กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 3

รสสัมผัสแห่งรัตติกาล

ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับจะเยาะเย้ยสติสัมปชัญญะที่กำลังแตกกระเจิงของฉัน เศษเนื้อหนังที่เคยเป็นใบหน้ามนุษย์ถูกทิ้งระเกะระกะอยู่บนพรมเปอร์เซียราคาแพง ฉันยืนตัวแข็งทื่อ กรีดร้องจนเจ็บคอ แต่ไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมา มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบยามสงคราม "คอแห้งหรือคะ มินตรา?" น้ำเสียงทุ้มต่ำดุจกำมะหยี่สีดำสนิทดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง ฉันหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว—หรืออย่างน้อยก็พยายามทำเช่นนั้น—แต่ทว่าขาของฉันกลับอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้นหินอ่อนเย็นเยียบ วิเวียนก้าวออกมาจากเงามืด ร่างสูงสง่าในชุดราตรีสีเลือดหมูที่แนบไปกับสัดส่วนโค้งเว้าของเรือนร่าง ดูราวกับประติมากรรมที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นจากความตายและความงาม เธอก้าวเดินอย่างไร้เสียง ดวงตาสีอำพันดุจดั่งตาเหยี่ยวจ้องมองมาที่ฉัน ไม่มีความปรานี ไม่มีความเกลียดชัง มีเพียงความกระหายที่ซ่อนอยู่ในแววตาที่ยากจะคาดเดา "นั่น... สิ่งนั้นมันคืออะไร" ฉันเค้นเสียงถาม มือที่สั่นเทาพยายามยันกายขึ้นจากพื้น ผิวหนังชุ่มเหงื่อเย็นเฉียบ วิเวียนหยุดยืนตรงหน้าฉัน ระยะห่างระหว่างเราใกล้เสียจนฉันได้กลิ่นหอมเย็นเยือกของดอกกุหลาบราตรีที่ผสมปนเปไปกับกลิ่นกำยานเก่าแก่ เธอย่อตัวลงช้าๆ นิ้วเรียวยาวที่ยังคงมีคราบเลือดสีจางๆ ติดอยู่เอื้อมมาเชยคางฉันขึ้น บังคับให้ฉันต้องสบตากับขุมนรกที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น "นั่นไม่ใช่ 'สิ่งนั้น' ค่ะ แต่เป็น 'บทเรียน' ของความอยากรู้อยากเห็น" เธอเอ่ยเสียงเรียบ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ "ในคฤหาสน์หลังนี้ มินตรา... ความจริงมีราคาที่ต้องจ่าย และเธอก็เพิ่งจ่ายงวดแรกไปเมื่อครู่นี้เอง" "ฉันไม่ต้องการ... ฉันไม่ได้อยากเห็นสิ่งเหล่านี้!" ฉันสะบัดหน้าหนี แรงบีบที่ปลายคางเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจนฉันต้องนิ่วหน้า "คนตายไม่เคยมีความต้องการค่ะ และโชคร้ายหน่อยที่สำหรับเธอ ความตายยังไม่ใช่ทางออกที่สวยหรูนัก" วิเวียนขยับเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเธอเกือบสัมผัสกับใบหูของฉัน ความเย็นจากร่างของเธอแผ่ซ่านเข้ามาในผิวหนังชั้นใน "อยากรู้ไหมคะว่าภายใต้หน้ากากของคนอื่นๆ ในห้องโถงนี้ ยังมีอะไรที่น่าอภิรมย์รอให้เธอค้นพบอีก?" ฉันรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เย็นเยียบผ่านลำคอ ความกลัวที่เคยเกาะกุมค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสับสนที่น่าอึดอัดใจ นี่คือปีศาจหรือนักบุญกันแน่? ในความมืดมิดของห้องโถงกลางที่ประดับประดาด้วยโคมระย้าคริสตัล แสงไฟสีนวลตาขับให้ใบหน้าของวิเวียนดูงดงามจนแทบลืมหายใจ ทว่าในแววตานั้นกลับสะท้อนภาพฉันที่กำลังแตกสลาย "ทำไมต้องเป็นฉัน?" ฉันถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพัน "ทำไมต้องลากฉันเข้ามาในกรงขังบ้าๆ นี่ด้วย" วิเวียนปล่อยมือจากคางของฉันอย่างนุ่มนวล เธอเหยียดกายขึ้นยืนเต็มความสูง พลางใช้ปลายนิ้วไล้ผ่านเส้นผมของฉันอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ทำให้ฉันขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งร่าง "เพราะเธอคือมรดกชิ้นสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้ไงคะ มินตรา" วิเวียนกระซิบ พลางเดินหมุนตัวไปรอบๆ ตัวฉัน "กลิ่นอายของความโศกเศร้าในตัวเธอมันหอมหวานจนน่าหลงใหล... ราวกับไวน์ชั้นเลิศที่ถูกบ่มมานานนับศตวรรษ" "คุณหมายถึงใคร? พ่อของฉันหรือ?" ฉันลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธที่เริ่มเข้าแทรกแซงความกลัว "อย่าเอาเรื่องของเขามาอ้างเพื่อทำลายชีวิตฉัน!" วิเวียนหยุดกะทันหัน เธอหันกลับมาหาฉัน สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความเย้ายวนเป็นความเย็นชาจนน่าขนลุก เธอเดินเข้ามาคว้าข้อมือฉันไว้แน่น—แน่นจนฉันรู้สึกถึงชีพจรของเธอที่ไม่มีจังหวะการเต้นของมนุษย์ปกติ "พ่อของเธอเหรอคะ?" เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นแห้งผากและเต็มไปด้วยเลศนัย "เขาไม่ใช่พ่อเธอหรอก... เขาเป็นเพียงแค่ผู้ดูแลกรงขัง ที่เพิ่งจะหมดลมหายใจไปในคืนที่เต็มไปด้วยสีเลือดนั้นต่างหาก" คำพูดนั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจฉัน ความทรงจำเกี่ยวกับคืนนั้นที่ฉันพยายามปิดตายมันไว้เริ่มย้อนกลับมา ความมืด ความกลัว เสียงกรีดร้อง และภาพคนๆ หนึ่งที่ฉันเรียกว่าพ่อมาตลอดชีวิต—เขากำลังมองฉันด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความรักหลงเหลืออยู่เลย "ไม่จริง... โกหก!" "งั้นลองพิสูจน์ดูสิคะ" วิเวียนยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่กว้างเกินกว่าใบหน้ามนุษย์จะทำได้ เธอกระชากแขนฉันให้เดินตามไปทางประตูบานคู่ขนาดมหึมาที่ปิดตายอยู่กลางห้องโถง เสียงโซ่ตรวนที่คล้องประตูสั่นระฆังดังกระทบกันเป็นท่วงทำนองที่น่าสยดสยอง "สิ่งที่เธอตามหา ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่ครอบครัว... แต่คือคำตอบว่าทำไมเธอถึงเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาจากคืนนั้นอย่างไรเล่าคะ" เธอดึงโซ่ออกด้วยพลังมหาศาล ประตูบานยักษ์ค่อยๆ เผยอออกช้าๆ เสียงบานพับครวญครางราวกับวิญญาณที่ถูกกักขังมานานนับปี ความมืดมิดภายในห้องโถงลับหลังประตูนั้นดูดกลืนแสงไฟจนหมดสิ้น ทว่าในความมืดนั้น... ฉันกลับเห็นเงาร่างคนนับสิบที่ยืนเรียงรายราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง และในวินาทีที่ฉันก้าวเท้าเข้าไป วิเวียนก็กระซิบข้างหูฉันเป็นครั้งสุดท้าย "ยินดีต้อนรับสู่ปาร์ตี้ของคนตายนะจ๊ะ... และที่สำคัญที่สุด มินตรา... เจ้าของคฤหาสน์ตัวจริง กำลังจับตามองเธออยู่จากตรงนั้น" วิเวียนชี้ไปยังบัลลังก์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นสูงชัน ทันใดนั้น เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก็ค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าภายใต้ฮู้ด—ใบหน้าที่ฉันจำได้ขึ้นใจ แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปเพียงใด... มันคือใบหน้าเดียวกับที่ฉันเห็นในกระจกเงาทุกเช้า... ใบหน้าของตัวฉันเองที่ยิ้มเยาะเย้ยกลับมา! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปกับบลัดดี้แมรี่นะคะ โปรดติดตามตอนต่อไปว่ามินตราจะเผชิญหน้ากับเงาสะท้อนของตนเองได้อย่างไรในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%