“ปล่อยมือจากสร้อยเส้นนั้นเสีย วิเวียน... ก่อนที่ข้าจะสาปให้กระดูกของเจ้ากลายเป็นผงธุลีในนรกขุมที่ลึกที่สุด”
น้ำเสียงที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากห้วงสมุทรลึกไม่ได้มาจากลำคอของมนุษย์ แต่มันดังก้องขึ้นในโสตประสาทของเลดี้วิเวียน ราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกกักขังชั่วกัลปาวสาน มือที่สวมถุงมือลูกไม้สีดำสนิทของวิเวียนสั่นสะท้านเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะกำจี้กางเขนเหล็กดำไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
ในห้องโถงกว้างที่แสงเทียนริบหรี่จนแทบจะดับสูญ มินตราก้าวถอยหลังไปชิดผนังเย็นเฉียบ ความมืดมิดในห้องนี้ไม่เพียงแต่ขัดขวางการมองเห็น แต่มันกำลังกัดกินอากาศจนหายใจลำบาก ดวงตาคู่สวยของมินตราจ้องมองแผ่นหลังที่ตั้งตระหง่านของวิเวียนด้วยความหวาดหวั่น เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเลือดคาวคลุ้งที่อบอวลไปทั่วบรรยากาศ—กลิ่นที่เธอจำได้แม่นยำจากคืนที่ครอบครัวของเธอถูกพรากไป
“เจ้ากลับมาทำไม...” วิเวียนเค้นเสียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาระดับความเยือกเย็นเอาไว้ แต่มันกลับแฝงไปด้วยความร้าวรานที่ปิดไม่มิด “เรามีข้อตกลงกันแล้วที่ชายฝั่งแห่งความตาย ว่าเจ้านิรันดร์จะไม่มีวันย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตของข้า”
“ข้อตกลงน่ะหรือ?” เสียงหัวเราะแหลมสูงดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า ราวกับเสียงแก้วแตกที่บาดลึกลงในแก้วหู ร่างหนึ่งก้าวพ้นเงามืดออกมา—เธอสูงโปร่ง ผิวซีดเผือดจนเกือบโปร่งแสง สวมอาภรณ์สีดำสนิทที่ดูเหมือนถูกถักทอขึ้นจากควันไฟ ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งดวงตา มีเพียงรอยแผลเป็นกรีดลากยาวจากหน้าผากลงมาถึงลำคอ “ข้อตกลงมีไว้สำหรับผู้ที่ยังมีหัวใจเต้นอยู่ แต่เจ้า... วิเวียน เจ้ากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งความหมายไปนานแล้ว”
มินตรากำชายกระโปรงจนยับยู่ เธอสังเกตเห็นว่าเล็บของวิเวียนจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเลือดสีเข้มข้นหยดลงบนพื้นหินอ่อน เสียง ‘หยด’ ของมันดังชัดเจนในความเงียบงันที่น่าอึดอัดนี้
“วิเวียน...” มินตราเอ่ยขึ้นเบาๆ สั่นเครือ “นั่นใครกัน... คนคนนั้น... เขาเป็นใคร”
วิเวียนหันกลับมามองมินตราเพียงครู่เดียว สายตาของหญิงสาวที่เคยหยิ่งผยองและงดงามดุจราชินีกลับฉายแววแตกสลายและวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่สู้แรงลม “หนีไป มินตรา... เจ้าไม่ควรมาอยู่ที่นี่ ในเวลาที่นรกเปิดประตูต้อนรับข้าเช่นนี้”
“ข้าไม่ไป” มินตราเชิดหน้าขึ้น แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ “ท่านแบกรับอดีตไว้คนเดียวมานานเกินไปแล้ว วิเวียน... ให้ข้าช่วยท่านเถอะ”
“เจ้าจะช่วยข้าหรือ?” ปีศาจไร้ตานั่นหัวเราะเยาะ เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งคฤหาสน์จนโคมไฟระย้าด้านบนสั่นไหวอย่างรุนแรง “เด็กน้อยผู้โง่เขลา เจ้าไม่รู้เลยหรือว่ากุหลาบสีเลือดที่เจ้าพยายามจะกอดกุมไว้นั้น มีหนามที่อาบด้วยความตายมากเพียงใด วิเวียนไม่ใช่คนที่เจ้าจะช่วยได้ แต่นางคือคนที่ข้าจะลากลงไปชดใช้กรรมด้วยกันในขุมนรก!”
ทันใดนั้น ร่างในชุดดำก็พุ่งเข้าใส่ดุจเงาที่ถูกกระชากด้วยพายุ วิเวียนกางแขนออกปกป้องมินตรา พลังงานสีม่วงอมดำระเบิดออกมาจากตัวเธอเพื่อต้านทานการโจมตี แรงปะทะทำให้กระจกบานใหญ่ในห้องโถงแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เศษแก้วพุ่งกระจายราวกับฝนมีดคมกริบ มินตรากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อเศษกระจกบาดเข้าที่แขน แต่เธอยังคงไม่ละสายตาจากภาพเบื้องหน้า
วิเวียนล้มลงคุกเข่า เลือดสีดำไหลซึมออกมาจากมุมปากของเธอ ปีศาจตนนั้นยืนเหนือร่างของเธอ กดมือลงบนไหล่ของวิเวียนด้วยแรงมหาศาลจนพื้นหินใต้เข่าของวิเวียนร้าว
“ถึงเวลาที่ต้องคืนสิ่งที่เจ้าขโมยไปแล้ว...” ปีศาจตนนั้นกระซิบข้างหูวิเวียน “ชีวิตที่เป็นอมตะของเจ้า... ความทรงจำที่เจ้าพยายามฝังกลบ... และดวงวิญญาณที่เจ้าแอบซ่อนไว้หลังหน้ากากนางฟ้าผู้งดงาม”
“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเอาไป...” วิเวียนพึมพำ ดวงตาของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับสีของทับทิมที่ถูกเลือดชโลม “ถ้าข้าจะดับสูญ เจ้าก็ต้องไปกับข้าด้วย”
วิเวียนเอื้อมมือไปคว้าสร้อยที่คอของปีศาจตนนั้น มือของเธอเริ่มลุกไหม้เป็นเปลวไฟสีน้ำเงินที่กัดกินเนื้อหนังของทั้งคู่ มินตรามองเห็นความเจ็บปวดที่บิดเบี้ยวบนใบหน้าของคนทั้งสอง เธอรู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ วิเวียนจะต้องสูญสลายไปตลอดกาล ความกลัวมลายหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่แรงกล้า มินตราคว้าแจกันหนักบนโต๊ะข้างกายแล้วขว้างสุดแรงเข้าใส่ปีศาจตนนั้น
‘เพล้ง!’
แจกันแตกกระจายโดนหลังของปีศาจร่างนั้น แม้จะไม่ทำให้มันบาดเจ็บสาหัส แต่แรงกระแทกก็ทำให้มันชะงักและผละออกจากวิเวียน มินตราไม่รอช้า เธอวิ่งเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสอง คว้ามือวิเวียนไว้แน่น พลังงานเย็นเยียบจากมือของวิเวียนส่งผ่านเข้ามายังฝ่ามือของมินตราจนเธอรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
“รีบไปเร็วเข้า!” มินตราตะโกน
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะวิ่งหนีออกไปทางประตูใหญ่ บานประตูไม้โอ๊คหนาหนักกลับปิดตายลงด้วยพลังที่มองไม่เห็น แรงลมมหาศาลพัดโหมกระหน่ำจนข้าวของในห้องล้มระเนระนาด ปีศาจตนนั้นหันกลับมา เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนเกือบถึงใบหู แผลเป็นที่ลำคอของมันเริ่มปริออก เผยให้เห็นดวงตาปีศาจหลายร้อยคู่ที่จ้องมองพวกเธอมาจากภายใต้เนื้อหนังที่เน่าเปื่อย
“ไม่มีใครออกจากกรงขังนี้ได้...” เสียงของมันเปลี่ยนไป กลายเป็นเสียงที่ทับซ้อนกันนับร้อยเสียง “โดยเฉพาะเจ้า... มินตรา... เจ้าที่ครอบครอง 'กุญแจ' ที่แท้จริงของห้องแห่งความตายนี้ไว้”
มินตราเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่สร้อยคอของเธอเอง สร้อยที่เธอได้รับมาในคืนที่ครอบครัวของเธอจากไป... สร้อยที่เธอคิดว่าเป็นเพียงมรดกชิ้นสุดท้าย แต่มันกลับกำลังเปล่งแสงสีแดงฉานออกมาแข่งกับความมืดมิด
วิเวียนมองสร้อยเส้นนั้นด้วยแววตาที่สั่นระริก เธอพึมพำออกมาเพียงคำเดียวที่ทำให้หัวใจของมินตราแทบหยุดเต้น
“มินตรา... เจ้าไม่ควรเผยมันออกมาให้เห็นเลย... เพราะตอนนี้ 'มัน' ตื่นขึ้นแล้ว”
จู่ๆ พื้นห้องโถงก็ยุบตัวลงเผยให้เห็นเหวที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีเลือดเบื้องล่าง มือที่เน่าเปื่อยจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นมาจากเหว พยายามฉุดกระชากร่างของมินตราและวิเวียนให้ร่วงหล่นลงไป และในเสี้ยววินาทีที่มินตรากำลังจะหลุดจากมือของวิเวียน เงาร่างหนึ่งที่คุ้นตาอย่างเหลือเชื่อก็เดินออกมาจากความมืดข้างหลังปีศาจตนนั้น—ร่างของชายหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนบิดาของมินตราทุกประการ พร้อมกับมีดสั้นที่เคยสังหารครอบครัวของเธอกำอยู่ในมือ!
หวังว่าทุกท่านจะยังคงกลั้นหายใจไปกับความลับที่เพิ่งเปิดเผยในคืนนี้ และร่วมลุ้นไปกับชะตากรรมของมินตราในตอนถัดไปนะคะ
บลัดดี้แมรี่
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 23
เสียงเพรียกจากนรก
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!