"ถ้าเจ้าคิดว่าการยืนอยู่ตรงกลางจะทำให้ตัวเองปลอดภัย มินตรา... เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับเหยื่อที่เดินเข้าไปหาปากหลุมศพด้วยความเต็มใจหรอกนะ"
เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของเลดี้วิเวียนดังก้องขึ้นในห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นกำยานและคาวเลือดจางๆ มินตรายืนนิ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างกลุ่มพันธมิตรมนุษย์ที่หวาดระแวง และเหล่าแวมไพร์ชั้นสูงที่กำลังจ้องมองพวกเขาราวกับหิวโหย
มินตรากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ความเย็นเยียบจากพื้นหินอ่อนแผ่ซ่านขึ้นมาตามเรียวขา ความโศกเศร้าในดวงตาของเธอไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือเกราะกำบังที่เธอก่อขึ้นเพื่อซ่อนความสั่นคลอนในจิตใจ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีเลือดคู่นั้นของวิเวียนโดยไม่หลบเลี่ยง
"หนูไม่ได้ต้องการความปลอดภัยสำหรับตัวเองค่ะ เลดี้" มินตราเอ่ย น้ำเสียงของเธอเรียบเฉยแต่หนักแน่นดุจหินผา "หนูต้องการแค่หยุดการนองเลือดที่ไม่มีวันจบสิ้นนี้... แม้จะต้องกลายเป็นศัตรูของทั้งสองฝ่ายก็ตาม"
วิเวียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบและเสียดแทงเหมือนใบมีดโกนที่กรีดลงบนผิวหนัง นางก้าวเข้ามาหามินตราช้าๆ ท่วงท่าองอาจดุจนางพญาบนบัลลังก์แห่งความมืด ในขณะที่กลุ่มมนุษย์เบื้องหลังมินตราเริ่มถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว
"ทางสายกลางคือเรื่องโกหกที่คนขลาดเขลาใช้ปลอบใจตัวเอง" วิเวียนกระซิบข้างใบหูมินตรา กลิ่นหอมของกุหลาบอาบยาพิษฟุ้งกระจายจนน่าอึดอัด "ในโลกของฉันและเจ้า... มีเพียงผู้ล่ากับเหยื่อเท่านั้น เจ้ากำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งที่เปราะบางที่สุด และเชื่อเถอะว่า... เมื่อมันขาดลง เจ้าจะไม่มีที่ให้ยืนอีกต่อไป"
มินตราไม่ตอบโต้ด้วยถ้อยคำ แต่เธอหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเหล่ามนุษย์ที่ถืออาวุธเงินวาววับในมือ สายตาของเธอที่มองไปนั้นเต็มไปด้วยความเวทนาและเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน
"วางอาวุธลงเถอะค่ะ" เธอเอ่ยกับกลุ่มชายฉกรรจ์ "การต่อสู้ในคืนนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อหาผู้ชนะ แต่มีไว้เพื่อสังเวยชีวิตให้กับความเกลียดชังที่พวกท่านมีต่อสิ่งที่พวกท่านไม่รู้จัก"
"เจ้ามันก็แค่เบี้ยของพวกมัน!" หนึ่งในกลุ่มชายมนุษย์ตะโกนตอบ ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น "เจ้ากลายเป็นพวกเดียวกับสัตว์ร้ายพวกนี้ไปแล้ว มินตรา! ครอบครัวเจ้าต้องผิดหวังแน่ที่เห็นเจ้าเป็นแบบนี้!"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนแส้ที่ฟาดลงบนบาดแผลในอดีต มินตราสะอึกเล็กน้อย ดวงตาของเธอวูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวราวกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย เธอไม่ได้ลืมคืนนั้น... คืนที่คฤหาสน์ทั้งหลังอาบไปด้วยเลือดและเสียงกรีดร้อง แต่ความแค้นที่สุมอยู่ในอกไม่เคยทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น เธอรู้ดีว่าการล้างแค้นมีแต่จะสร้างวงจรที่ไม่สิ้นสุด
"ครอบครัวของหนูตายไปเพราะความโง่เขลาและความโลภของมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่านักล่า" มินตราแค่นยิ้ม "และหนูก็จะไม่ยอมให้ใครต้องมีชะตากรรมแบบนั้นอีก... หากใครต้องการจะเริ่มการสังหารในคืนนี้ ก็จงเริ่มที่หนูเป็นคนแรก"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงทันที แม้แต่เหล่าแวมไพร์ที่เฝ้ามองอยู่ยังหยุดชะงัก มินตรากางแขนออกทั้งสองข้างราวกับจะโอบกอดความตายที่คืบคลานเข้ามา เธอเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ตัวเล็กจ้อยท่ามกลางเงามืดที่ปกคลุมคฤหาสน์ราตรีสีเลือด แต่ในนาทีนี้ ความกล้าหาญของเธอกลับดูยิ่งใหญ่จนน่าเกรงขาม
วิเวียนยืนกอดอก มองดูหญิงสาวที่นางเคยคิดว่าเป็นเพียงตุ๊กตาที่แสนเปราะบางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ในใจของนางมีความรู้สึกสับสนปนเปกันระหว่างความชื่นชมและความกระหายที่จะทำลายทิ้งเพื่อดูว่า... ยามที่ความหวังของมินตราดับสูญลง หญิงสาวผู้นี้จะงดงามเพียงใดในยามที่กลายเป็นสัตว์ร้าย
"เจ้าคิดว่าตนเองเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่สูงส่งหรือไร?" วิเวียนเอ่ยถามเบาๆ แต่มันกลับดังชัดไปทั่วห้อง "ความเมตตาของเจ้ามันก็เป็นเพียงแค่ 'กรงขัง' อีกใบที่เจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อกักขังตนเองไม่ให้เห็นความจริงที่ว่า... เจ้ามันก็โหยหาเลือดและอำนาจไม่ต่างจากพวกเราหรอก"
มินตราเม้มปากแน่น ความเจ็บปวดในอกเริ่มกัดกินหัวใจ เธอรู้ดีว่าวิเวียนพูดถูกบางส่วน ความเงียบงันที่น่าอึดอัดยืดเยื้อออกไปจนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาจากประตูบานใหญ่ที่ถูกปิดตายไว้
ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว ชายในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งเดินเข้ามาท่ามกลางความมืดมิด ใบหน้าของเขาถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากกะโหลกเงิน เขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับแผ่รังสีแห่งความตายที่แม้แต่เหล่าแวมไพร์ยังต้องถอยร่น
"ดูเหมือนว่า... ข้อตกลงของพวกเจ้าจะไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว" ชายผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด เขาหยุดยืนตรงหน้ามินตรา ก่อนจะค่อยๆ ถอดหน้ากากออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้มินตราต้องเบิกตากว้างจนแทบลืมหายใจ
มินตราเซถอยหลังเมื่อพบว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือร่างที่ควรจะตายไปตั้งแต่คืนที่คฤหาสน์ถูกเพลิงผลาญ... คนที่เธอพยายามลืมมาตลอดชีวิต
"พ่อ...?" เธอหลุดปากออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
วิเวียนก้าวขึ้นมาข้างมินตรา รอยยิ้มที่มุมปากของนางดูแสยะและสะใจ "ยินดีต้อนรับสู่ความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าความตายนะ มินตรา... เจ้าอยากเป็นคนกลางใช่ไหม? งั้นก็ลองถาม 'ศพ' ที่เดินได้คนนี้ดูสิ ว่าเขากลับมาเพื่อไกล่เกลี่ย หรือกลับมาเพื่อเปลี่ยนให้คฤหาสน์แห่งนี้กลายเป็นนรกที่แท้จริง!"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดและพิสูจน์ความจริงไปพร้อมกับมินตราในค่ำคืนนี้ แล้วเรามาพบกับรอยแยกที่อาจจะพรากทุกอย่างไปตลอดกาลในตอนหน้ากันนะคะ บลัดดี้แมรี่ค่ะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 36
ทางสายกลางที่ไม่มีจริง
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!