"ถอยไปวิเวียน!"
มินตราตะโกนลั่น เสียงของนางสั่นพร่าไม่ต่างจากกิ่งไม้แห้งที่ถูกลมพายุหักโค่น แต่วิเวียนกลับยืนหยัดมั่นคงราวกับรูปสลักหินอ่อนสีขาวนวลที่วางตระหง่านอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเงาดำมืดที่คืบคลานเข้ามา กลิ่นอายของความตายคละคลุ้งไปทั่วโถงทางเดินกว้างที่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่ถี่กระชั้น
"ข้าบอกให้ถอยไป... เจ้าจะมาตายที่นี่ไม่ได้!" มินตรากระชากแขนเสื้อของอีกฝ่าย แต่เลดี้วิเวียนกลับหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้—ยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจที่ทำให้มินตราถึงกับชะงัก
"เจ้าลืมไปแล้วหรือมินตรา... ในคฤหาสน์แห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดที่มีค่าพอจะพรากชีวิตข้าไปได้" วิเวียนเอ่ยเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตาสีมรกตคู่นั้นกลับวาวโรจน์ด้วยประกายสีเลือด "ยกเว้นแต่ว่า... เจ้าจะเป็นผู้ที่ลงมือด้วยตัวเอง"
เงาดำที่รายล้อมค่อยๆ เผยร่างออกมา พวกมันสวมชุดคลุมขาดวิ่น ใบหน้าไร้ดวงตา มีเพียงรอยฉีกขาดที่ขยับเขยื้อนตามจังหวะเสียงครางแหบพร่า วิเวียนไม่ได้ชักอาวุธ นางเพียงแค่กางมือออกช้าๆ ราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงโอเปร่าบทสุดท้าย พลังงานสีม่วงอมดำแผ่ซ่านออกจากปลายนิ้ว กระแทกเข้ากับเหล่าเงาสังหารจนพวกมันกระเด็นถอยไปคนละทิศละทาง
มินตรายืนนิ่ง อะดรีนาลีนในกายสูบฉีดจนปวดหนึบไปทั่วสรรพางค์ ทั้งความกลัวและความหลงใหลในความแข็งแกร่งของสตรีตรงหน้าตีรวนกันอยู่ในอก นางเห็นวิเวียนก้าวผ่านกองเงาที่แตกสลายเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้า ระยะห่างเพียงไม่กี่นิ้วทำให้มินตราสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากผิวกายของหญิงสาวผู้เป็นอมตะ
"มานี่" วิเวียนกระซิบ เสียงนั้นช่างอ่อนโยนจนน่าขนลุก นางคว้าข้อมือมินตราแล้วลากเข้าไปในห้องลับหลังบานประตูไม้โอ๊คที่แกะสลักเป็นรูปมยุรารำแพนหาง
ทันทีที่ประตูถูกปิดลง ความมืดมิดก็กลืนกินทุกสรรพสิ่ง เหลือเพียงแสงจันทร์สีครามที่ลอดผ่านหน้าต่างบานสูงทอดยาวลงมาบนพื้นหินอ่อน วิเวียนดันร่างของมินตราไปชิดผนัง ลมหายใจของทั้งคู่สอดประสานกันในความเงียบงัน ความโกรธขึ้งของมินตราค่อยๆ มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความวาบหวามที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"ทำไม... ทำไมต้องช่วยฉัน" มินตราถาม แววตาของนางไหวระริก "ทั้งที่ฉันเป็นเพียงแค่... เหยื่อในเกมของเจ้า"
วิเวียนเอื้อมมือขึ้นลูบไล้กรอบหน้าของมินตราอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางสั่นเล็กน้อยเมื่อแตะลงบนผิวแก้มที่ร้อนผ่าว "เพราะความตายที่แสนเบื่อหน่ายของข้า มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่มอบความหวังว่า... สักวันหนึ่ง คฤหาสน์หลังนี้จะไม่มีเลือดไหลนองอีกต่อไป"
วิเวียนขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะแตะกัน "ข้าไม่ได้ต้องการเหยื่อ มินตรา... ข้าต้องการ 'ผู้ร่วมชะตากรรม'"
ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหอมหวานดุจกุหลาบอาบยาพิษ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยกลับดังขึ้นจากอีกฝั่งของประตู—เสียงที่ทำให้วิเวียนชะงักไปทันที แววตาของนางเปลี่ยนจากความเคลิบเคลิ้มเป็นความตื่นตระหนกที่มินตราไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูห้องลับถูกผลักออกช้าๆ พร้อมกับร่างของบุรุษในชุดคลุมสีเงินที่ถือดาบเล่มยาวชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ
ชายผู้นั้นก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม หากแต่ดวงตาคมกริบของเขากลับจ้องมองมาที่มินตราด้วยความกระหาย "พบตัวเสียที... ท่านหญิงวิเวียน กฎของตระกูลไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ทรยศต่อสัญญาเลือด"
วิเวียนรีบดึงมินตราไปไว้ข้างหลัง แต่ทว่า... มินตรากลับรู้สึกถึงคมมีดเย็นเฉียบที่แตะอยู่ที่สีข้างของนางจากทางด้านหลัง บุรุษอีกคนปรากฏกายขึ้นจากเงามืดของมุมห้องโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว เขากระซิบที่ข้างหูมินตราด้วยเสียงเย็นเยือก
"ขอโทษด้วยนะที่รัก... แต่ท่านหญิงไม่ได้มีแค่ศัตรูที่อยู่ข้างนอกหรอก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความมืดมิดของคฤหาสน์หลังนี้นะคะ บลัดดี้แมรี่สัญญาว่าจะพาไปพบกับความลับที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมในตอนหน้าค่ะ
กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด•ตอนที่ 17
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์สีคราม
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังมยุรา: ปริศนาคฤหาสน์ราตรีสีเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!