“เลิกมองข้าด้วยสายตาเหมือนจะตัดสินโทษประหารเสียที มินตรา มันน่ารำคาญพอๆ กับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเจ้าในตอนนี้เลย”
เลดี้วิเวียนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องโถงกว้างของคฤหาสน์ ร่างสูงโปร่งในชุดกระโปรงผ้าไหมสีนิลนั่งพิงพนักเก้าอี้กำมะหยี่ แก้วไวน์สีเลือดในมือสั่นไหวน้อยๆ ตามจังหวะการหมุนวนของของเหลวสีเข้ม แต่นัยน์ตาคู่คมดุจเหยี่ยวกลับจ้องมองไปยังหญิงสาวที่ยืนกอดอกอยู่ตรงมุมมืดของระเบียง ราวกับต้องการมองทะลุผ่านความเย็นชาที่มินตราพยายามสร้างขึ้นเป็นเกราะกำบัง
มินตราไม่ตอบทันที เธอเพียงแค่กระชับเสื้อคลุมไหล่ให้แน่นขึ้น สัมผัสถึงไอเย็นจากกำแพงหินที่ดูดซับความอบอุ่นไปจนหมดสิ้น ในความเงียบสงัดของยามวิกาล เสียงจิ้งหรีดที่เคยส่งเสียงกรีดกรายกลับเงียบสนิท ราวกับธรรมชาติเองก็หวาดเกรงในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างพวกเธอทั้งสอง
“ฉันไม่ได้ตัดสินคุณ วิเวียน” มินตราขยับกายช้าๆ ก้าวเดินออกจากเงามืดเข้าสู่แสงสลัวจากเชิงเทียนที่เริ่มมอดดับ “ฉันแค่สงสัยว่าภายใต้หน้ากากผู้นำที่สง่างามนี้ คุณเหลือความเป็นมนุษย์ไว้บ้างไหม หรือว่าความมืดมิดในคฤหาสน์หลังนี้มันกัดกินทุกอย่างจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณไปหมดแล้ว”
คำพูดนั้นไม่ได้กระแทกกระทั้น แต่กลับบาดลึกดุจมีดโกนอาบยาพิษ เลดี้วิเวียนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความขมปร่า หญิงสูงศักดิ์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะหินอ่อน ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าของนางสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอันตรายราวกับนักล่าที่กำลังหยอกล้อกับเหยื่อ
“ความเป็นมนุษย์น่ะหรือ?” วิเวียนก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างที่เคยมีเริ่มลดน้อยลงจนมินตราได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุหลาบดำและกลิ่นคาวเลือดที่ฝังรากลึกอยู่ในเนื้อผ้าของอีกฝ่าย “เจ้าโหยหาความอบอุ่นจากสิ่งที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ มินตรา... เจ้าสูญเสียครอบครัวในคืนที่เลือดนองพื้นดิน เจ้าคิดว่าการที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่และมายืนเถียงกับข้าที่นี่ คือบทลงโทษหรือรางวัลกันแน่?”
มินตราเม้มปากแน่น ความทรงจำอันโหดร้ายในคืนที่เต็มไปด้วยสีแดงฉานย้อนกลับมาเตือนใจ หญิงสาวถอยกรูดไปด้านหลังจนแผ่นหลังปะทะกับราวระเบียงเหล็กดัด ความเจ็บปวดจากการเสียดสีไม่ได้ครึ่งหนึ่งของความรู้สึกบีบคั้นในอกที่เธอมักจะเผลอไผลมอบให้เลดี้วิเวียนอย่างไม่รู้ตัว
“อย่าดึงเรื่องนั้นมาพูด” มินตราเค้นเสียงต่ำ มือเรียวสั่นเทาขณะเอื้อมไปคว้าข้อมือของหญิงตรงหน้าไว้ หวังจะผลักให้ออกห่าง แต่เลดี้วิเวียนกลับคว้ามือเธอไว้แน่นกว่าแรงบีบที่ส่งผ่านผิวหนังมานั้นหนักแน่นและร้อนผ่าวอย่างประหลาด
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครานี้มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยกระแสไฟที่สั่นสะท้านอยู่ในอากาศ สายตาของทั้งคู่ประสานกัน—นัยน์ตาสีเทาหม่นของมินตราสะท้อนภาพใบหน้าอันงดงามที่แฝงไปด้วยความอาดูรของวิเวียน ในห้วงเวลานั้นไม่มีกำแพงของศัตรู หรือสถานะของเจ้านายและผู้ใต้บังคับบัญชา มีเพียงสองหัวใจที่ต่างก็แตกสลายในจังหวะที่แตกต่างกัน
“เจ้าเกลียดข้า... แต่เจ้าก็ไม่เคยหันหลังหนีไปจากคฤหาสน์นี้เสียที” วิเวียนกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนจนน่าขนลุก “เจ้ากลัวความมืดมิดที่นี่ หรือเจ้ากลัวว่าถ้าไม่มีข้าแล้ว เจ้าจะเป็นเพียงร่างที่ไร้ซึ่งจุดหมายในโลกที่โหดร้ายใบนี้กันแน่?”
มินตราหลับตาลง พยายามกดความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอกเอาไว้ เธอรู้ดีว่าคำตอบนั้นคืออะไร แต่ความเย่อหยิ่งที่มีไม่ยอมให้เธอเอ่ยมันออกมา ความห่างเหินที่พวกเธอขีดเส้นไว้ให้กัน กลับยิ่งทำให้แรงดึงดูดระหว่างทั้งคู่ชัดเจนขึ้นราวกับเป็นแรงโน้มถ่วงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทว่าในจังหวะที่ความตึงเครียดกำลังถึงจุดสูงสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดเบื้องหลัง ความเงียบยามค่ำคืนถูกฉีกกระชากด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ พร้อมกับเงาร่างของชายสวมหน้ากากนกพิราบที่ปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“เลดี้วิเวียน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ในห้องใต้ดินที่ผนึกไว้ กรงขังมยุราที่ท่านเคยล็อคเอาไว้ บัดนี้มันถูกเปิดออกแล้ว และสิ่งที่อยู่ข้างในนั้น... มันกำลังเดินขึ้นมาทางนี้!”
วิเวียนชะงักกึก สายตาของนางที่เคยจ้องมองมินตราอย่างอ่อนโยนพลันเปลี่ยนเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มือของนางปล่อยข้อมือมินตราออกทันที ก่อนจะรีบหันไปหาผู้มาใหม่ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? ใครเป็นคนเปิดมัน!” วิเวียนตวาดลั่น ความสง่างามหายไปสิ้นเหลือเพียงความกังวลที่ปิดไม่มิด
ทว่าก่อนที่ใครจะได้คำตอบ แสงเทียนทั่วทั้งห้องโถงก็ดับวูบลงพร้อมกัน ราวกับถูกลมพายุที่มองไม่เห็นพัดผ่าน เสียงกรีดร้องโหยหวนของหญิงสาวที่คุ้นเคย—เสียงที่มินตราจำได้แม่นว่าเป็นเสียงของแม่ของเธอในคืนที่ถูกพรากจากไป—ดังสะท้อนก้องไปทั่วคฤหาสน์ ก่อนที่ความมืดสนิทจะกลืนกินทุกสิ่งจนมินตรามองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเองที่คว้าไปในอากาศ
บลัดดี้แมรี่หวังว่าทุกท่านจะยังคงรักษาสติไว้ได้ในคืนที่ความมืดมิดกำลังจะเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของมันนะคะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 41
ห่างเหินแต่ไม่ห่างไกล
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!