"ปล่อยมือฉัน... วิเวียน!"
เสียงของฉันกรีดร้องอยู่ในลำคอ ทว่าไร้ซึ่งสุ้มเสียงหลุดรอดออกมา มือที่ถูกบีบแน่นจนแทบแหลกสลายนั้นสั่นสะท้าน ความหวาดกลัวแล่นพล่านผ่านกระดูกสันหลังเหมือนกระแสไฟฟ้าที่กัดกินจิตวิญญาณ อัศวินไร้ศีรษะเบื้องหน้าก้าวเท้าหนักอึ้งลงบนพื้นหินอ่อน เสียงเหล็กกระทบพื้นดังกึกก้องเหมือนเสียงกลองแห่งความตายที่กำลังรุกคืบเข้ามาทุกขณะ
วิเวียนไม่ได้หันกลับมามองฉัน ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวของนางจับจ้องไปที่คมดาบยักษ์ที่กวัดแกว่งลงมาด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ ในเสี้ยววินาทีก่อนที่เหล็กกล้าจะบดขยี้ร่างเรา นางเหวี่ยงตัวฉันไปด้านหลังด้วยพละกำลังมหาศาลที่ขัดกับรูปร่างบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ พร้อมกับคว้ากริชสีเงินวาววับออกมาจากชายกระโปรงลูกไม้
"อย่ามอง!" สุ้มเสียงของวิเวียนเยือกเย็นและเฉียบขาด นางกระโจนเข้าหาเงาดำมืดนั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ภาพที่ฉันเห็นหลังจากนั้นคือความพร่ามือนับไม่ถ้วน ประกายไฟจากการปะทะกันของเหล็กและเวทมนตร์สีเลือดสาดกระจายไปทั่วห้องโถง กลิ่นคาวสนิมเหล็กอบอวลจนน่าคลื่นเหียน ฉันทรุดตัวลงกับพื้น หายใจหอบถี่ พยายามจะลุกขึ้นหนี แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น พลังบางอย่างในห้องนี้กำลังสูบวิญญาณของฉันไป... แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่กลืนกินทุกสิ่ง
...
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพดานหินเย็นเยียบของคฤหาสน์ แต่เป็นเพดานห้องนอนหรูหราที่ประดับด้วยผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงสด ความเงียบงันในห้องนี้ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ฉันยันกายขึ้นจากเตียงนุ่ม ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ต้นคอทำให้ต้องยกมือขึ้นสัมผัส
ผิวหนังตรงนั้น... มันบวมแดงและร้อนผ่าว
ฉันพุ่งตัวไปที่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ตั้งอยู่มุมห้อง แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นภาพสะท้อนของหญิงสาวที่มีดวงตาสั่นระริก ทรงผมที่ยุ่งเหยิงปิดบังลำคอไว้ส่วนหนึ่ง เมื่อฉันปัดเส้นผมออกไป ดวงตาของฉันก็เบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า
รอยประทับสองจุดจางๆ ปรากฏอยู่บนผิวขาวเนียน มันไม่ใช่รอยยุงกัด หรือรอยแมลง แต่มันคือรอยเขี้ยวที่ฝังลึกลงไปจนเป็นรอยช้ำสีม่วงคล้ำ เหมือนกับใครบางคน... หรือบางสิ่ง... ได้ฝังคมเขี้ยวลงไปเพื่อสูบเอาชีวิตจากฉันในขณะที่ฉันไร้ทางสู้
"ตื่นแล้วหรือคะ... เจ้ากวางน้อยที่น่าสงสาร"
เสียงกระซิบที่คุ้นหูดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง วิเวียนยืนพิงกำแพงอยู่ตรงนั้น ในมือของนางถือแก้วไวน์สีแดงเข้มเหมือนเลือด นางจิบมันช้าๆ ดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องมองมาที่รอยคอของฉันด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ราวกับนางคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังรอยประทับที่น่าสะพรึงกลัวนี้
"นี่มันอะไรกัน..." ฉันเอ่ยถาม เสียงสั่นพร่าขณะก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับกระจก "เกิดอะไรขึ้นในห้องโถงนั่น วิเวียน... เธอทำอะไรฉัน?"
วิเวียนวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง นางเดินตรงเข้ามาหาฉันอย่างเชื่องช้า แต่ละย่างก้าวแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้ฉันไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้ กลิ่นหอมของดอกกุหลาบผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ ที่ลอยมาจากตัวนางทำให้หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ
นางหยุดลงตรงหน้า ห่างกันเพียงแค่ลมหายใจกั้น นิ้วเรียวยาวที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งค่อยๆ เชยคางของฉันขึ้น บังคับให้ฉันต้องสบตากับนาง
"ความทรงจำของเจ้าช่างบกพร่องเสียจริง" วิเวียนกล่าว พลางใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปรอบๆ รอยกัดนั้นเบาๆ จนฉันต้องสะดุ้ง "จำไม่ได้หรือว่าเมื่อคืน... เจ้าเป็นคนขอร้องให้ฉัน 'ช่วย' เอาความเจ็บปวดทั้งหมดออกไปจากร่างกายของเจ้าเอง"
"ไม่จริง... ฉันไม่มีทางขอเรื่องแบบนั้น!"
"โอ้ มินตรา... เจ้าช่างไร้เดียงสาเสียจนน่าเวทนา" วิเวียนโน้มใบหน้าลงมาจนชิดใบหู ลมหายใจเย็นเยียบทำให้ขนลุกซู่ "เลือดในตัวเจ้ามันหวานหอมเกินกว่าที่สิ่งชั่วร้ายในคฤหาสน์นี้จะปล่อยให้ผ่านไปได้ แต่ถ้าจะต้องถูกมันกัดกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก... ทำไมเจ้าไม่ยอมมอบมันให้ฉันแต่โดยดีล่ะ?"
ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในอก ฉันรู้ดีว่าคำพูดของนางคือน้ำผึ้งอาบยาพิษ แต่ทำไม... ทำไมหัวใจของฉันถึงยังเต้นแรงด้วยความปรารถนาที่ยากจะอธิบายทุกครั้งที่นางอยู่ใกล้
"บอกฉันมา..." ฉันเค้นเสียงถาม รวบรวมความกล้าสุดท้ายที่มี "รอยนี้... คือรอยของเธอใช่ไหม?"
วิเวียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางๆ ที่ดูเศร้าสร้อยและเปี่ยมไปด้วยอำนาจปรากฏขึ้นบนมุมปาก ก่อนที่นางจะก้มลงประทับริมฝีปากเบาๆ ลงบนต้นคอของฉัน ตรงรอยเดิมนั้น... ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง ทว่าในขณะเดียวกัน ฉันกลับรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลทะลักเข้ามาแทนที่ความเย็นชา
นางผละออกเพียงเล็กน้อย สายตาของนางไม่ได้จับจ้องที่ดวงตาของฉัน แต่มองต่ำลงมาที่หน้าอกที่กำลังกระเพื่อมไหวด้วยความตื่นตระหนก
"ถ้าฉันบอกว่าไม่ใช่... เจ้าจะเชื่อไหมคะ?" นางเว้นจังหวะ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเหรียญเงินโบราณที่มีตราสัญลักษณ์แปลกประหลาดออกมาจากอกเสื้อของนาง แล้วยัดใส่มือฉัน "แต่นี่คือหลักฐานว่า... คืนนี้ เราทั้งคู่ต่างก็ตกเป็นเหยื่อของ 'บางอย่าง' ที่กำลังเดินอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอัศวินไร้ศีรษะก็ดังก้องขึ้นมาจากโถงทางเดินข้างนอกอีกครั้ง! คราวนี้มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ประตู แต่มันกำลังพังประตูเข้ามาด้วยแรงมหาศาล เสียงไม้แตกหักดังสนั่นหวั่นไหว วิเวียนกระชากตัวฉันเข้าไปกอดแน่นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล
ประตูห้องนอนถูกกระแทกจนเปิดอ้าออก เผยให้เห็นเงามืดขนาดใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น แต่มันไม่ได้ถือดาบยักษ์แล้ว... ในมือของมันคือหัวกะโหลกที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด หัวกะโหลกที่สวมแหวนวงเดียวกับที่พ่อของฉันเคยสวมก่อนที่ท่านจะหายสาบสูญไปในคืนนั้น!
บลัดดี้แมรี่ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับมินตรานะคะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 5
รอยประทับที่คอ
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!