้แขนข้างหนึ่งยันกระจกไว้ กักตัวสถาปนิกปากแข็งให้อยู่ในวงแขนทันที
“ไม่สะดวกต้อนรับ... หรือว่ากลัวผมเห็นว่าคุณกำลังเขินกันแน่ครับ อาคเนย์” ผมโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมฝีปาก ไอร้อนจากลมหายใจเป่ารดกรอบหน้าคมคาย
อาคเนย์เบิกตากว้างเล็กน้อย ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตกใจ ดวงตาคมหลบวูบไม่กล้าสบตา ปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ความซึนเดเระที่ถูกงัดมาเป็นเกราะป้องกันกำลังพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าภายใต้แรงกดดันนี้
“ถอยไป... คิว” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน มือหนายกขึ้นมาดันไหล่ผมออกเบื้องหน้า แต่แรงปะทะนั้นเบาหวิวจนแทบกลายเป็นสัมผัสออดอ้อน
“ไม่ถอยครับ จนกว่าคุณจะเลิกทำตัวเย็นชาใส่ผมแล้วยอมรับความจริง...” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสั่นไหวคู่นั้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังและทุ้มนุ่มจนคนฟังใจกระตุก “ว่าคุณเองก็...”
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูกระจกห้องนั่งเล่นดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ผลักประตูเข้ามาหน้าตาเฉย โดยไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต
“อ้าว... ขอโทษที ขัดจังหวะอะไรกันหรือเปล่า พอดีฉันลืม...”
ผมชะงัก ค้างคำพูดไว้ริมฝีปาก รีบผละตัวออกจากอาคเนย์ทันทีเมื่อหันไปเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ตรงธรณีประตู
ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้นเมื่อตระหนักได้ว่า... คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่แม่บ้าน หรือแม้แต่คุณหญิงรสา
แต่เป็น "ศัตรูหัวใจ" คนสำคัญในอดีตที่อาคเนย์เกลียดขี้หน้าเข้าไส้... และเป็นคนเดียวกับที่ถือครองความลับดำมืดในอดีตของผม
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความซึนของพี่เนย์ด้วยกันเสมอนะครับ
--- ไฟเยอร์บลัด
เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย•ตอนที่ 20
ความซึนคือเกราะป้องกัน
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกมสายปั่นกับสถาปนิกหน้าตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!