“อย่าได้พยายามมองหาความจริงในเงาที่สะท้อนจากกระจกเลย มินตรา... เพราะสิ่งที่คุณเห็นตรงหน้า ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเพียง ‘ความปรารถนา’ ที่คุณหวาดกลัวที่สุดต่างหาก”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มราวกับเสียงกระซิบของปีศาจท่ามกลางความเงียบงันในโถงบัลลังก์ ก้องกังวานบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของฉัน ร่างในชุดคลุมสีดำที่เคยตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ ก้าวลงมาทีละขั้น... ก้าวที่ไร้เสียง ก้าวที่ดูราวกับเธอไม่ได้สัมผัสพื้นผิวของคฤหาสน์หลังนี้เลยด้วยซ้ำ เลดี้วิเวียนหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉัน ห่างเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจางๆ ของกุหลาบป่าผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูก
ฉันกัดริมฝีปากจนห่อเลือด พยายามเค้นเสียงที่สั่นพร่าออกมา “ใบหน้านี้... ทำไมถึงเป็นใบหน้าของฉัน? ท่านเล่นตลกอะไรกันแน่ วิเวียน!”
วิเวียนไม่ตอบ เธอเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก—ยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่สีอเมทิสต์ที่ลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง มือเรียวยาวภายใต้ถุงมือลูกไม้สีดำของเธอเอื้อมมาเชยคางฉันขึ้น บังคับให้ฉันต้องสบตากับภาพสะท้อนของตัวเองในแววตาของเธอ ภาพของหญิงสาวผู้แตกสลายที่กำลังสั่นสะท้านภายใต้ความกดดันอันมหาศาล
“มาสิ... ดื่มนี่ก่อน แล้วฉันจะเล่าความลับของเงาสะท้อนให้ฟัง”
เธอหันไปหยิบแก้วไวน์คริสตัลที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยข้างๆ ภายในแก้วนั้นไม่ได้มีน้ำสีแดงฉานดั่งเลือดอย่างที่ฉันคาดหวัง แต่มันกลับเป็นของเหลวสีน้ำเงินเข้มข้นที่หมุนวนราวกับมีชีวิต มันสะท้อนแสงไฟสลัวในห้องจนดูเหมือนห้วงอวกาศจำลอง วิเวียนจรดแก้วลงที่ริมฝีปากของฉัน เธอบังคับให้ฉันดื่มมันลงไป... ของเหลวที่เย็นจัดราวกับน้ำแข็งไหลผ่านลำคอ แต่มันกลับทิ้งความรู้สึกอุ่นวาบและซ่านสยิวไว้เบื้องหลัง
ทันทีที่หยดสุดท้ายล่วงลับลงสู่ท้อง ร่างกายของฉันก็อ่อนระทวยราวกับไร้กระดูก ความเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะกำบังหัวใจถูกกระชากทิ้งไปอย่างโหดร้าย สิ่งที่เหลืออยู่คือความว่างเปล่าที่หิวกระหาย และภาพตรงหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยว... ใบหน้าของวิเวียนค่อยๆ เปลี่ยนไป ในสายตาที่พร่ามัว ฉันเห็นเธอกลายเป็นตัวฉันเองในวัยเด็ก หญิงสาวคนนั้น—ตัวฉันเอง—กำลังร้องไห้อยู่ในกองเพลิงที่แผดเผาครอบครัวของฉัน
“ชอบรสชาติของอดีตไหม?” วิเวียนกระซิบที่ข้างหู ลมหายใจอุ่นร้อนของเธอทำให้ขนอ่อนที่ต้นคอฉันลุกชัน “มนตราในแก้วไวน์ไม่ได้มีไว้เพื่อมอมเมา แต่มันมีไว้เพื่อ ‘กลืนกิน’ ตัวตนเก่าของคุณทิ้งไป เพื่อให้พื้นที่ว่างเปล่านี้... เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว”
ฉันพยายามจะผลักเธอออก แต่สัมผัสของวิเวียนกลับตรึงร่างฉันไว้แน่น ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นรัดรึงข้อมือและข้อเท้าของฉันไว้กับตัวเธอ ความรู้สึกวาบหวามประหลาดก่อตัวขึ้นในอก มันไม่ใช่ความรัก และไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือการยอมจำนนต่ออำนาจมืดที่รุนแรงจนฉันไม่สามารถต้านทานได้ สติสัมปชัญญะของฉันเริ่มเลือนราง เหมือนเรือกระดาษที่ถูกพายุซัดกระหน่ำในมหาสมุทรที่มืดมิด
“อย่า... อย่าทำแบบนี้” ฉันพึมพำ น้ำตาไหลพรากออกมาเป็นสาย แต่ริมฝีปากกลับเผยอขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ เมื่อปลายนิ้วเย็นเฉียบของวิเวียนไล้ไปตามแนวขากรรไกรของฉันลงมาถึงลำคอเบาๆ
“อย่าฝืนเลย มินตรา” วิเวียนหัวเราะเบาๆ เสียงของเธอเปลี่ยนไป... มันฟังดูแหบพร่าและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหลอย่างประหลาด “คุณรู้อยู่แก่ใจว่าคุณไม่เหลือที่ให้กลับไปแล้ว คฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้เป็นกรงขัง แต่เป็นสถานที่แห่งการจุติใหม่... และคืนนี้ เราจะมาดูกันว่า เมื่อไม่มี ‘ตัวตน’ เดิมเหลืออยู่ คุณจะกลายเป็นอะไร”
เธอดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอด แรงดึงดูดนั้นมหาศาลจนฉันซบหน้าลงกับลาดไหล่ของเธอ สัมผัสจากชุดคลุมกำมะหยี่ของเธอมอบความรู้สึกที่แปลกประหลาด ทั้งน่ากลัวและปลอบประโลมในเวลาเดียวกัน ฉันรู้สึกถึงชีพจรของเธอ—ไม่ใช่ชีพจรของมนุษย์ แต่มันคือจังหวะการเต้นที่ช้าและทรงพลังราวกับกลองรบที่กำลังประกาศชัยชนะในสงครามที่ไม่มีใครเห็น
ท่ามกลางม่านหมอกในหัวสมอง ภาพเหตุการณ์ในคืนเลือดสาดนั้นเริ่มฉายชัดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้... ไม่ใช่ภาพของเหยื่อที่กำลังหนีตาย แต่มันคือภาพของฉันที่ยืนอยู่กลางกองเพลิงคนเดียว มือของฉันเปื้อนเลือด และรอยยิ้มที่สลักอยู่บนใบหน้าของฉันในตอนนั้น... มันคือรอยยิ้มเดียวกับของวิเวียนในตอนนี้!
ความจริงที่แสนโหดร้ายนี้พุ่งชนกลางอกจนฉันแทบขาดใจ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคำสาป หรือมนตรา แต่มันคือบางสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของฉันเอง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากมุมมืดของโถงทางเดิน—ไม่ใช่จังหวะที่นุ่มนวลอย่างวิเวียน แต่มันเป็นเสียงของรองเท้าบูทเหล็กที่ย่ำลงบนพื้นไม้จนเกิดเสียงดังสนั่นพร้อมกับเสียงโซ่ตรวนที่ลากยาวไปกับพื้น วิเวียนชะงักกึกทันที ใบหน้าที่เคยยิ้มเยาะกลับกลายเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เธอผลักฉันออกแล้วขยับไปยืนบดบังร่างฉันไว้ สายตาของเธอจ้องเขม็งไปยังประตูโถงที่ค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นเงาร่างมหึมาที่มาพร้อมกับกลิ่นสาบสางของความตาย
“ดูเหมือนว่า ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ จะเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คิดนะ” วิเวียนกระซิบ เสียงของเธอเย็นยะเยือก “มินตรา... จงจำไว้ว่าไม่ว่าใครจะก้าวเข้ามา ต่อจากนี้ไป ชีวิตของคุณไม่ได้เป็นของคุณอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นของ ‘เรา’ สองคนเท่านั้น”
ประตูถูกกระชากเปิดออกกว้าง และร่างที่ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่คน... แต่มันคืออัศวินไร้ศีรษะในชุดเกราะโบราณที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง ในมือของมันถือดาบยักษ์ที่แผ่รังสีอำมหิตออกมาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว รอยยิ้มของวิเวียนเหือดหายไปโดยสิ้นเชิง และเธอก็หันมามองฉันด้วยสายตาที่ฉันอ่านไม่ออก... ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือมาคว้ามือฉันไว้แน่นราวกับต้องการจะหนีหรือตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่บ้าคลั่งที่สุดในคืนนี้!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดไปกับบลัดดี้แมรี่นะคะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 4
มนตราในแก้วไวน์
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!