กลิ่นอับชื้นของซากศพและคราบโลหิตเก่าเก็บคละคลุ้งจนแสบจมูก ทว่าสิ่งที่ทำให้ขนลุกเกรียวไม่ใช่กลิ่นเหล่านี้ หากแต่เป็นแรงกดดันมหาศาลจากอากาศธาตุรอบตัวที่หนักอึ้งเสียจนการหายใจแต่ละครั้งเหมือนมีเข็มเงินนับพันเล่มทิ่มแทงลงบนปอด
[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉิน: บอสลับ "ราชันวิญญาณทมิฬ" ปลดปล่อยผนึกสมบูรณ์ก่อนกำหนด!]
เสียงแจ้งเตือนสีแดงฉานจากหน้าต่างระบบลอยเด่นขึ้นในห้วงความคิดของกวิน ดวงตาคมกริบกวาดตามองผ่านความมืดมิดของห้องโถงใต้ดินโบราณ ร่างกายของเขายังคงจดจำความเจ็บปวดจากการประลองยุทธ์ครั้งก่อนได้ดี แต่เวลานี้ไม่มีช่องว่างให้พักฟื้น ความเป็นความตายถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายที่บางราดยิ่งกว่าเส้นผม
"อาจารย์รินรดาคะ..." กวินกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ขณะที่มือข้างหนึ่งกระชับยันต์อาคมในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว "ดูเหมือนแผนการที่พวกเราคำนวณไว้ จะถูกแรงกระแทกจากพลังงานระดับ SSS ฉีกกระชากจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมแล้วนะคะ"
เบื้องหน้าของทั้งคู่คือความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยว อากาศบริเวณนั้นหมุนวนเป็นพายุไซโ클นสีดำทมิฬ กลิ่นอายความอาฆาตมาดร้ายแผ่พุ่งออกมาเป็นระลอกจนพื้นหินศิลาแลงใต้ฝ่าเท้าปริแตกออกเป็นทางยาว รินรดาในชุดคลุมสีดำสนิทไม่ได้หันมามองลูกศิษย์หนุ่ม แววตาคู่คมของปรมาจารย์สาวฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มือเรียวบางตวัดพัดเหล็กกล้าในมือจนเกิดประกายไฟสีครามวาบขึ้นเพื่อขับไล่หมอกควันสีเทาที่เริ่มคืบคลานเข้าประชิด
"อย่าละสายตาจากจุดอับมุมซ้ายค่ะ กวิน" เสียงหวานทุ้งที่มักจะนิ่งสงบเสมอเวลานี้เจือด้วยความระแวดระวัง "พลังงานระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์หรือแม้แต่วิญญาณทั่วไปจะรับมือได้ มันคือการหลอมรวมของจิตอาฆาตจากผู้คนนับแสนที่ถูกสังหารหมู่ในสงครามโบราณ... ถ้าเราก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว วิญญาณของนายจะถูกกลืนกินและกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพพวกมันทันทีนะคะ"
สิ้นคำพูดของอาจารย์สาว พื้นดินเบื้องหน้าก็ระเบิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง!
ร่างโปร่งแสงนับร้อยนับพันผุดทะลักขึ้นมาจากรอยแยกราวกับห่าฝนแห่งความตาย ดวงตาของพวกมันกลวงโบ๋และมีเปลวเพลิงสีครามลุกโชน ร่างกายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมานจากการถูกจองจำมานานนับศตวรรษ เสียงกรีดร้องโหยหวนนับพันเสียงประสานกันจนแก้วหูแทบปริแตก มันไม่ใช่เสียงที่ใช้สื่อสาร แต่มันคือคลื่นกระแทกทางจิตวิญญาณที่พยายามบดขยี้สติสัมปชัญญะของพวกเขาทั้งเป็น
"ระบบ... ทำการประเมินความต้านทานจิตวิญญาณด่วน!" กวินสั่งการในใจอย่างรวดเร็ว สมองของเขาทำงานด้วยความเร็วสูงราวกับหน่วยประมวลผลกลางที่กำลังรันโค้ดแก้บั๊กครั้งใหญ่
[ตรวจพบสถานะ "หวาดกลัวขั้นรุนแรง" — ทำการหักล้างด้วยแต้มความนิ่งสงบอัตโนมัติ]
[เปิดใช้งานสกิลติดตัว: "สายตาแห่งวิเคราะห์วิญญาณ (Lv.MAX)" — จุดอ่อนของกองทัพวิญญาณอาฆาตอยู่ที่แกนกลางพลังงานสีม่วงเข้มบริเวณหน้าอกของแม่ทัพกลุ่มหน้า!]
กวินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา เขารู้ดีว่าความกลัวในยามนี้คือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด สายตาคมกวาดมองขบวนการเคลื่อนไหวของกองทัพวิญญาณที่พุ่งเข้ามาเป็นระลอกคลื่น พวกมันไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างไร้ระเบียบ แต่มีรูปแบบการจัดทัพโบราณที่ซับซ้อนราวกับค่ายกลสงคราม
"อาจารย์คะ ด้านขวา! พวกมันใช้รูปแบบค่ายกล 'กระבורทัพอสูรกลืนวิญญาณ' มันกำลังบีบให้พวกเราถอยหลังเข้าสู่จุดอับของเสาหินศิลา!" กวินตะโกนบอกพร้อมกับสะบัดมือขว้างยันต์ระเบิดเพลิงอัคคีออกไปสามแผ่นติดกัน
ตูม! ตูม! ตูม!
เปลวเพลิงสีทองสว่างวาบขึ้นกลางความมืด แผดเผาร่างของวิญญาณแถวหน้าให้สลายกลายเป็นละอองแสงสีขาว ทว่านั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น เพราะเบื้องหลังพวกมันยังมีกองทัพวิญญาณอีกมหาศาลที่ก้าวทับถมร่างที่สลายไปอย่างไร้ความรู้สึกเจ็บปวด
รินรดาไม่รอช้า พัดเหล็กในมือถูกกางออกกว้าง ร่างระหงพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศราวกับผีเสื้อราตรีที่ร่ายรำท่ามกลางพายุฝน นางวาดลวดลายอาคมด้วยปลายพัด เกิดเป็นเส้นแสงสีครามคมกริบตัดผ่านร่างของวิญญาณระดับสูงที่พุ่งเข้ามาขวางทาง ทุกย่างก้าวของอาจารย์สาวงดงามและเด็ดขาด ทว่าปริมาณของศัตรูที่มีมากกว่าทำให้แม้แต่ยอดฝีมืออย่างนางก็เริ่มมีเหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม
"กวิน! ฉันเปิดทางให้แล้ว รีบเข้าไปที่ฐานแท่นบูชาตรงกลางนั่นซะ!" เสียงใสตะโกนแข่งกับเสียงกรีดร้องของภูตผี "ถ้าเราไม่ทำลายศิลาผนึกหลัก เจ้า 'ราชันวิญญาณทมิฬ' ที่กำลังลืมตาตื่นตัวนั้นจะหลุดออกมาสมบูรณ์ และเมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ใช้พลังทั้งหมดที่เรามีก็ไม่มีทางหยุดมันได้ทันนะคะ!"
กวินกัดฟันแน่น มือทั้งสองข้างกำกริชอาคมสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับไว้บนบ่า เขามองแผ่นหลังของรินรดาที่กำลังต้านทานคลื่นวิญญาณนับร้อยด้วยตัวคนเดียว ภาพความทรงจำตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาเข้ามาในโลกใบนี้ไหลผ่านเข้ามาในหัว มิตรภาพ ความผูกพัน และความเชื่อใจที่อาจารย์สาวมอบให้ แม้ปากจะบอกว่าเขาเป็นเพียงลูกศิษย์ที่น่าปวดหัว แต่ทุกครั้งที่มีอันตราย นางก็มักจะเอาตัวเข้ามายืนขวางกั้นไว้เสมอ
*ผมยอมให้ใครตายที่นี่ไม่ได้... โดยเฉพาะอาจารย์*
ดวงตาของกวินเปลี่ยนเป็นประกายสีทองเจิดจ้า พลังงานระบบภายในร่างกายถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดจำกัดสูงสุด ร่างกายพุ่งทะยานผ่านช่องว่างของกองทัพวิญญาณด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป กริชในมือฟาดฟันเข้าใส่จุดอ่อนที่ระบบวิเคราะห์ไว้ได้อย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่ก้าวผ่าน วิญญาณอาฆาตจะสลายกลายเป็นควันสีดำ
เบื้องหน้าคือแท่นบูชาหินสีดำสนิท ท่ามกลางหมอกควันสีเลือดที่พวยพุ่งขึ้นสู่เพดานถ้ำ ร่างเงาสูงใหญ่เกินมนุษย์สามเท่ากำลังขยับตัวอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นค่อยๆ เปิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันที่ทำให้ก้าวขาไม่ออก
ราชันวิญญาณทมิฬตื่นขึ้นแล้ว...
และในเสี้ยววินาทีที่กวินเงื้อมือขึ้นเตรียมปักกริชลงบนศิลาผนึกหลัก เสียงกระซิบเยือกเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่าข้างหูของเขา
"เจ้าเด็กน้อย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการทำลายแท่นบูชา จะช่วยให้พวกเจ้ามีชีวิตรอดออกไปจากดินแดนแห่งความตายนี้ได้..."
กวินชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกونتเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นเงาดำที่คุ้นเคยยืนอยู่เบื้องหลังร่างของรินรดา—เงาดำที่ถือดาบเล่มใหญ่จ่ออยู่ที่ลำคอระหงของอาจารย์สาวโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย!
รินรดาเบิกตากว้างเล็กน้อย เลิ่กลั่กด้วยความตกใจเมื่อพลังอาคมของนางถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นจากพื้นดินอย่างไร้สุ้มเสียง นางหันมามองกวินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำเตือนและความห่วงใยเป็นครั้งแรก
"กวิน... อย่าหันกลับมา... หนีไปซะ...!"
[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉินระดับสูงสุด: ตรวจพบตัวตนที่แท้จริงของบอสลับ—ผู้ทรยศแห่งสำนักวิญญาณโบราณ และเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การทำลายผนึก แต่เป็นการ... ล่อลวงเจ้าเข้าสู่กับดัก!]
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
บันทึกคดีวิญญาณคนบาปฉบับวายร้ายอมตะ•ตอนที่ 32
กองทัพวิญญาณอาฆาต
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณคนบาปฉบับวายร้ายอมตะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!