"ถ้าเจ้าคิดว่าการซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของคฤหาสน์หลังนี้จะปกป้องความลับของเจ้าได้... เจ้าก็กำลังประเมินข้าต่ำเกินไปเสียแล้ว มินตรา"
เสียงกระซิบที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งของเลดี้วิเวียนดังขึ้นชิดใบหู ขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งกิ่งไม้ที่ผ่านการปรุงแต่งอย่างประณีตลากผ่านสันกรามของมินตราเบาๆ ราวกับจะเตือนให้รู้ว่าคอของเธอนั้นบอบบางเพียงใดในเงื้อมมือของหญิงสาวผู้กุมชะตาชีวิตคนนี้
มินตราไม่ขยับหนี เธอปล่อยให้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบดำที่อบอวลอยู่รอบตัววิเวียนซึมลึกเข้าไปในโสตประสาท ความเย็นชาที่เธอสะสมไว้ราวกับกำแพงปราการกำลังถูกสั่นคลอนด้วยความจริงที่เธอเพิ่งค้นพบในบันทึกเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ในห้องใต้ดิน—รอยแยกแห่งมิตินั้นไม่ใช่ตำนาน แต่มันคือประตูที่กำลังถูกเปิดออกโดย ‘ใครบางคน’ ที่เธอก็รู้จักดี
"สิ่งที่ท่านตามหา... ไม่ได้อยู่ที่นี่" มินตราเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความสั่นเครือที่เธอพยายามซ่อนไว้ เธอหันไปสบตากับดวงตาสีอำพันที่วาวโรจน์ของวิเวียน "มันอยู่ที่โรงละครร้างหลังเมืองเก่า ที่ที่เสียงเพลงกล่อมเด็กในคืนนั้นของข้ายังคงดังก้องอยู่"
วิเวียนชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มที่มุมปากนั้นดูเย้ยหยันแต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจปกปิด "โรงละครสีเลือดที่ซึ่งทุกคนหายสาบสูญไปในพริบตา... เจ้าแน่ใจหรือว่านั่นคือร่องรอยของนักล่า ไม่ใช่หลุมพรางที่สร้างขึ้นเพื่อล่อให้คนโง่เขลาอย่างเจ้าเดินเข้าไปตาย"
"ถ้าการตายคือทางเดียวที่จะทำให้ข้าหยุดเห็นหน้าครอบครัวที่ถูกพรากไปในนิมิตร้าย... ข้าก็พร้อมจะกระโดดลงไปในหลุมนั้น" มินตราสะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุม เธอเดินไปที่โต๊ะไม้โอ๊กเก่าแก่ ก่อนจะหยิบแผนที่ที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกสีแดงสดออกมา "ที่นั่นมีร่องรอยของพลังงานที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่เวทมนตร์ของมนุษย์ แต่มันคือ... กลิ่นอายของสิ่งที่เรียกตัวเองว่าผู้สร้าง"
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงฟืนในเตาผิงที่ปะทุแตกตัวเป็นระยะ แสงไฟสีส้มสลัวกระทบใบหน้าของทั้งสอง มินตราสังเกตเห็นว่าวิเวียนไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับดูเหมือนคนที่กำลังรอคอยช่วงเวลานี้มาตลอดชีวิต เลดี้ผู้สง่างามเดินไปที่บานหน้าต่างบานใหญ่ เธอมองออกไปยังความมืดมิดของสวนด้านนอกที่ดูเหมือนจะไร้จุดจบ
"ร่องรอยของนักล่าที่เจ้าว่า... ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เดินได้บนพื้นดิน แต่มันคือรอยแยกที่ฉีกกระชากมิติเวลา" วิเวียนเอ่ยเสียงแผ่วเบา หันกลับมามองมินตราด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความต้องการจะเอาชนะ แต่เป็นความห่วงใยที่แปลกประหลาด "มินตรา เจ้าเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกสาป การย่างกรายเข้าไปในโรงละครนั้นหมายถึงการละทิ้งความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเจ้าไปเสีย"
"แล้วท่านล่ะ วิเวียน?" มินตราถามกลับ เธอเดินเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างของอีกฝ่าย "ท่านที่ถือครองชีวิตอมตะ... ท่านเองก็กำลังตามหาสิ่งนั้นเพื่อที่จะจบชีวิตอันเป็นนิรันดร์ของตัวเองใช่หรือไม่? เราต่างก็โหยหาจุดจบเหมือนกัน เพียงแต่จุดประสงค์ของท่านอาจจะน่ากลัวกว่าข้า"
วิเวียนนิ่งเงียบไปนาน ความเงียบนั้นหนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นของแข็ง เธอเอื้อมมือไปคว้าคางของมินตราให้เงยขึ้น บังคับให้เธอต้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี "ข้าไม่เคยบอกว่าข้าต้องการตาย ข้าแค่ต้องการ ‘คน’ ที่จะทำให้ความตายนั้นมีความหมาย... หากเจ้าต้องการไปที่นั่น เราจะไปด้วยกัน แต่จำไว้ว่าเมื่อประตูมิติเปิดออก สิ่งที่จะอยู่ตรงหน้าเจ้าอาจไม่ใช่คำตอบที่เจ้าโหยหา แต่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนถึงความดำมืดที่สุดในจิตใจของเจ้าเอง"
ทั้งสองออกเดินทางในค่ำคืนที่ลมหนาวพัดกรรโชก แรงกดดันมหาศาลเริ่มถาโถมเข้ามาเมื่อเข้าใกล้เขตพื้นที่โรงละครร้าง ซากปรักหักพังที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าดูเหมือนขากรรไกรของอสูรกายที่พร้อมจะงับกลืนทุกสิ่งที่ก้าวล้ำเข้าไป กลิ่นของสนิมเหล็กและเลือดจางๆ ลอยมาตามลม มินตรากำด้ามมีดสั้นในมือแน่น หัวใจของเธอเต้นเร็วจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดมิดของโถงทางเดินที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนา เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากเงามืดเบื้องหน้า มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของสัตว์ร้าย แต่มันคือเสียงก้าวเดินที่แสนสุภาพ... จังหวะการเดินที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นของใครคนหนึ่งที่เธอคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่คืนนั้น
"พี่... อย่างนั้นหรือ?" มินตราพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วง ร่างเงาที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดปรากฏใบหน้าที่เธอโหยหามาตลอดสิบปี แต่ทว่าดวงตาของเขากลับกลายเป็นสีเงินวาวโรจน์ดุจโลหะ และในมือของเขาไม่ได้ถือคบไฟ แต่กลับถือกุญแจดอกเดิมที่หายไปในคืนที่ครอบครัวของเธอถูกฆ่าล้างตระกูล
วิเวียนชักกระบี่ประจำตัวออกมาในทันที ประกายเหล็กกล้าสะท้อนกับแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคา "ถอยไป มินตรา! นั่นไม่ใช่พี่ชายของเจ้า... นั่นคือร่างจำลองที่รอยแยกสร้างขึ้นมาเพื่อดูดกลืนวิญญาณเจ้า!"
ทว่าร่างนั้นกลับยิ้มให้มินตรา เป็นรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน ก่อนจะก้มลงเสียบกุญแจดอกนั้นลงไปในอากาศว่างเปล่า... ทันใดนั้น โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือน รอยแยกสีเลือดขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ เสียงกรีดร้องนับล้านจากอีกฝั่งดังก้องจนมินตราต้องปิดหู แต่แล้วภาพที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นก็ปรากฏขึ้น เมื่อมีมือเรียวขาวซีดคู่หนึ่งโผล่ออกมาจากรอยแยกนั้น... เป็นมือที่สวมแหวนตระกูลของเธอเอง และแหวนวงนั้นเพิ่งจะถูกถอดออกมาจากนิ้วของมินตราเมื่อสักครู่นี้... โดยที่เธอไม่ทันได้รู้สึกตัว!
ขอบพระคุณที่ร่วมดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดและพิสูจน์รอยร้าวแห่งความจริงไปกับมินตราในค่ำคืนนี้ แล้วเรามาพบกับความจริงที่จะกระชากวิญญาณในตอนหน้ากันนะคะ บลัดดี้แมรี่ค่ะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 37
ร่องรอยของนักล่า
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!