"อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้เลือดในกายเธอไหลออกจนหมดสิ้นก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า มินตรา"
เสียงของเลดี้วิเวียนเย็นเยียบดั่งคมมีดที่กรีดลงบนผ้าไหมราคาแพง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยเงามืด มินตราทรุดกายลงกับพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ มือข้างหนึ่งกุมบาดแผลฉกรรจ์บริเวณสีข้างที่เกิดจากปลายดาบอาบยาพิษของนักล่าเงาที่เพิ่งจากไป ความเจ็บปวดแล่นริ้วดั่งไฟเผาผลาญ แต่นั่นยังไม่สั่นประสาทเท่ากับสายตาคมกริบของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์ที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
มินตราหอบหายใจถี่ สายตาเริ่มพร่าเลือน ความเย็นยะเยือกของพิษกำลังกัดกินหัวใจ "ท่าน... มาทำไม" เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นสะท้านไม่เพียงเพราะความเจ็บ แต่เพราะความเกลียดชังที่แฝงเร้นด้วยความถวิลหาอย่างประหลาดในใจ
วิเวียนก้าวเข้ามาใกล้ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินดังก้องกังวานราวกับจังหวะนาฬิกาแห่งความตาย เธอหยุดยืนเบื้องหน้ามินตรา ก่อนจะทรุดกายลงนั่งยองๆ ปลายนิ้วเรียวยาวดุจงาช้างเชยคางหญิงสาวผู้บาดเจ็บขึ้นมาบังคับให้สบตา
"ฉันมาดูว่า 'ตุ๊กตา' ที่ฉันหมายตาไว้จะพังทลายลงในอุ้งมือนักล่ากระจอกๆ นั่นหรือไม่" วิเวียนกล่าวพลางคลี่ยิ้มบาง ทว่าในแววตากลับไร้ซึ่งความขบขัน "ช่างน่าสมเพช... คนที่โหยหาความอบอุ่น กลับมักจะวิ่งเข้าหาคมดาบเพียงเพื่อจะได้รู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่"
"ท่านไม่มีวันเข้าใจ... ความสูญเสียมันกัดกินฉันมากแค่ไหน" มินตราพยายามปัดมือวิเวียนออก แต่ความอ่อนแรงทำให้การกระทำนั้นดูราวกับการออดอ้อน
วิเวียนไม่โกรธเคือง เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะคว้าข้อมือของมินตราแล้วดึงร่างนั้นเข้าหาตัว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกลิลลี่ที่ตายแล้วโชยปะทะจมูกมินตรา วิเวียนโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจเย็นๆ รดรินอยู่ข้างหู
"ความสูญเสียคือยาเสพติดที่หอมหวานที่สุดมินตรา... หากเธออยากรอดไปจากค่ำคืนนี้ เธอต้องยอมจำนนต่อฉัน มิใช่ความตาย"
มินตราเม้มปากแน่น ความเจ็บปวดจากบาดแผลเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมึนงงจากฤทธิ์พิษ เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่มืดมิด มีเพียงสัมผัสจากวิเวียนเท่านั้นที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวเดียวที่เหลืออยู่ "ท่านจะช่วยฉัน... หรือจะซ้ำเติมกันแน่"
"นั่นสิ... ฉันเองก็ยังตอบตัวเองไม่ได้" วิเวียนกระซิบ ก่อนจะจดจ้องมองบาดแผลที่เลือดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ เธอเลื่อนมือไปสัมผัสปากแผลด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของนักล่าที่ต้องการเหยื่อ แต่มันคือสายตาของนักสะสมที่กำลังหลงใหลในความร้าวฉานของผลงานศิลปะชิ้นเอก
"ถ้าร่างกายเธอมีตำหนิมากเกินไป... มันก็คงไร้ค่าในสายตาของฉัน" วิเวียนกล่าวพลางใช้เล็บกรีดนิ้วตนเองจนเลือดสีแดงสดหยดลงบนบาดแผลของมินตรา ทันใดนั้น ความร้อนรุ่มดุจเพลิงเผาไหม้แล่นพล่านไปทั่วร่างของมินตราจนเธอต้องหวีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง
"ท่านทำอะไร!" มินตราเค้นเสียงถามในขณะที่ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านเส้นประสาท
"มอบชีวิตที่เธอปรารถนาอย่างไรล่ะ" วิเวียนกระซิบซ้ำพลางประคองร่างของมินตราให้นอนลงบนตักของตน "แต่จงจำไว้... เลือดของฉันมีราคาที่ต้องจ่าย และเธอกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคฤหาสน์หลังนี้ตลอดกาล"
ทันใดนั้นเอง ประตูกระจกบานใหญ่ที่ปิดตายมานานหลายทศวรรษก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางเศษกระจกที่ร่วงหล่น แสงจันทร์สาดส่องลงมาเผยให้เห็นใบหน้าที่มินตราจำได้แม่นยำที่สุด... ใบหน้าที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปเมื่อหลายปีก่อน
"วิเวียน... คืนของเล่นของข้ามาเสียดีๆ" เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความแค้นที่แผ่ขยายไปทั่วโถงกว้าง
มินตราเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวด้วยความตกตะลึงเมื่อร่างที่ปรากฏตรงหน้าคือคนเดียวกับที่เธอเห็นในฝันร้ายมาตลอดชีวิต ขณะที่วิเวียนกลับแสยะยิ้มราวกับรอคอยเวลานี้มาแสนนาน
บลัดดี้แมรี่ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดในบทที่ยี่สิบนี้ไปด้วยกันนะคะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 20
บาดแผลที่ไม่มีวันหาย
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!