“อย่าได้ริอ่านเปิดมัน หากเจ้ายังไม่พร้อมจะเห็นเลือดของตัวเองไหลนองบนพื้นไม้ปาร์เกต์แผ่นนี้”
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่กรีดผ่านลำคอของเลดี้วิเวียนไม่ได้ทำให้มือที่สั่นเทาของมินตราหยุดชะงักลงเลยแม้แต่น้อย ในห้องโถงที่มืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากเทียนไขไขผึ้งที่เต้นระบำอยู่บนเชิงเทียนเงิน มินตราจ้องมองซองจดหมายเก่าคร่ำที่ปิดผนึกด้วยตราประทับขี้ผึ้งรูปนกยูงที่ถูกถอนขน—สัญลักษณ์ประจำตระกูลของเธอที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างไร้ร่องรอย
มินตราเม้มริมฝีปากจนห่อเลือด สายตาของเธอคมกริบราวกับใบมีดโกนเมื่อเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคู่สวยที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลของวิเวียน “ความจริงที่ท่านปกปิดไว้... มันฆ่าครอบครัวฉันไปกี่ครั้งกันแน่คะ เลดี้วิเวียน?”
วิเวียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนการเสียดสีของคริสตัลที่กระทบกัน หญิงสาวผู้เป็นอมตะก้าวเข้ามาใกล้ ความหอมหวานของกุหลาบดำและกลิ่นไอความตายที่จางๆ จากกายของเธอทำเอาอากาศรอบตัวมินตราหนักอึ้ง “ความจริงไม่ใช่สิ่งที่เจ้าตามหาหรอกนะแม่นกยูงน้อย เจ้าตามหา ‘คำโกหก’ ที่เจ้าพอจะทำใจยอมรับได้ต่างหาก”
นิ้วเรียวยาวของวิเวียนเกลี่ยไรผมที่ปรกลงบนใบหน้าของมินตราอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นจัดนั้นชวนให้ขนลุกซู่ แต่มินตราไม่ถอยหนี เธอฉีกซองจดหมายนั้นออกอย่างเด็ดขาด กระดาษแผ่นเก่าข้างในเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบตามกาลเวลา ลายมือที่อ่านยากนั้นไม่ใช่ลายมือของบิดาเธออย่างที่เคยเชื่อ แต่มันคือลายมือของคนที่เธอคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่วันที่คฤหาสน์ราตรีสีเลือดกลายเป็นสุสาน
*‘มินตรา... จงอย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น จงอย่าเชื่อในสิ่งที่เลือดของเจ้าบอก เพราะมรดกของมยุราที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์นี้ แต่มันอยู่ในผู้ที่ถือมีดเล่มนั้นในคืนที่ทุกคนต้องสิ้นใจ’*
หัวใจของมินตรากระตุกวูบ ภาพในอดีตที่เคยเลือนรางกลับชัดเจนขึ้นมาในโสตประสาท เสียงกรีดร้องของมารดา เสียงโลหะกระทบกัน และดวงตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาผ่านหน้ากากเงิน—ดวงตาที่เป็นสีเดียวกับคนตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน
“นี่คือสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อใช่ไหมคะ?” มินตราเค้นเสียงออกมาแทบไม่เป็นภาษา กระดาษในมือสั่นสะท้าน เธอเงยหน้ามองวิเวียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความหวาดกลัวกลายเป็นความชิงชังที่ปะทุขึ้น “คุณไม่ได้ช่วยฉันไว้เพราะเวทนา แต่คุณดึงฉันเข้ามาในกรงขังนี้ เพื่อให้ฉันเป็นพยานในการล้างแค้นที่คุณวางแผนมานานนับศตวรรษ!”
วิเวียนชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าจางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร เธอโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากอยู่ห่างจากใบหูของมินตราเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนผิดกับอุณหภูมิกายของเธอทำให้มินตราตัวสั่น “ฉลาดขึ้นนี่คะ... แต่ก็น่าเสียดาย ที่ความฉลาดของเจ้า มันสายไปเสียแล้ว”
วิเวียนผละออกแล้วเดินไปที่บานหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดออกสู่สวนกุหลาบที่ไร้แสงจันทร์ เธอดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว บานประตูห้องโถงที่ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาก็เปิดผางออกพร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางสวน
ทว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพียงความมืดมิด แต่มันคือกลุ่มคนในชุดคลุมสีดำสนิทนับสิบชีวิตที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น และในมือของแต่ละคนคืออาวุธที่อาบไปด้วยยาพิษชนิดเดียวกับที่ฆ่าบิดาของมินตราไม่มีผิดเพี้ยน
“เจ้าจดหมายฉบับนั้นไม่ได้บอกเจ้าใช่ไหม...” วิเวียนหันกลับมา แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดั่งเลือดที่สูบฉีด “ว่าผู้ถือมีดเล่มนั้น... ในคืนที่ตระกูลของเจ้าล่มสลาย... ก็คือตัวเจ้าเองในร่างจำแลงที่ถูกพันธนาการด้วยคำสาปของข้า!”
มินตราเบิกตากว้าง จดหมายในมือร่วงหล่นลงพื้นราวกับไร้น้ำหนัก ความทรงจำที่ขาดหายไปเริ่มเชื่อมต่อกันเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว มือของเธอเองที่สั่นเทา มือของเธอเองที่เปื้อนเลือดสีชาด กลิ่นคาวเลือดที่เธอเคยเกลียดชัง แท้จริงแล้วมันคือกลิ่นของตัวเธอเอง
ขณะที่มินตรากำลังจะล้มลงด้วยความตกตะลึง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากเงามืดหลังบานประตูใหญ่ บุคคลผู้สวมหน้ากากเงินลักษณะเดียวกับในความทรงจำก้าวออกมา พร้อมกับเสียงของอาวุธที่ชักออกจากฝัก... มันไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือเงาที่สะท้อนจากกระจกในห้องโถง ซึ่งตอนนี้กระจกบานนั้นกำลังร้าวรานและค่อยๆ แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับร่างของ ‘มินตราอีกคน’ ที่ค่อยๆ ก้าวทะลุออกมาจากกระจกนั้น!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 33 นี้กับบลัดดี้แมรี่นะคะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 33
จดหมายจากอดีต
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!