รอยแผลเป็นนั้น... กรีดลึกลงไปในความทรงจำราวกับรอยมีดที่เพิ่งถูกกรีดซ้ำบนเนื้อสดๆ
มินตราแทบหยุดหายใจ โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว่ำจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน ความมืดมิดในห้องโถงใต้ดินของคฤหาสน์ราตรีสีเลือดไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเงาอดีตที่กำลังคลرคลานเข้ามาบีบคอเธอจนไร้เรียวแรง
"จำฉันไม่ได้หรือไง... เด็กน้อย"
เสียงกระซิบแหบพร่าลอยละลิ่วผ่านความเย็นเยียบของอากาศ กลิ่นอายของความตายและสนิมเหล็กคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน หน้ากากสีเงินที่ร่วงหล่นลงบนพื้นหินส่งเสียงกังวานบาดหู แต่มินตรากลับไม่สามารถละสายตาจากรอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่พาดผ่านดวงตาข้างนั้นได้เลย มันคือใบหน้าเดียวกับที่เธอฝันร้ายถึงมาตลอดสิบปี เป็นภาพสุดท้ายก่อนที่โลกทั้งใบของเธอจะมอดไหม้เป็นจุล
"คุณ... เป็นใครกันแน่" มินตราเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะความจริงอันบิดเบี้ยวที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจ
ทว่า ก่อนที่เงาลึกลับจะได้เอื้อiนเอ่ยคำตอบใดออกมา ประตูเหล็กดัดบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับแสงเทียนวับแวมที่สาดส่องเข้ามาตัดความมืด
"ช่างเป็นแขกที่ไร้มารยาทเสียจริงนะคะ... บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมยังทำให้เด็กน้อยของฉันตกใจกลัวอีกต่างหาก"
น้ำเสียงเยືือกเย็นแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเลดี้วิเวียน ร่างระหงในชุดราตรีสีดำสนิทก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามดุจพญาหงส์ที่กำลังย่างก้าวเข้าสู่สนามล่าสัตว์ นัยน์ตาสีทับทิมคมกริบกวาดมองผู้บุกรุกด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น
"วิเวียน..." ชายชุดดำแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่นั้นหันไปจ้องมองเจ้าของคฤหาสน์ด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก "เธอยังคงหลงใหลกับการเก็บกวาดเศษซากความทรงจำของคนอื่นมาเลี้ยงดูไว้ไม่เปลี่ยนสินะ"
"เศษซากงั้นหรือคะ?" วิเวียนปรายตามองมินตราที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดร่างบาง มือเรียวยาวภายใต้ถุงมือลูกไม้สีดำแตะเบาๆ ที่พวงแก้มซีดเซียวของมินตราสัมผัสนั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่กลับทำให้หัวใจของมินตราบีบตัวเข้าหากันอย่างรุนแรง "สำหรับฉัน... เธอคนนี้คืองานศิลปะชิ้นเอกที่กำลังรอวันผลิดอกออกผลต่างหากล่ะคะ"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ มินตราบッドตาสลับมองใบหน้าของเลดี้วิเวียนและชายปริศนา สมองของเธอปั่นป่วนจนแทบระเบิด ภาพความทรงจำสีเลือดเมื่อสิบปีก่อนเริ่มไหลทะลักเข้ามาในหัว สมองพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว เสียงกรีดร้อง กลิ่นคาวเลือด และเงาร่างของใครบางคนซ้อนทับกันไปหมด
ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นที่ขมับ มินตรายกมือขึ้นกุมศีรษะ ร่างกายเซถลาจนเกือบล้มลงไปกองกับพื้น เลดี้วิเวียนไวกว่า นางเอื้อมมือมาโอบเอวบางเอาไว้แนบชิด กลิ่นกุหลาบดำผสมกลิ่นกายหอมหวานลึกลับของวิเวียนโชยเข้าจมูก แต่มันไม่อาจช่วยบรรเทาความปั่นป่วนในจิตใจของมินตราได้เลย
"อย่าฝืนระลึกถึงมันเลยค่ะ... มินตรา" เสียงกระซิบอ่อนหวานของวิเวียนดังอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ รดต้น cuello ทำให้ขนลุกเกรียว "อดีตที่เน่าเฟื่องฟุ้งซ่านพวกนั้น ไม่มีค่าพอที่จะทำให้เธอต้องเจ็บปวดหรอกนะคะ"
"แต่... เขารู้จักฉัน..." มินตราหอบหายใจถี่กระชั้น สายตาพยายามมองข้ามไหล่ของวิเวียนไปเบื้องหน้า แต่ทว่า... ความมืดมิดกลับกลืนกินทุกสิ่ง ชายชุดดำคนนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความเย็นเยือกที่บาดลึกถึงกระดูก
คืนนั้น มินตราถูกพาตัวกลับมายังห้องนอนหรูหราบนชั้นบนสุดของคฤหาสน์ เลดี้วิเวียนเป็นผู้ดูแลนางด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด รินไวน์สีแดงเข้มดุจโลหิตลงในแก้วคริสตัลก่อนจะยื่นให้หญิงสาว
"ดื่มเสียหน่อยนะคะ จะได้นอนหลับสบาย" วิเวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดจากปกติ ดวงตาสีทับทิมจ้องมองมินตราไม่วางตา ราวกับต้องการสะกดให้เธอยอมจำนนต่อความมืดมิด
มินต้ารับแก้วมาถือไว้ด้วยมือที่ยังคงสั่นเทา กลิ่นหอมหวานของไวน์ลอยเตะจมูก แต่มันกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันตรายบางอย่างที่เธอบอกไม่ถูก นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเลดี้วิเวียน หญิงสาวผู้เปรียบเสมือนกุหลาบดำที่ทั้งงดงามและพร้อมจะปลิดชีพผู้ที่เข้าใกล้
"คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องเมื่อสิบปีก่อนกันแน่คะ... เลดี้วิเวียน" มินตราถามเสียงเครือ ความสงสัยกัดกินหัวใจจนแทบทนไม่ไหว "ทำไมทุกคนถึงต้องปิดบังอะไรบางอย่างจากฉัน ทำไมฉันถึง... ฝันเห็นแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
วิเวียนไม่ตอบ นางเพียงแต่ยกยิ้มมุมปาก ย่างก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งร่างของทั้งสองแทบจะแนบชิดกัน นิ้วเรียวยาวเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อ1ของมินตราออกอย่างอ่อนโยน ผิดวิสัยราชินีแห่งความมืด
"เพราะความจริงบางอย่าง... หากเธอรู้เข้าแล้วล่ะก็..." วิเวียนโน้มใบกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจจากยมทูต "...มันอาจจะน่ากลัวเสียยิ่งกว่าความตายที่เธอเผชิญอยู่ในตอนนี้เสียอีกนะคะ ที่รัก"
สิ้นคำพูดนั้น มินตราก็รู้สึกว่าสติของเธอดับวูบลงในทันที ฤทธิ์ของไวน์หรือบางสิ่งที่วิเวียนผสมลงไปแล่นพล่านไปทั่วร่าง ร่างระหงทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของเลดี้วิเวียน ลมหายใจเริ่มผ่อนลงอย่างช้าๆ เข้าสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน
แต่ทว่า... ในความมืดมิดไร้ก้นบึ้งนั้น มินตราไม่ได้พบกับความว่างเปล่า
เธอกลับพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางคฤหาสน์หลังเดิม... แต่เป็นภาพในอดีตเมื่อสิบปีก่อน เพลิงสีแดงฉานกำลังลุกโชนเผาผลาญทุกสิ่งอย่างไร้ความปรานี กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงจนแทบอาเจียน รอบตัวเต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณของคนในครอบครัว
และที่กลางห้องโถงนั้น มีเงาร่างหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้ ท่ามกลางกองเลือดนองพื้น
ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมา... เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้รอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ใบหน้าที่มินตราคุ้นเคยยิ่งกว่าใคร... ใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงามาตลอดชีวิตของเธอเอง
มินตราเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อริมฝีปากของเงาในกระจกขยับเอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาไร้เสียง แต่เธอกลับได้ยินมันก้องกังวานอยู่ในหัวอย่างชัดเจน—
*"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ตัวฉันเอง"*
บลัดดี้แมรี่ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามความมืดมิดนี้ร่วมกันนะคะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 10
เสียงกระซิบจากความตาย
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!