กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 22

ความทรงจำที่บิดเบี้ยว

ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
“ความจริงเป็นสิ่งที่เปราะบางยิ่งกว่าแก้วคริสตัลในมือของท่านนะ เลดี้วิเวียน... โดยเฉพาะเมื่อมันถูกประคับประคองด้วยคำโกหกมานานหลายทศวรรษ” มินตราเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องโถงกระจกของคฤหาสน์ราตรีสีเลือด เสียงฝีเท้าของเธอที่ย่ำลงบนพื้นหินอ่อนดังก้องราวกับจังหวะของนาฬิกาที่กำลังถอยหลังสู่ความตาย เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าวิเวียน ระยะห่างระหว่างพวกเธอเพียงคืบ แต่กลับรู้สึกราวกับถูกกั้นด้วยเหวแห่งความตายที่กว้างใหญ่ไพศาล วิเวียนไม่ได้ขยับกาย นางเพียงแค่จิบไวน์สีแดงฉานในแก้วทรงสูง สายตาคมปลาบดุจมีดโกนของนางจับจ้องไปที่ภาพสะท้อนของมินตราในกระจกบานยักษ์ที่ประดับอยู่รอบห้อง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น “คำโกหกหรือ?” วิเวียนทวนคำ น้ำเสียงนุ่มลึกปานกำมะหยี่แต่แฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ “มินตราที่รัก ความทรงจำก็เหมือนกับคฤหาสน์หลังนี้ มันมีห้องลับ มีทางเดินที่คดเคี้ยว และมีบางห้องที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เปิดเข้าไป... แม้แต่เจ้าของคฤหาสน์เองก็ตาม” “รวมถึงห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดในคืนนั้นด้วยใช่ไหมคะ?” มินตราสวนกลับ นัยน์ตาของเธอสั่นระริกด้วยแรงโทสะที่พยายามสะกดไว้ เธอก้าวเข้าหาอีกฝ่ายจนแทบชิด “ท่านบอกว่าท่านเป็นผู้ช่วยชีวิตฉันไว้ ท่ามกลางซากศพของครอบครัวฉัน แต่ทำไม... ในเศษเสี้ยวของความทรงจำที่แตกกระจายของฉัน ถึงมีใบหน้าของท่านปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ขณะที่ท่านกำลังปลิดชีพพวกเขา?” มือของวิเวียนหยุดชะงัก แก้วไวน์ถูกวางลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง *เคร้ง* นางหันมาเผชิญหน้ากับมินตรา ใบหน้าของหญิงสาวผู้เป็นอมตะนั้นเรียบเฉย ทว่าดวงตาสีอำพันกลับเปลี่ยนเป็นสีเลือดเข้มจัด นางโน้มตัวเข้ามาใกล้จนมินตราได้กลิ่นหอมของกุหลาบดำที่อาบไปด้วยพิษร้ายจากเรือนกายของอีกฝ่าย “เจ้ากำลังสับสนระหว่างความฝันกับความจริง มินตรา” วิเวียนกระซิบ เสียงนั้นแผ่วเบาจนน่าขนลุก “เจ้ามักจะเห็นภาพที่อยากให้เป็นเพื่อเติมเต็มช่องว่างในใจที่สูญเสียไป... หากข้าเป็นฆาตกรที่เจ้ากล่าวหาจริง แล้วเหตุใดหัวใจที่เต้นอยู่ในอกของเจ้าถึงยังคงร่ำร้องหาอ้อมกอดของข้าอยู่ทุกค่ำคืนล่ะ?” มินตราเม้มปากแน่น หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองรบ คำพูดของวิเวียนเป็นทั้งอาวุธและยาพิษ มันทิ่มแทงความทะนงตนของเธอให้แตกสลาย เธอพยายามจะถอยห่าง แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกเวทมนตร์บางอย่างตรึงร่างไว้กับที่ “ความทรงจำของฉันมันบิดเบี้ยวไปหมด เพราะท่าน...” มินตราเค้นเสียงออกมา “ท่านแทรกซึมเข้าไปในความคิดของฉัน ท่านขัดเกลามันเหมือนศิลปินที่วาดภาพลงบนผืนผ้าใบ เพื่อให้ฉันกลายเป็นเพียงของเล่นที่เชื่องเชื่อในกรงขังมยุราแห่งนี้!” “หากข้าขัดเกลาเจ้าได้จริง ป่านนี้เจ้าคงลืมสิ้นทุกความโศกเศร้าไปแล้ว” วิเวียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวเชิดคางของมินตราขึ้นให้สบตา “ความทรมานที่เจ้าได้รับ คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ข้ามอบให้ เพื่อให้เจ้าเข้าใจว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความเน่าเฟะนี้... มีเพียงข้าเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของเจ้า” วิเวียนละมือออก แล้วเดินไปที่ตู้เอกสารเก่าแก่ที่มุมห้อง นางหยิบกล่องไม้กำมะหยี่สีเลือดออกมา แล้ววางลงตรงหน้ามินตรา ก่อนจะเปิดฝาออกช้าๆ ภายในนั้นไม่ใช่สมบัติล้ำค่า แต่เป็นกุญแจเงินเก่าๆ ดอกหนึ่งที่มีคราบเลือดแห้งกรังเกาะติดอยู่ “ถ้าสิ่งที่ข้าพูดคือคำโกหก... ก็จงไปดูด้วยตาตัวเองเถอะ” วิเวียนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมินตรา “ประตูบานสีขาวที่ปิดตายในห้องสมุดชั้นบนสุด กุญแจดอกนี้จะเปิดมันได้ แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนนะ... เมื่อเปิดออกแล้ว เจ้าจะไม่มีวันย้อนกลับมาเป็นมินตราคนเดิมได้อีก ความจริงที่เจ้าโหยหา อาจเป็นสิ่งที่ฆ่าเจ้าให้ตายทั้งเป็นได้ยิ่งกว่าคมมีดของข้า” มินตราจ้องมองกุญแจดอกนั้น มือของเธอสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมา ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นผ่านผิวสัมผัสราวกับได้รับรู้ถึงจิตวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ในโลหะชิ้นนั้น “ทำไมท่านถึงให้ฉันไปตอนนี้?” มินตราถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “เพราะข้าเริ่มเบื่อหน่ายกับการแสดงละครของเจ้าแล้วอย่างไรล่ะ” วิเวียนเหยียดยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหมุนตัวหันหลังกลับ “รีบไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ... เพราะในคฤหาสน์หลังนี้ ความอดทนของข้ามีค่ามากกว่าชีวิตของใครทั้งสิ้น” มินตรากำกุญแจในมือแน่น เธอหันหลังเดินออกจากห้องโถงมุ่งหน้าสู่บันไดวนที่มืดมิด เสียงฝีเท้าของเธอแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ดูเหมือนจะพยายามกลืนกินเธอเข้าไป ในขณะที่เธอกำลังก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย กลิ่นกุหลาบดำที่เคยหอมหวนกลับกลายเป็นกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนน่าสะอิดสะเอียน เมื่อถึงหน้าประตูบานสีขาวที่ปิดตาย—ประตูที่เธอฝันถึงมาตลอดนับสิบปี มินตราหยุดหายใจ เสียงหัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนเจ็บปวด เธอสอดกุญแจเข้าไปในรูร่องที่เต็มไปด้วยสนิม เสียงกลไกภายในทำงานดัง *คลิก* เบาๆ ที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ทว่า ในวินาทีที่เธอกำลังจะผลักบานประตูออก แรงบีบจากมือของใครบางคนก็คว้าเข้าที่ต้นแขนของเธออย่างรุนแรงจนเธอกรีดร้องออกมา มินตราหันไปมองข้างหลังด้วยความตกตะลึง ก่อนที่จะพบว่าไม่ใช่เลดี้วิเวียนที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่เป็นชายหนุ่มใบหน้าไร้สีเลือดในชุดสูทขาดวิ่น ดวงตาของเขาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยน้ำตา เขาขยับปากพูดโดยไร้เสียง แต่รูปปากนั้นทำให้มินตราต้องทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวขีดสุด เพราะคำพูดนั้นคือ: *“อย่าเปิด... เพราะคนที่อยู่หลังบานประตูนี้ คือตัวตนที่แท้จริงของเจ้าเอง”* ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดในบทที่ยี่สิบสองนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%